ส่องบทบัญญัติพลังงานใน "Inflation Reduction Act" - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • America
  • World >
  • ส่องบทบัญญัติพลังงานใน “Inflation Reduction Act”
Inflation Reduction Act

ส่องบทบัญญัติพลังงานใน “Inflation Reduction Act”

Forbes Thailand / Admin
24 Aug 2022 | 4:22 pm 264

“Inflation Reduction Act” กฎหมายฉบับใหม่ที่สภาคองเกรสได้ทำการโหวตผ่านร่าง ได้รับการลงนามรับรองโดยประธานาธิบดี Joe Biden เป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้การตรากฎหมายฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อการแก้ปัญหาเงินเฟ้อโดยเฉพาะ แต่ยังมีบทบัญญติหลายข้อที่สะท้อนให้เห็นถึงภารกิจระดับชาติในการปฏิรูปด้านพลังงาน ทำให้พระราชบัญญัติฉบับนี้ถูกยกยอว่าเป็น “กฎหมายเพื่อสิ่งแวดล้อม​​​” ไปโดยปริยาย

กฎหมายลดเงินเฟ้อ หรือ Inflation Reduction Act กำหนดให้มีการจัดสรรงบประมาณจำนวนหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ที่จะนำมาใช้ภายในระยะเวลาสิบปีข้างหน้าสำหรับการจัดตั้งโครงการต่างๆ เพื่อจัดการกับวิกฤตเงินเฟ้อ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของงบประมาณเพื่อการลงทุนด้านพลังงานทั้งหมด กฎหมายต้องการปูทางให้สหรัฐฯ ดำเนินการตามแผนลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ถึงร้อยละ 40 ภายในปี 2030 โดยนับว่าเป็นการลงทุนด้านพลังงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกา

บทบัญญัติด้านพลังงานในพระราชบัญญัติฉบับนี้ปรากฏสิทธิประโยชน์หลายประการเช่น เครดิตภาษีหรือเงินช่วยเหลือสมทบ เพื่อจูงใจรวมถึงกระตุ้นให้ประชาชนและภาคธุรกิจหันมาพึ่งพาพลังงานสะอาดมากขึ้น

แรงจูงใจสำหรับผู้บริโภค

กฎหมายฉบับนี้กำหนดแรงจูงใจโดยตรงแก่ผู้บริโภคในการซื้อเลือกสินค้าประเภทประหยัดพลังงาน อาทิ ยานพาหนะที่ใช้พลังงานสะอาด, เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ประหยัดพลังงาน, ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบเชื่อมต่อสายส่ง รวมถึงส่งเสริมให้เกิดการลงทุนเพื่อให้การใช้พลังงานในบ้านเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยงบประมาณที่ได้จัดสรร มีดังนี้:

  • โครงการคืนส่วนลดแก่ภาคครัวเรือนเป็นจำนวนเงิน 9 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ​ สำหรับการส่งกระแสไฟฟ้าและปรับเปลี่ยนเครื่องใช้ในบ้านให้มีความประหยัดพลังงาน
  • โครงการที่ให้เงินช่วยเหลือมูลค่า 1 พันล้านเหรียญ เพื่อการสร้างที่อยู่อาศัยแบบประหยัดพลังงานในราคาที่เข้าถึงได้
  • เครดิตภาษีในระยะเวลา 10 ปี แก่ผู้บริโภค สำหรับการเปลี่ยนมาใช้พลังงานสะอาดและการประหยัดพลังงานภายในบ้าน สร้างแรงจูงใจในการใช้สินค้าจำพวก ปั๊มความร้อน, แผงโซลาร์บนชั้นดาดฟ้า, ระบบปรับอากาศ HVAC และระบบทำน้ำอุ่นแบบไฟฟ้า
  • เครดิตภาษีจำนวน 4,000 เหรียญสำหรับบุคคลที่มีรายได้น้อยถึงปานกลางเพื่อซื้อยานยนต์มือสองที่ใช้พลังงานสะอาด
  • เครดิตภาษีรวมเป็นจำนวน 7,500 เหรียญให้แก่การซื้อยานยนต์มือหนึ่งที่ใช้พลังงานสะอาด

การลงทุนในภาคส่วนการผลิตพลังงานสะอาดในสหรัฐฯ

สำหรับอุตสาหกรรมพลังงานสะอาดของสหรัฐฯ กฎหมายได้กำหนดให้จัดสรรเงินจำนวนมากกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญ เพื่อทำให้การผลิตสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง โดยครอบคลุมค่าใช้จ่ายตั้งแต่ส่วนของซัพพลายเชนในกลุ่มพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีด้านการขนส่ง ซึ่งสามารถแบ่งได้ดังนี้:

  • เครดิตภาษีจำนวน 3 หมื่นล้านเหรียญ เพื่อเร่งการผลิตแผงโซลาร์, กังหันลม, แบตเตอรี่ และการแปรรูปแร่ธาตุจำเป็นในประเทศ
  • เครดิตภาษีจำนวน 1 หมื่นล้านเหรียญให้แก่การลงทุนสร้างโรงงานการผลิตเทคโนโลยีสะอาด เช่น โรงงานสร้างรถยนต์ไฟฟ้า​, กังหันลม และแผงโซลาร์
  • เงินจำนวน 500 ล้านเหรียญ สำหรับการผลิตปั๊มความร้อนและการแปรรูปวัตถุดิบแร่ธาตุจำเป็น ตามบทบัญญัติของกฎหมายการผลิต หรือ Defense Production Act ที่ให้อำนาจประธานาธิบดีในการสั่งเพิ่มกำลังการผลิตสินค้าที่มีความจำเป็นต่อความมั่นคงของประเทศ
  • เงินสมทบจำนวน 2 หมื่นล้านเหรียญเพื่อการติดตั้งเครื่องมือใหม่ในโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานสะอาด
  • เงินกู้ในวงเงินจำนวน 2 หมื่นล้านเหรียญสำหรับการสร้างโรงงานผลิตยานยนต์พลังงานสะอาดใหม่ทั่วประเทศ
  • เงินทุนจำนวน 2 พันล้านเหรียญเพื่อการค้นคว้าวิจัยขั้นบุกเบิกในด้านพลังงานให้แก่ National Labs หรือห้องปฏิบัติการแห่งชาติ

เป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

กฎหมายได้เน้นเป้าไปยังการลงทุนเพื่อลดการปล่อยมลพิษจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ ภาคการผลิตไฟฟ้า การขนส่ง การผลิตภาคอุตสาหกรรม การก่อสร้างอาคาร จนถึงภาคเกษตรกรรม เช่น การให้เครดิตภาษีสำหรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด, การจัดซื้อยานพาหนะปลอดมลพิษให้แก่กรมไปรษณีย์ ด้วยงบประมาณจำนวน 3 พันล้านเหรียญ, โครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก จำพวกโรงงานผลิตสารเคมี เหล็ก และซีเมนต์, โครงการให้เงินช่วยเหลือและเงินกู้ในวงเงินจำนวนราวๆ 3 หมื่นล้านเหรียญ เพื่อเร่งให้รัฐต่างๆ และสาธารณูปโภคไฟฟ้าเข้าสู่การเปลี่ยนถ่ายในการใช้พลังงานสะอาด, การให้เครดิตภาษีและเงินสมทบแก่เชื้อเพลิงสะอาดและรถเพื่อการพาณิชย์ที่ใช้เชื้อเพลิงสะอาด เพื่อลดการปล่อยมลพิษในภาคการขนส่ง เป็นต้น

การลงทุนให้แก่กลุ่มผู้ด้อยโอกาส

ความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อม หรือ Environmental Justice เป็นสิ่งที่กฎหมายฉบับนี้ได้ให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการพัฒนาพลังงานสะอาด ซึ่งส่งเสริมให้มีการลงทุนในกลุ่มชุมชนที่ด้อยโอกาสและขาดแคลนทรัพยากร เพื่อพัฒนาสภาพแวดล้อมให้ดียิ่งขึ้น โดยงบประมาณจำนวนมากกว่า 6 หมื่นล้านเหรียญที่จัดสรรให้กลุ่มชุมชนดังกล่าวมีดังนี้:

  • เงินสนับสนุนจำนวน 3 พันล้านเหรียญ ซึ่งใช้ลงทุนในโครงการที่นำโดยชุมชนเพื่อจัดการกับมลพิษและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของคนในชุมชน 
  • เงินสมทบจำนวน 3 พันล้านเหรียญเพื่อพัฒนาความเท่าเทียม ความปลอดภัยในชุมชน และการเข้าถึงขนส่งคมนาคมในราคาที่เอื้อมถึงได้
  • เงินสนับสนุนจำนวน 3 พันล้านเหรียญ เพื่อการจัดซื้อและติดตั้งอุปกรณ์และเทคโนโลยีเพื่อลดมลภาวะทางอากาศในท่าเรือ
  • งบประมาณจำนวน 1 พันล้านเหรียญสำหรับการจัดซื้อพาหนะที่ใช้พลังงานสะอาด ในกลุ่มรถโรงเรียน รถโดยสารประจำทาง และรถบรรทุกขยะ

การลงทุนในพื้นที่ชนบท

นอกเหนือจากการพัฒนาพลังงานสะอาดในตัวเมืองแล้ว กฎหมายยังให้ความสำคัญแก่การพัฒนาพื้นที่ชนบทห่างไกลอีกด้วย โดยจะเห็นได้จากการจัดสรรเงินงบประมาณดังนี้:

  • เงินจำนวน 2 หมื่นล้านเหรียญเพื่อสนับสนุนการเกษตรแบบใหม่ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 
  • เครดิตภาษีและเงินช่วยเหลือจำนวน 5 พันล้านเหรียญเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ป่าไม้และการปลูกต้นไม้ในเมือง
  • เครดิตภาษีและเงินช่วยเหลือเพื่อสนับสนุนการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพภายในประเทศ และเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการผลิตเชื้อเพลิงอากาศยานและเชื้อเพลิงชีวภาพอื่นๆ
  • เงินสนับสนุนจำนวน 2.6 พันล้านเหรียญเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยแถบชายฝั่งและปกป้องชุมชนที่พึ่งพาพื้นที่ในแหล่งนั้น

บทบัญญัติที่เกี่ยวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล 

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายฉบับนี้จะมีเจตนารมณ์ในการสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนหันมาพึ่งพาพลังงานสะอาดมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ยังไม่มีบทบัญญัติที่บังคับให้เลิกใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งข้อนี้ทำให้นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมจำนวนมากไม่พอใจ อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการผลักดันให้บริษัททั้งหลายเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติ กฎหมายได้กำหนดบทบัญญัติบางประการที่เป็นโทษสำหรับการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมใหม่สำหรับการสกัดก๊าซธรรมชาติและกรณีมีการรั่วไหลของก๊าซมีเทนในกระบวนการผลิต เป็นต้น

ในส่วนอื่นๆ ของบทบัญญัติของเชื้อเพลิงฟอสซิล มีรายละเอียดดังนี้:

  • การกำหนดให้ที่ดินของรัฐบาลกลางและน่านน้ำนอกชายฝั่งที่ใช้สำหรับการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนต้องเปิดให้มีการขุดเจาะน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
  • การให้สิทธิประโยชน์เพื่อจูงใจให้เกิดการคิดค้นโซลูชันสำหรับการดักจับคาร์บอน
  • เพิ่มกองทุนใหม่สำหรับการตรวจสอบมลพิษทางอากาศและก๊าซมีเทน
  • การเก็บภาษีเพิ่มกับบริษัท (ไม่ใช่แค่บริษัทน้ำมัน) ที่ทำการซื้อหุ้นคืนเพื่อนำเงินมาลงทุนคืนในธุรกิจของตน

ผู้ได้และผู้เสียผลประโยชน์

โดยสรุป จากบทบัญญัติด้านพลังงานในกฎหมายฉบับนี้ สามารถแบ่งฝ่ายที่ได้รับผลประโยชน์ได้ดังนี้:

  • บริษัทที่ทำเกี่ยวกับพลังงานลมและแสงอาทิตย์
  • สาธารณูปโภคที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนถ่ายไปสู่พลังงานหมุนเวียน
  • บริษัทผลิตและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า
  • บริษัทที่สกัดและแปรรูปวัตถุดิบจำพวกลิเธียม

ดังนั้น บริษัทในกลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลประโยชน์จากบทบัญญัติด้านพลังงานในกฎหมายฉบับนี้ต้องเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีกำลังในการ 1) ลงทุนในเทคโนโลยีดักจับคาร์บอนและก๊าซมีเทน และ 2). ลงทุนเงินจำนวนหลายพันล้านเหรียญเพื่อพัฒนาพื้นที่แหล่งผลิตนอกชายฝั่ง ในแง่นี้ บริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติขนาดเล็กจึงอาจไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร เนื่องจากต้องเพิ่มค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนในการทำธุรกิจมากขึ้น

กลุ่มบริษัทที่เน้นกลยุทธ์ไปที่การซื้อหุ้นคืนรวมถึงผู้ทำธุรกิจในอุตสาหกรรมถ่านหินจะอยู่ในส่วนของผู้เสียประโยชน์ อันจะเห็นได้จากการที่กฎหมายรับรองและส่งเสริมการสร้างกำลังการผลิตในพลังงานหมุนเวียน ส่งผลให้การพึ่งพาพลังงานจากถ่านหินลดน้อยลง ดังนั้น ก๊าซธรรมชาติจึงยังมีบทบาทสำคัญในฐานะแหล่งที่มาของพลังงาน โดยเฉพาะเมื่อนำมารวมกับกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียน

แปลและเรียบเรียงโดย สิรินนรี อ๋องสกุล จากบทความ Energy Provisions In The Inflation Reduction Act แพร่บน Forbes.com

อ่านเพิ่มเติม:


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP