จีนแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของการลงทุนต่างประเทศ - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • World >
  • จีนแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของการลงทุนต่างประเทศ

จีนแซงหน้าสหรัฐฯ ขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ของการลงทุนต่างประเทศ

Forbes Thailand / Admin
25 Jan 2021 | 6:30 pm 763

องค์การการประชุมแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (UNCTAD) รายงานว่า ท่ามกลางสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในปี 2020 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในสหรัฐอเมริกาลดลงราวร้อยละ 49 ขณะที่การลงทุนในจีนกลับเพิ่มมากถึงร้อยละ 4 ก้าวขึ้นเป็นจุดหมายปลายทางอันดับหนึ่งของนักลงทุนโลก

การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

ในปี 2020 ที่ผ่านมา การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีนมีมูลค่าเงินลงทุนสุทธิอยู่ที่ 1.63 แสนล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่สัดส่วนการลงทุนดังกล่าวในสหรัฐฯ อยู่ที่ 1.34 หมื่นล้านเหรียญ

โดยสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากมาตรการรับมือวิกฤตโรคระบาดที่แตกต่างกันในทั้ง 2 ประเทศ ดังจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากการที่ทางการจีนได้สั่งคุมเข้ม เร่งตรวจเชื้อ และประกาศล็อกดาวน์ตั้งแต่ระยะแรกที่เกิดโรคระบาด ขณะที่สหรัฐฯ ตอบสนองอย่างล่าช้า ทำให้ปัญหาทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จึงส่งผลให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ 

ความไม่แน่นอนจากการติดเชื้อโควิดที่เพิ่มมากขึ้นทั้งในสหรัฐฯ และยุโรปดังที่ได้กล่าวข้างต้น จึงมีนัยสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ในทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ โดยเฉพาะหลังจากที่จีนสามารถฟื้นฟูความมั่นใจในการลงทุนให้กลับมาดีขึ้นได้อีกครั้ง จนกลายเป็นประเทศเดียวของโลกที่รายงานว่ามีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2020 เติบโตอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ดี The Wall Street Journal ระบุว่า แม้มูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในจีนจะปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่สัดส่วนการลงทุนในหุ้นต่างประเทศในสหรัฐฯ ยังคงมีมูลค่ามากที่สุดเช่นเคย

ในทำนองเดียวกันนี้ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศในอินเดียก็เพิ่มสูงขึ้นราวร้อยละ 13 ขณะที่การลงทุนในสหภาพยุโรปลดลงมากถึง 2 ใน 3 เลยทีเดียว ซึ่งทางองค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่า ภาพรวมของทิศทางการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะยังคงอ่อนแอในปี 2021 นี้ 

โดยในปี 2020 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศทั่วโลกปรับตัวลงมากถึงร้อยละ 42 จาก 1.5 ล้านล้านเหรียญในปี 2019 มาอยู่ที่ 8.59 แสนล้านเหรียญ ซึ่งส่วนมากมูลค่าการลงทุนที่ลดลงนี้จะเกิดขึ้นในประเทศพัฒนาแล้ว 

ทั้งนี้ แม้ว่าสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐ-จีนจะทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นในช่วงที่ผ่านมา แต่บริษัทตะวันตกอีกหลายแห่งก็เลือกที่จะดำเนินธุรกิจในจีนมากยิ่งขึ้น โดยในเดือนธันวาคมที่ผ่านมา Goldman Sachs ธนาคารเพื่อการลงทุนรายใหญ่ระดับโลก ตัดสินใจเข้าซื้อบริษัทร่วมลงทุนสัญชาติจีน เช่นเดียวกับที่ JPMorgan บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินและการลงทุน ได้ทำในเดือนพฤศจิกายน ไม่เพียงเท่านี้ Tesla บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า ยังได้เพิ่มมูลค่าการลงทุนในจีนตั้งแต่ช่วงต้นปี ขณะที่ PepsiCo ได้เข้าซื้อแบรนด์ขนมสัญชาติจีนที่มูลค่า 705 ล้านเหรียญ

“บริษัทสัญชาติอเมริกันและบริษัทต่างประเทศจะยังคงลงทุนในจีนเพิ่มขึ้น ในฐานะหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และมีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาด” Adam Lysenko นักวิเคราะห์จาก Rhodium Group กล่าวกับสำนักข่าว Bloomberg ในเดือนธันวาคม

แปลและเรียบเรียงโดย ชญาน์นัทช์ ธนินท์พงศ์ภัค จากบทความ China Passes U.S. As No. 1 Destination For Foreign Investment As Coronavirus Upends Global Economy เผยแพร่บน Forbes.com

อ่านเพิ่มเติม: ทำไม “จีน” จึงเลือกลงทุนใน “แอฟริกา”

BACK TO TOP