ทาเคดา ผู้นำชีวเวชภัณฑ์ระดับโลก ชูนวัตกรรมการวิจัยและพัฒนา มุ่งเสริมศักยภาพบุคคลากร พร้อมสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นของคนและอนาคตที่สดใสของโลก - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Sponsored Content >
  • ทาเคดา ผู้นำชีวเวชภัณฑ์ระดับโลก ชูนวัตกรรมการวิจัยและพัฒนา มุ่งเสริมศักยภาพบุคคลากร พร้อมสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นของคนและอนาคตที่สดใสข
SPONSORED CONTENT

ทาเคดา ผู้นำชีวเวชภัณฑ์ระดับโลก ชูนวัตกรรมการวิจัยและพัฒนา มุ่งเสริมศักยภาพบุคคลากร พร้อมสร้างสุขภาพที่ดีขึ้นของคนและอนาคตที่สดใสของโลก

Peter Streibl (ปีเตอร์ สไตรเบิล) กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทาเคดา (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท  ชั้นนำด้านชีวเภสัชภัณฑ์ระดับโลกจากประเทศญี่ปุ่น กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 50 ปีที่บริษัทดำเนินธุรกิจในประเทศไทย บริษัทมุ่งเน้นการสร้างคุณค่าและขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมด้านการรักษา การวิจัยและพัฒนาชีวเวชภัณฑ์ เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดีและช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้ป่วย โดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง

“ทาเคดา เริ่มธุรกิจด้านเวชภัณฑ์เมื่อ 240 ปีก่อน โดยมุ่งแสวงหาวิธีการรักษาที่สามารถเปลี่ยนชีวิตของ    ผู้ป่วย ซึ่งเป็นแนวคิดที่หยั่งรากลึกมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งธุรกิจ หลักในการดำเนินธุรกิจของเราที่ยึดมาโดยตลอดได้นำมาสู่ค่านิยมและกำหนดทิศทางของทาเคดาจนถึงทุกวันนี้” Streibl กล่าว

ธุรกิจของทาเคดา ในไทยประกอบด้วย 4 กลุ่มหลัก ได้แก่ มะเร็งวิทยา (Oncology) โรคหายากด้านพันธุกรรมและภูมิคุ้มกัน (Rare Genetic & Immunology) โรคทางเดินอาหาร (Gastroenterology) และกลุ่มผลิตภัณฑ์จากพลาสม่า (Plasma-derived Therapies)

“เราอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและขึ้นทะเบียนวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก TAK-003 ซึ่งเป็นโรคที่พบมากในไทยและประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยผลจากการทดสอบในเฟสที่ 3 ของวัคซีนป้องกัน        ไข้เลือดออก TAK-003 ได้ผ่านเกณฑ์วัดหลักและรอง และอยู่ระหว่างการเตรียมขอใบอนุญาต”

ทั้งนี้ ภายในปี 2568 ทาเคดา ประเทศไทย วางแผนเปิดตัวนวัตกรรมการรักษาโรคและผลิตภัณฑ์ใหม่อีก ​​10 ผลิตภัณฑ์สำหรับผู้ป่วยในไทย ซึ่งครอบคลุมการบำบัดรักษาทั้ง 5 กลุ่ม โดยส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มโรคหายากและมะเร็งวิทยา

สำหรับโรคหายาก Streibl กล่าวว่า แม้การตรวจวินิจฉัยโรคมีความถูกต้อง แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาที่ถูกต้อง ดังนั้น บริษัทจึงได้ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้ป่วยโรคหายาก ในการให้ความรู้ ความเข้าใจกับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์และชุมชนท้องถิ่น เนื่องจากโรคหายากเป็นโรคที่มีจำนวนผู้ป่วยต่อโรคไม่มาก แต่มีจำนวนกว่า 6,000 โรค ซึ่งบางโรคเมื่อเป็นแล้วอาจไม่มียารักษาให้กับผู้ป่วยได้

“งานวิจัยและพัฒนาของเราให้ความสำคัญกับกระบวนการการวินิจฉัยโรคหายาก รวมถึงความรู้สึกของ    ผู้ป่วยตลอดช่วงเวลาการดูแลรักษานั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง คือการรับรู้ ประสบการณ์และความรู้สึกของ  ผู้ป่วยโดยละเอียด บริษัทจึงได้แลกเปลี่ยนข้อมูลกับองค์กรผู้ป่วย ซึ่งช่วยแบ่งปันประสบการณ์และความท้าทายต่างๆ ให้แก่ทีมงานของเรา และพูดคุยถึงสิ่งที่สามารถทำได้ เพื่อทำให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น”

Peter Streibl (ปีเตอร์ สไตรเบิล)

Streibl กล่าวว่า บุคคลากรมีความสำคัญต่อการขับเคลื่อนองค์กรและการเติบโตของธุรกิจ ซึ่งถือเป็น    ส่วนหนึ่งของปรัชญาองค์กรของทาเคดา โดย Streibl ได้มุ่งเน้นการทำให้ทีมเปล่งประกายด้วยความคิด  แรงจูงใจ และการมองโลกในแง่ดี ต่อวัตถุประสงค์ที่มีร่วมกัน

“การบรรลุเป้าหมายในการสร้างการเปลี่ยนแปลงและมุ่งสู่ความสำเร็จจำเป็นต้องมีความยืดหยุ่น เมื่อมีอุปสรรคระหว่างทาง ผู้นำจะต้องดูว่าทีมสามารถข้ามผ่านได้หรือไม่ จำเป็นต้องมีแรงจูงใจเมื่อทีมเผชิญกับความยากลำบาก และให้โอกาสทีมได้เสนอไอเดียของตัวเองและผลักดันให้สำเร็จ”

Peter Streibl (ปีเตอร์ สไตรเบิล)

แนวทางนี้ทำให้ทาเคดา ประเทศไทย ได้รับรางวัล “สถานที่ทำงานที่ดีที่สุดในเอเชีย 2020” โดย HR Asia และยังได้รับการยกย่องให้เป็น Thailand’s Top Employer จาก Top Employer Institute ติดต่อกันถึง 5 ปีซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ถึงความพยายามของบริษัทในการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับพนักงาน

“ทุกการตัดสินใจของเรา เราต้องถามตัวเองเสมอด้วยคำถามที่เรียงตามลำดับว่า สิ่งนั้นเกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วยหรือไม่ ช่วยสร้างความไว้วางใจต่อสังคมหรือไม่ สร้างความน่าเชื่อถือและชื่อเสียงให้กับบริษัทหรือไม่ และช่วยพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนหรือไม่ สำหรับ ทาเคดาผู้ป่วย ลูกค้า และพนักงานเป็นศูนย์กลางของสิ่งที่เราทำเสมอมา เพราะคนต้องมาก่อน” Streibl กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทยังพร้อมสนับสนุนภาครัฐอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยชาวไทย โดย Streibl เป็นหนึ่งในคณะกรรมการของสมาคมผู้วิจัยและผลิตเภสัชภัณฑ์ หรือ พรีม่า (Pharmaceutical Research and Manufacturers Association หรือ PReMA) เพื่อช่วยกำหนดนโยบายการดูแลสุขภาพในอนาคต ร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ และผลักดันการเข้าถึงนวัตกรรมการรักษาสำหรับผู้ป่วยไทย

“ภาครัฐพยายามอย่างเต็มที่ในการเร่งสร้างนวัตกรรมด้านการดูแลสุขภาพ แต่ยังคงมีปัญหาเกี่ยวกับการ  เข้าถึงการรักษา ดังนั้น เราจึงลงทุนในการเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงการรักษา โดยสนับสนุนโปรแกรม โครงการต่างๆ สำหรับผู้ที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคในการเข้าถึงยาที่ต้องการ ช่วยอำนวยความสะดวกในการรักษาแม้ว่าผู้ป่วยจะไม่สามารถชำระเงินเต็มจำนวนได้”

“ประเทศไทยมีเป้าหมายในการเป็นศูนย์กลางการผลิตวัคซีนประจำภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัคซีนโควิด ซึ่งเป็นภาระกิจหลักของรัฐบาลไทยในปีนี้ วัคซีนจึงเป็นเรื่องสำคัญ ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขให้ความสำคัญกับโรคหายาก วัคซีนและโรคหายากจึงเป็นสองเรื่องที่บริษัทพร้อมสนับสนุนรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง”

Streibl กล่าวว่า ปัจจุบัน การมีส่วนร่วมของทีมและผู้เกี่ยวข้องนั้นเปลี่ยนแปลงไปมาก การทำงานจากระยะไกลไม่ใช่เรื่องง่าย ในขณะเดียวกันบริษัทได้นำเทคโนโลยีที่จำเป็นเข้ามาใช้อย่างรวดเร็ว โดยปกติแล้วอุตสาหกรรมยาจะมีรูปแบบการดำเนินงานแบบอนุรักษ์นิยม และไม่ได้เป็นผู้นำด้านนวัตกรรมดิจิทัลมาก่อน แต่ขณะนี้กำลังเปลี่ยนไปเนื่องจากโควิดและการนำรูปแบบการทำงานร่วมกันแบบดิจิทัลมาใช้นั้นเป็นวิธีที่  ถูกต้อง

ทาเคดา ประเทศไทย ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำร่องสำหรับนวัตกรรมดิจิทัลและการเรียนรู้และโซลูชันที่พัฒนาขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเราเรียกว่า Digitak ย่อมาจาก Digital Takeda โดยเราสนับสนุนข้อมูลทางการแพทย์และการรักษาให้กับแพทย์ไทย ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากแพทย์ในภูมิภาคต่างๆ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน และจะใช้เป็นแพลตฟอร์มสำหรับตลาดอื่นๆ อีกด้วยในอนาคต

BACK TO TOP