RAVIPA เครื่องประดับสายมู สร้อยข้อมือที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ที่คนดังระดับโลกเลือกใส่ - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Other
  • Sponsored Content >
  • RAVIPA เครื่องประดับสายมู สร้อยข้อมือที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ที่คนดังระดับโลกเลือกใส่
SPONSORED CONTENT

RAVIPA เครื่องประดับสายมู สร้อยข้อมือที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ที่คนดังระดับโลกเลือกใส่

“RAVIPA แบรนด์เครื่องประดับสายมู Thai Designer แบรนด์แรกและแบรนด์เดียวที่เป็นอันดับหนึ่งในทุกแพลตฟอร์ม เจาะตลาดคนรุ่นใหม่ใน Concept สายมูมินิมอล เรียบหรู ดูดี ราคา เอิ้อมถึง ที่มูยังไงให้ไม่รู้ว่ามู

จากแหวนคู่ในคอลเล็กชั่น Infinity ซึ่งเป็นสินค้าชิ้นแรกของ RAVIPA และเป็นสินค้าที่สร้างความสำเร็จให้กับแบรนด์นับตั้งแต่วางขายเป็นครั้งแรก สู่เครื่องประดับเสริมมงคลที่ทำยอดขายใน Lazada สูงสุดติด    อันดับท๊อป คว้ารางวัล LazMall Best Seller 2021 ช่วงโปรโมชั่น 6.6 และ 9.9 ในปี 2564 โดยมียอดขายเพิ่มขึ้น 7,200% ใน 1 ปี ธนิสา วีระศักดิ์ศรี ผู้ก่อตั้ง RAVIPA เปิดเผยว่า เป้าหมายถัดไปของ RAVIPA คือการวางขายในต่างประเทศ เป็นแบรนด์ไทยที่สร้างชื่อและเป็นที่รู้จักในต่างประเทศ และลูกค้าต่างชาติต้องแวะซื้อเมื่อเดินทางมาประเทศไทย

“การเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับในต่างประเทศเป็นเรื่องยากสำหรับแบรนด์ไทย เพราะคนต่างชาติมองประเทศไทยในฐานะฐานการผลิต เป็นประเทศ OEM (Original Equipment Manufacturer) รับจ้างผลิตสินค้าให้กับแบรนด์ต่างประเทศ ไม่ใช่ในฐานะดีไซเนอร์ แต่ประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่องงานดีไซน์ไม่แพ้ประเทศอื่น แบรนด์ RAVIPA จึงอยากจะสร้างประวัติศาสตร์ในการเป็นแบรนด์เครื่องประดับไทยที่เป็นที่รู้จักในต่างประเทศให้ได้” ธนิสา เจ้าของธุรกิจวัย 29 ปี กล่าวด้วยความมุ่งมั่น

สร้อยข้อมือของ RAVIPA เริ่นต้นขายจากช่องทางออนไลน์ แต่ที่ประสบความสำเร็จได้อย่างทุกวันนี้ คือได้มาจากการ Word of mouth การบอกต่อของลูกค้า ว่าสินค้าของแบรนด์มีคุณภาพ และเห็นผลจริง จนเกิดการเล่ารีวิวและบอกกล่าวกันปากต่อปาก ชวนเพื่อน ชวนครอบครัวมาใส่กัน

นอกจากนี้ลูกค้าก็ได้เล่ารีวิวและบอกต่อว่าดีจริง เห็นผลจริงกันผ่านโซเซี่ยลมีเดียมากมายในทุกแพลตฟอร์ม จนกลายเป็นที่รู้จักในวงกว้างและหลากหลายวงการ ทั้ง นักแสดงชื่อดัง นักธุกิจ ศิลปิน นักร้อง นักกีฬาทีมชาติ เป็นต้น

ครั้งหนึ่งที่เป็นประสบการณ์ที่ประทับใจและทำให้เกิดกระแสของสร้อยข้อมือ RAVIPA ขึ้นมาก็คือ ลิซ่า    แบล็คพิ้ง ได้ใส่สร้อยข้อมือของทางแบรนด์ เรื่องราวในครั้งนี้เกิดขึ้นได้ต้องขอขอบคุณแฟนคลับของลิซ่า ที่เลือกสร้อยข้อมือของ RAVIPA ส่งไปเป็นของขวัญให้กับศิลปินเป็นของขวัญแทนความห่วงใย ไม่เพียงแต่    ลิซ่า แบล็กพิ้งก์ ยังมีศิลปินชื่อดังในต่างประเทศทั้งในเกาหลี และ จีน เช่น มินนี่ จีไอดอล ไนน์ อินทูวัน  ฮยอนซอก วงซีไอเอ็กซ์

ธนิสา วีระศักดิ์ศรี ผู้ก่อตั้ง RAVIPA

จุดกำเนิดสร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์

Pain Point ของสาที่อยากจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองติดตัว แต่ด้วยเราเป็นคนรุ่นใหม่ที่สไตล์การแต่งตัว ทำให้ไม่เหมาะกับการห้อยพระ สาจึงเลือกทำสร้อยข้อมือที่ยังสวย พร้อมกับมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองติดตัว คงยึดหลักการของแบรนด์ RAVIPA คือ เครื่องประดับที่สามารถใส่ได้ทุกวัน เรียบหรู ดูดี จึงต้องออกแบบให้ “มูยังไงให้ไม่รู้ว่ามู” จึงเป็นคอลเล็กชั่นซึ่งนับว่าเป็นรุ่นสุดฮิต ติดตลาดถึงปัจจุบัน นั้นก็คือ “สร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์ ที่ปลุกเสกจากพระพุทธคุณสายขาว”

ธนิสา เล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นก่อนการเข้าสู่ธุรกิจเครื่องประดับ ซึ่งนั่นคือ ตั้งแต่เธออยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ในช่วงที่โรงเรียนมีงานแฟร์ประจำปี มีกิจกรรมให้นักเรียนได้ลองขายของ เธอจึงเลือกปากกา The Dog สินค้าหน้าลายหมาหน้าซูมซึ่งกำลังฮิตในสมัยนั้นมาขาย และประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ที่เลือกขายสินค้าได้ตรงกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายของตลาดในตอนนั้น

“เรามีความเป็นแม่ค้าตั้งแต่เด็กๆ ชอบขายของ ตอนขายครั้งแรกขายดีมากและขายหมด รู้สึกว่าโมเมนต์การขายของมันสนุกมาก ชอบตอนคนมารุมร้าน ยิ่งขายดี ขายหมด ยิ่งมีความสุข ขายได้เงินเท่าไรไม่สนใจเท่าความสนุกพอโตขึ้นมาก็มีกิจกรรมขายของมาตลอด ทำให้ขายเก่งขึ้นเรื่อยๆ

แม้จะเว้นช่วงไปในระหว่างการเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัยและเรียนในชั้นปีที่ 1 และ 2 คณะ        พาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (หลักสูตรนานาชาติ) ธนิสาได้กลับมาขายของอีกครั้งในช่วงขึ้นปีที่ 3 ซึ่งเป็นช่วงที่มีเวลาว่างมากขึ้น โดยทำเสื้อยืดขายในคณะ รอบนี้เธอไปที่พาหุรัดเพื่อหาซื้อผ้ายืดสำหรับผลิตเสื้อยืดขาย โดยเน้นผ้ายืดคุณภาพดี และการขายครั้งนี้ เธอนำเงินทั้งหมดบริจาคการกุศลโดยไม่หักค่าใช้จ่าย รอบนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ที่ประสบความสำเร็จ ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจนขายหมดทันที

“ช่วงนั้นเป็นจังหวะเดียวกับที่พี่สาวชื่อ ระวิภา ซึ่งมีอายุห่างกัน 4 ปี เรียนจบ Jewelry Making ที่สหรัฐอเมริกาและทำงานออกแบบให้กับเครื่องประดับแบรนด์หนึ่ง ด้วยความเป็นแม่ค้าสารู้สึกว่าพี่สาวออกแบบเก่ง มีจุดแข็ง น่าจะทำแบรนด์ตัวเอง จึงให้พี่สาวกลับมาไทย และออกแบบสินค้าให้สา เพราะเราจะทำธุรกิจและเราก็ทำแบรนด์ RAVIPA ด้วยกัน”

เรียบหรูดูดี ราคาเอื้อมถึง

ด้วยเงินทุนเริ่มต้น 10,000 บาท ธนิสา ซึ่งยังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 3 ทำทุกอย่างตั้งแต่วางแผนธุรกิจ การตลาดและประชาสัมพันธ์ ขณะที่ ระวิภาเป็นผู้ออกแบบสินค้าและดูแลการผลิต โดยมีคอลเล็กชั่น Infinity เป็นคอลเล็กชั่นแรก และเป็นคอลเล็กชั่นที่ประสบความสำเร็จตั้งแต่เปิดตัวในเดือนธันวาคม 2555 ซึ่งขายดีต่อเนื่องถึงเทศกาลวันวาเลนไทน์ในปีถัดมา

คอลเล็กชั่น Infinity เกิดจากการที่ธนิสาเห็นความต้องการหาซื้อแหวนคู่ในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งในตอนนั้นแหวนคู่ที่มีขายล้วนเป็นสินค้าสำหรับคู่ที่กำลังจะแต่งงาน แต่ไม่มีสำหรับวัยรุ่นออกมาขาย โดย RAVIPA เปิดขายแหวน Infinity ในราคาเพียง 2,950 บาท และราคา 3,950 บาท สำหรับรุ่นที่มีเพชร ถือเป็นสินค้า Affordable Luxury และด้วยราคาที่จับต้องได้ รวมทั้งการขายผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้สินค้าสร้างยอดขายได้มาก และ RAVIPA ได้ออกแบบแหวนคู่คอลเลคชั่นใหม่ๆ วางขายอย่างต่อเนื่อง

“เราขายผ่าน Facebook และ Instagram โดยไม่มีหน้าร้าน ช่วงนั้น Facebook ยังไม่มีการขายโฆษณา การขายของเราจึงเป็น Organic ล้วนๆ ส่วนใน Instagram เราเริ่มพร้อมๆ กับการเข้ามาของ Instagram ในไทย เราถือเป็นเจ้าแรกๆ ที่ขายของออนไลน์ ตอนนั้นมีแค่เรากับพี่สาว เราตอบแชทลูกค้าเอง และเป็นนางแบบใส่สินค้าถ่ายรูปลงขายเอง และเริ่มออกป๊อปอัพ บูธบ้าง เราใส่ชุดนักศึกษาไปยืนขายที่ K Village และได้รับฟีดแบคจากลูกค้า ได้เรียนรู้และพัฒนาสินค้ามาเรื่อยๆ”

จากออนไลน์สู่ออฟไลน์

หลังจากนั้น แบรนด์ RAVIPA เริ่มเปิดขายในห้างสรรพสินค้า โดยแห่งแรก คือ สยามเซ็นเตอร์ เป็นการฝากขายโดยที่ไม่มีพนักงานของตัวเองไปประจำ หลังจากทำไปและเรียนรู้ไป จึงพบว่าแบรนด์ RAVIPA ต้องมีพนักงานของตัวเองในการแนะนำสินค้าให้ลูกค้า เพราะทุกคอลเลคชั่นมีเรื่องราวมีที่มา ต่อมาจึงพัฒนาเป็นหน้าร้านในศูนย์การค้า สู่ช็อปของตัวเองที่โครงการสวนหลวงสแควร์ บริเวณซอย จุฬาฯ 16 ถือเป็นแฟล็กชิพสโตร์แห่งแรกของแบรนด์

“จาก Facebook สู่แฟล็กชิพสโตร์เป็นช่วงระยะเวลาประมาณ 3-4 ปี เราได้เรียนรู้ว่าร้าน Stand Alone สำคัญ เพราะเมื่อเรามีฐานลูกค้าและมีคนติดตามจำนวนมาก ลูกค้าส่วนใหญ่เกิดจากการบอกต่อ

ปัจจุบัน RAVIPA มีหน้าร้านทั้งหมด 7 สาขา ได้แก่ สวนหลวงสแควร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว เซ็นทรัลชิดลม เอ็มโพเรียม แฟชั่นไอส์แลนด์ และไอคอนสยาม

โอกาสจาก COVID-19

ธนิสากล่าวว่า ช่วง COVID-19 ทำให้แบรนด์ RAVIPA ดังเป็นพลุแตก จากการกลับมาจำหน่ายตัวสร้อย  ข้อมือเสริมมงคล หรือสร้อยข้อมือสายมูอีกครั้ง ซึ่งเป็นสินค้าที่เคยเปิดตัวครั้งแรกในปี 2562 และได้รับรางวัลการออกแบบยอดเยี่ยมระดับประเทศ Design Excellence Award 2019 (DEmark Award) จากกรมส่งเสริมการส่งออก เพราะเป็นการออกแบบเครื่องประดับเสริมมงคลที่ดูเป็นงานแฟชั่น โดยใช้วัสดุเงินแท้ 92.5% ถักด้วยเชือกสั่งทำพิเศษที่นำเข้าจากต่างประเทศ และพลอยแท้ที่คัดสรรจากทั่วทุกมุมโลก ซึ่งทุกชิ้นได้ผ่านการปลุกเสกก่อนวางจำหน่าย

“สร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์เกิดจากตัวเราเองที่ต้องการที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ อยากใส่อะไรที่คุ้มครองและเสริมมงคล แต่อยากใช้เครื่องประดับที่ไม่ดูเป็นวัตถุมงคลมากเกินไป จึงดีไซน์ออกมาให้ดูมินิมอล เป็นสร้อยเส้นเล็กๆ บางๆ ดูเป็นแฟชั่น และมองดูไม่รู้ว่าเป็นวัตถุมงคล จังหวะที่เปิดตัวเป็นช่วง COVID-19 ที่หลายคนต้องการที่พึ่งทางใจและคนอยู่กับออนไลน์มากขึ้น จึงเป็นที่ต้องการของตลาดมาก จนต้องพรีออเดอร์กันล่วงหน้าถึง 3 เดือน”

สินค้าตอบทุกโจทย์

ปัจจุบันสร้อยข้อมือศักดิ์สิทธิ์มีทั้งหมด 24 คอลเล็กชั่น ครอบคลุมทุกความต้องการของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นพญานาค เทพเจ้าไฉ่ซิงเอี๊ย และปี่เซียะ สำหรับเรื่องค้าขายและเรียกทรัพย์ องค์มงกุฏพระพุทธเจ้า และ  เจ้าแม่กวนอิม สำหรับเสริมบารมี ชื่อเสียง เกียรติยศ หน้าที่การงาน และเมตตามหานิยม พระตรีมูรติ    เจ้าแม่ทับทิม เทพเจ้าด้ายแดงและพระแม่อุมาเทวี สำหรับเรื่องความรัก

“ที่หน้าร้านของเรา มีพนักงานคอยให้คำแนะนำลูกค้า และใน Line Chat มีแอดมินให้คำแนะนำตลอด 24 ชั่วโมง ทีมขายของเราจะไม่ขายสินค้าที่แพงที่สุดในร้านหรือสินค้าขายดีให้กับลูกค้า แต่จะแนะนำสินค้าที่เหมาะกับลูกค้ามากที่สุดตามเรื่องที่ลูกค้าต้องการ”

สำหรับคอลเล็กชั่นใหม่ในปี 2565 ที่จะทยอยเปิดตัว ได้แก่ เจ้าพ่อเห้งเจีย สำหรับปีชงหรือผู้ที่เกิดปีขาล และปีวอก ปีชง หรือผู้ที่เกิดปีขาล วอก กุน มะเส็ง และเทวดาประจำวันเกิด เพื่อเสริมดวงให้เข้มแข็ง นอกจากนี้ ยังแตกไลน์ไปยังงานทองแท้มากขึ้น เพราะทองคำสามารถแกะรายละเอียดงานดีไซน์ได้สวยกว่าเงิน โดยมีให้เลือกตั้งแต่ 9K 14K และ 18K ในราคาเริ่มต้น 5,990 บาท

“เราเป็นแบรนด์เล็กๆ แบรนด์หนึ่งที่จะเป็นความภาคภูมิใจทั้งกับตัวเอง ทีมงาน และคนไทยหลายๆ คนที่อุดหนุนเราตั้งแต่เริ่ม การที่จะเป็นที่ยอมรับทั้งในประเทศและต่างประเทศจะเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่เกิดจากแรงสนับสนุนของลูกค้า เราจะเป็นแบรนด์ไทยที่คนไทยภาคภูมิใจให้ได้” ธนิสากล่าว

BACK TO TOP