วิบูลยศ เอี่ยมรานนท์ และ พัชรีพันธุ์ สัตตบรรณศุข คนไทยบนเวทีความสำเร็จในธุรกิจระดับโลก “นู สกิน” - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Other
  • Sponsored Content >
  • วิบูลยศ เอี่ยมรานนท์ และ พัชรีพันธุ์ สัตตบรรณศุข คนไทยบนเวทีความสำเร็จในธุรกิจระดับโลก “นู สกิน”
SPONSORED CONTENT

วิบูลยศ เอี่ยมรานนท์ และ พัชรีพันธุ์ สัตตบรรณศุข คนไทยบนเวทีความสำเร็จในธุรกิจระดับโลก “นู สกิน”

สองนักธุรกิจในฐานะพาร์ตเนอร์ของ นู สกิน แบรนด์ความงามและสุขภาพระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำเนินธุรกิจในเกือบ 50 ตลาดทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย คุณวิบูลยศ เอี่ยมรานนท์ (จอห์น) และ พัชรีพันธุ์ สัตตบรรณศุข (นุ่น) เป็นคนไทยคู่แรกที่ดำรงตำแหน่งสูงสุดในฐานะ Circle of Excellence IV ของ นู สกิน

ความมุ่งมั่นและวิสัยทัศน์คือเหตุผลสำคัญที่ผลักดันทั้งสองสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ และด้วยเทรนด์โลกอย่าง Social Commerce ที่มีมูลค่ามหาศาลในขณะนี้ ทั้งสองเชื่อมั่นว่าจะเป็นอีกหนึ่งหน้าต่างแห่งโอกาสที่ธุรกิจ นู สกิน พร้อมเต็มกำลังที่จะเติบโตบนเมกะเทรนด์นี้

วิบูลยศ เอี่ยมรานนท์ (จอห์น)

จอห์นกล่าว “ผมตัดสินใจทำธุรกิจ นู สกิน เมื่อ 25 ปีที่แล้ว ด้วยเหตุผล 3 ข้อ 1) บริษัทมั่นคง โปร่งใสจริง เพราะอยู่ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กตั้งแต่ปี 1996  2) สินค้าเน้นวิทยาศาสตร์และนวัตกรรม และ 3) เป็นธุรกิจที่ขยายไปได้ทั่วโลก ซึ่งหากมองย้อนไปในอดีต การจะทำการตลาดในวงกว้างเป็นเรื่องที่ยาก ไหนจะกำแพงภาษาและระยะทาง แต่วันนี้เทคโนโลยีย่อโลกมาอยู่ในมือ มือถือเครื่องเดียวก็ทำธุรกิจได้ และ นู สกิน เองก็มีความชัดเจนเรื่องการเป็น Global Business ที่มุ่งสร้าง Global Platform ที่เชื่อมโยงในเกือบ 50 ตลาดทั่วโลก นั่นจึงทำให้ผมไม่หยุดตื่นเต้นในธุรกิจนี้ เพราะแพลตฟอร์มนี้จะช่วยให้เรานำเสนอผลิตภัณฑ์นวัตกรรมไปได้ในวงกว้าง ตอบโจทย์รับเมกะเทรนด์อย่าง Social Commerce ที่มีการคาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าทั่วโลกเกือบ 3.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ภายในปี 2028*”

พัชรีพันธุ์ สัตตบรรณศุข (นุ่น)

“สินค้าถือเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจเติบโต นู สกิน ลงทุนกับคำว่า “นวัตกรรม” สร้างห้องแล็ปขนาดใหญ่ของตัวเองถึงสองแห่ง เน้นการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่มีความล้ำหน้า ทำให้ผลิตภัณฑ์โดดเด่นและมีคุณภาพสูง ตอบโจทย์เทรนด์ Anti-aging ทั่วโลกที่ยังแรงอย่างต่อเนื่อง และตอบโจทย์ทุกเพศทุกวัยรวมถึงคนรุ่นใหม่ อาทิ สินค้าในกลุ่มบิวตี้แกดเจ็ตที่กำลังเป็นที่นิยม ซึ่ง นู สกิน สามารถสร้างยอดขายจนกลายเป็นแบรนด์อันดับ 1 ของโลก 4 ปีซ้อนในด้านบิวตี้แกดเจ็ต** นอกจากนี้ นู สกิน ยังมีเทคโนโลยี “เอจล็อค” ที่วิจัยลึกถึงการแสดงออกของยีน ซึ่งต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและดูแลผิวพรรณที่เป็นนวัตกรรมมากมาย สินค้าที่ดีคือตัวขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโต” นุ่นกล่าว

“เราสามารถทำงานได้จากทุกที่ และไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องการวางแผนสต๊อกและจัดส่งสินค้า เพราะ นู สกิน มีแพลตฟอร์มที่จัดการเรื่องเหล่านี้ให้พร้อม แถมยังรองรับในเกือบ 50 ตลาดที่ นู สกิน เปิดดำเนินธุรกิจ เทคโนโลยีคือสิ่งที่ นู สกิน ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาก็ลงทุนในเทคโนโลยี  คลาวด์ พัฒนาแอปพลิเคชั่นต่างๆ โดยมี AI ช่วยประมวลผล ตลอดจนระบบเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงอย่างมีประสิทธิภาพ และ นู สกิน ก็ยังคงพัฒนาสิ่งเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง นี่จึงตอกย้ำความพร้อมสำหรับโอกาสในอนาคต” จอห์นเสริม

ใน นู สกิน พันธกิจที่พาร์ตเนอร์ธุรกิจทุกคนยึดถือในการทำงาน คือการเป็นพลังแห่งความดีที่แผ่ไปทั่วโลกเพื่อพัฒนาชีวิตผู้คนให้ดีขึ้น ด้วยวัฒธรรมของการให้ นี่เองจึงเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทั้งสองภาคภูมิใจในการได้ช่วยเหลือสังคม

นุ่นกล่าว “นู สกิน ดำเนินโครงการเพื่อสังคม 2 โครงการหลัก นั่นคือ โครงการสนับสนุนมูลนิธิผ่าตัดหัวใจเด็กที่พิการแต่กำเนิดในระดับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย (SEA Children’s Heart Fund) โดยเรามีส่วนร่วมในฐานะหนึ่งในคณะกรรมการกิตติมศักดิ์ และเป็นผู้ริเริ่มขับเคลื่อนให้เกิดการบริจาค 1% ของรายได้จาก นู สกิน ในทุกเดือนเพื่อสนับสนุนโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 1999 จนในปัจจุบันเงินบริจาคนี้จากเหล่าพาร์ตเนอร์ธุรกิจของ นู สกิน ประเทศไทย มีมูลค่าสะสมรวมกว่า 49 ล้านบาท เป็นส่วนหนึ่งของเงินบริจาคทั่วทั้งภูมิภาคฯ ที่ช่วยเด็กให้รอดชีวิตไปแล้วมากกว่า 13,500 ราย และอีกหนึ่งโครงการของ นู สกิน ทั่วโลก คือ นูริช เดอะ ชิลเดร้น (Nourish the Children) ซึ่งเป็นการบริจาคข้าวที่อุดมด้วยสารอาหาร เพื่อช่วยเด็กยากไร้ที่ขาดสารอาหารทั่วโลก โดยโครงการนี้ได้บริจาคข้าวที่ชื่อว่า      ไวตามีล ไปแล้วกว่า 700 ล้านมื้อ และเราก็มีส่วนร่วมในโครงการนี้อย่างต่อเนื่อง”

“ผมว่า ธุรกิจที่ดีต้องมาพร้อมกับรับผิดชอบต่อสังคม และต้องดูแลพาร์ตเนอร์ธุรกิจด้วยวิสัยทัศน์และการไม่หยุดพัฒนาในรอบด้าน โดยเฉพาะในด้านผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยี นู สกิน เป็นหนึ่งในธุรกิจระดับโลกที่มีจุดแข็งในข้อนี้ โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วกำลังสอนให้เราเตรียมพร้อมกับอนาคต สำหรับผม    คำว่า Global Business และ Global Platform นั้นสำคัญมาก ทำให้เราทำงานและบอกเล่าเรื่องราวของผลิตภัณฑ์ที่น่าตื่นเต้นได้จากทุกที่ ขยายธุรกิจให้หยั่งรากไปได้ไกล และด้วยโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ของ Social Commerce ผมและคุณนุ่นจึงใช้คำว่า All in กับการทำธุรกิจ นู สกิน ในทุกๆ วัน เพราะอนาคตที่ยิ่งใหญ่กำลังรอเราทุกคนอยู่”

* Source: Grandview Research report, “Social Commerce Market Size, Share & Trends Analysis Report By Business Model (B2C, B2B, C2C), By Product Type (Personal & Beauty Care, Apparel, Accessories), By Region, And Segment Forecasts, 2021 – 2028,” August 2021

** Source: Euromonitor International Limited; Retail Value RSP terms; all channels; 2017 to 2020. Beauty Systems are at-home Skin Care Beauty Devices that are exclusively paired or recommended to be used with a topical consumable of the same brand. Claim verification based on Euromonitor custom research and methodology conducted January-March of 2021. Sales of at-home skin care beauty devices includes sales of electric facial cleansers as defined in Passport database. This category does not include hair care/removal appliances, body shavers, and oral care appliances.

#NuSkinThailand #GlobalBusiness #socialcommerce #beautygadget

BACK TO TOP