สิงห์ เอสเตท โชว์ผลงาน 9 เดือน 2566 กวาดรายได้ 10,072 ล้านบาท ลุยต่ออีก 2 โครงการอสังหาใน Q4 - Forbes Thailand

สิงห์ เอสเตท โชว์ผลงาน 9 เดือน 2566 กวาดรายได้ 10,072 ล้านบาท ลุยต่ออีก 2 โครงการอสังหาใน Q4

FORBES THAILAND / ADMIN
16 Nov 2023 | 05:20 PM
READ 969

สิงห์ เอสเตท รายงานรายได้รวมจากการขายและการบริการสำหรับ 9 เดือนแรก จำนวน 10,072 ล้านบาท โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ เติบโตเด่นถึง 34% ด้วยแรงส่งสำคัญจากการเปิดตัว 3 โครงการ ภายใต้ 3 แบรนด์


    บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ประกาศรายได้รวมจำนวนเติบโตขึ้น 19% โดยรายได้จากการขายอสังหาริมทรัพย์ของบริษัทฯ จำนวน 1,902 ล้านบาท เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญถึง 34% ซึ่งประกอบด้วย

    1.ยอดโอนกรรมสิทธิ์อสังหาริมทรัพย์เพื่อการพักอาศัยสะสม 9 เดือน จำนวน 1,692 ล้านบาท ปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการเปิดตัวโครงการพร้อมโอน “ลาซัวว์ เดอ เอส” โครงการแฟล็กชิพ ประเภท Cluster Home ระดับอัลตร้าลักชัวรี การรับรู้รายได้เต็มจำนวนของโครงการ ดิ เอส สุขุมวิท 36 ที่สิงห์ เอสเตทเข้าถือหุ้น 100% เพื่อรองรับโอกาสการฟื้นตัวของดีมานด์กลุ่มคอนโดมิเนียม และการโอนกรรมกรรมสิทธ์ของโครงการศิรนินทร์ เรสซิเดนเซส

    2.รายได้จากการขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรม จำนวน 36 ล้านบาท

    3.การรับรู้ค่าเช่าของโครงการสิงห์ คอมเพล็กซ์ ตามสัญญาเช่าพื้นที่ระยะยาวจำนวน 175 ล้านบาท

    สำหรับรายได้จากการให้บริการของบริษัทฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น 16% มีสาเหตุสำคัญมาจากรายได้ของธุรกิจโรงแรมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น 18% สู่จำนวน 7,222 ล้านบาท ซึ่งได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวต่อเนื่องของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก

    โดยอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรมแรมบริษัทฯ ที่คำนวณเฉพาะห้องพักที่เปิดให้บริการของบริษัทฯ ที่ 71% ปรับเพิ่มขึ้นถึง 12% จากปีก่อนหน้า รวมถึง ADR ที่เติบโตจากศักยภาพในการปรับราคาของ SHR ที่มีจุดแข็งด้านทำเลที่ตั้งของโรงแรมที่อยู่ในจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ของการท่องเที่ยว มาตรฐานการบริการที่เป็นเลิศ และกลยุทธ์ทางการตลาดเชิงรุก

    สำหรับรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ในช่วงครึ่งปีแรกจำนวน 259 ล้านบาท ทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี จากการทยอยรับรู้รายได้ตามการส่งมอบพื้นที่เช่าของอาคารเอส โอเอซิส (S OASIS)

    ฐิติมา รุ่งขวัญศิริโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เปิดเผยว่า “เราผลักดันรายได้ของสิงห์ เอสเตท ในช่วง 9 เดือนแรกให้เติบโตได้ตามแผนการลงทุน ควบคู่กับการคุมต้นทุนต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพเหมาะสมกับช่วงการขยายธุรกิจและเปิดตลาดใหม่ ส่งผลให้เรามีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และรายการที่ไม่ได้เกิดขึ้นประจำจากการดำเนินงานปกติ (Adjusted EBITDA) ที่ 2,276 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน



    ผลการดำเนินงานดังกล่าวเป็นตัวพิสูจน์การปรับตัวทางธุรกิจให้สามารถช่วงชิงโอกาสได้ทันกับการฟื้นตัวของธุรกิจที่พักอาศัยและโรงแรม และสะท้อนผลสำเร็จจากการพัฒนาสินค้าและบริการที่ตอบโจทย์การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของลูกค้า ที่สิงห์ เอสเตทได้ทำมาตลอด
และเราเชื่อมั่นว่าในไตรมาสที่ 4 เราจะสามารถขับเคลื่อนผลประกอบการที่สูงที่สุดในปีได้ เนื่องจากการรับรู้ยอดโอนของโครงการใหม่ สริน ราชพฤกษ์สาย 1 ที่มีมูลค่า 3,800 ล้านบาท และเปิดตัวในต้นไตรมาส 4 ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจอย่างดีและมียอดจองเป็นไปตามเป้าหมายกว่า 10%

    รวมถึงพอร์ตโรงแรมของ SHR ซึ่งเป็นผลจากการที่ห้องพักรูปแบบใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงแล้ว พร้อมเปิดให้บริการลูกค้าในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวของปี พร้อมทั้งปริมาณความต้องการเดินทางของลูกค้า Long-haul market ที่กลับมาคึกคักอีกครั้งตามการเปิดเส้นทางบิน



    ในปีนี้ สิงห์ เอสเตท ลงทุนขยายโครงการบ้านแนวราบครบทุกเซกเมนต์ลักชัวรีตามแผนงาน และยังคงไว้ซึ่งการถ่ายทอด DNA ที่ยึดถือในการพัฒนาโครงการให้ได้คุณภาพระดับ “Best in Class” แม้ว่าเซกเมนต์ที่เราขยายเข้ามาใหม่นี้ ถือว่าสิงห์ เอสเตทได้เข้ามาแข่งขันในตลาดนี้เป็นครั้งแรก แต่ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า เนื่องจากความเชื่อมั่นต่อความเชี่ยวชาญในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี และความเชื่อถือแบรนด์ของสิงห์ เอสเตท ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพเหนือระดับเพื่อส่งมอบประสบการณ์อันทรงคุณค่าให้ลูกค้า”

    แนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2567 ในธุรกิจที่พักอาศัยนั้น นอกเหนือจาก backlog ราว 4,000 ล้านบาท เสริมทัพด้วย Product บ้านเดี่ยวพร้อมขายที่เราพึ่งเปิดตัวในช่วงสิ้นปีแล้ว สิงห์ เอสเตทเตรียมพร้อมส่งมอบห้องชุดในกับลูกค้าโครงการ ดิ เอ็กโทร พญาไท รางน้ำ ในช่วงต้นปี 2567



    รวมถึงคอนโดมิเนียมโครงการใหม่ที่ได้เข้าร่วมลงทุนกับพันธมิตรทางธุรกิจในการพัฒนาคอนโดในเซกเมนต์ที่มีส่วนแบ่งการตลาดใหญ่และเติบโตดีที่สุด ในระดับราคา 100,000 – 200,000 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งอยู่นอกเหนือจาก Pillar แบรนด์ที่พัฒนาโดยสิงห์ เอสเตท เอง โดยโครงการร่วมทุนนี้ จะตอบโจทย์ให้เราเข้าช่วงชิงโอกาสจากการฟื้นตัวของตลาดคอนโดในกลุ่มรายได้ระดับปานกลางขึ้นไป โดยบริษัทฯ วางแผนจะเปิดขายในปี 2567 เป็นต้นไป

    สำหรับธุรกิจโรงแรมมีแนวโน้มขยายตัวดีขึ้นชัดเจนในไตรมาสสุดท้ายของปี ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2567 จากการเติบโตต่อเนื่องของภาคการท่องเที่ยว และสัญญาณการฟื้นตัวของการเดินทางระหว่างภูมิภาคซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มเส้นทางบิน

    โดยในปี 2566 นี้ ถือเป็นปีแรกที่การท่องเที่ยวทั่วโลกเปิดเต็มรูปแบบ ซึ่งเราเห็นแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของลูกค้าตลาดใหม่ ๆ ในทุกภูมิภาคที่เราดำเนินงาน ซึ่งเราไม่รีรอที่จะช่วงชิงโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าศักยภาพเหล่านั้น และเตรียมความพร้อมในการนำเสนอรูปแบบผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์กระแสนิยมในการท่องเที่ยว พร้อมด้วยมาตรฐานในการบริการอันเลิศ

    ทั้งนี้ การปรับปรุงโรงแรมตามแผนการยกระดับประสิทธิภาพพอร์ตโฟลิโอ หรือ Major Renovation ของโรงแรมที่เป็นสินทรัพย์ศักยภาพของ SHR ได้แก่ โรงแรม Outrigger Fiji Beach Resort, โรงแรม ทราย ลากูน่า ภูเก็ต, โรงแรม ทราย พีพี ไอซ์แลนด์ วินเลจ และโรงแรมบางส่วนในสหราชอาณาจักรยังคงเป็นไปตามแผนงานที่วางไว้

    โดยห้องพักรูปแบบใหม่จะพร้อมส่งมอบห้องคืนและเปิดให้บริการกับนักท่องเที่ยวอีกครั้งในช่วง high season ของแต่ละประเทศ เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างผลกำไรที่มีประสิทธิภาพ โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายว่าห้องพักที่ได้รับการปรับปรุงแล้วจะสามารถยกระดับ ADR ได้เฉลี่ยในช่วง 15% - 25%


เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “แสนสิริ” 9 เดือน กำไร 4,760 ล้าน สูงสุดในรอบ 39 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine