พีรกานต์ มานะกิจ คว้าโอกาสฉายแสง ION Energy

พีรกานต์ มานะกิจ คว้าโอกาสฉายแสง ION Energy

สตาร์ทอัพโซลาร์เซลล์สัญชาติไทยสามารถแปลงแสงอาทิตย์สร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ครัวเรือนรวมกว่า 6,500 หลังทั่วประเทศ ขึ้นแท่นหนึ่งในผู้นำกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ พร้อมก้าวเป็นบริษัทในเครือธุรกิจสายไฟฟ้าและสายเคเบิลยักษ์ใหญ่ ผสานความเชี่ยวชาญจากต้นน้ำถึงปลายน้ำเปิดทางสู่ตลาดแสนล้าน


    ผลจากสงครามตะวันออกกลางส่งผลให้พลังงานทดแทนเป็นทางเลือกสำคัญในการรับมือกับการปรับราคาค่าไฟที่สูงขึ้น และการพัฒนาประเทศสู่ความยั่งยืน โดยเฉพาะการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (solar rooftop) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐในส่วนของมาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ที่มีผลบังคับใช้ในปีนี้ถึงปี 2571

    ขณะที่เงื่อนไขสำคัญได้กำหนดให้การติดตั้งสามารถใช้สิทธิได้ 1 คน ต่อ 1 ครั้ง 1 ระบบ สามารถลดหย่อนภาษีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ตามเงื่อนไขสูงสุดไม่เกิน 200,000 บาท และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับโซลาร์รวมถึงเชื่อมต่อแบบ on grid ต่อกับระบบไฟของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งต้องมีหลักฐานเป็นใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้โซลาร์รูฟท็อปได้รับความสนใจติดตั้งบนหลังคาที่อยู่อาศัยเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย และใช้สิทธิทางภาษีช่วยให้ระยะเวลาการคืนทุนรวดเร็วมากขึ้น

    "ปีนี้เรามองรายได้เพิ่มขึ้น 3 เท่าจาก 200 ล้านบาทเป็น 600 ล้านบาท และ 1 พันล้านบาทในปีหน้า ซึ่งค่อนข้างท้าทายจากภาวะเศรษฐกิจและสงคราม แต่เราเชื่อว่านโยบายเรื่องภาษี 200,000 บาท ทำให้เราสำเร็จตามเป้าหมายหลังเบนเข็มจากกลุ่มโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่เป็นตลาดบ้านที่มีผู้อาศัยแล้ว โดยสงครามยังส่งผลให้เราได้ยอดซื้อต่อครั้ง (ticket size) มากขึ้น เพราะความกังวลเรื่องพลังงานและราคาค่าไฟฟ้าทำให้เลือกติดโซลาร์กับแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นเทรนด์ที่เติบโตค่อนข้างมาก" 



    พีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy กล่าวถึงความนิยมติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และความพร้อมให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจร ด้วยผลงานการติดตั้งในโครงการของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์และบ้านของผู้บริโภคทั่วไปรวมจำนวนกว่า 6,500 หลังทั่วประเทศ มากกว่า 117 โครงการ ซึ่งออกแบบระบบโซลาร์ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าแต่ละครัวเรือน พร้อมอุปกรณ์คุณภาพมาตรฐานสากล และระบบมอนิเตอร์ที่ช่วยให้สามารถติดตามประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าแบบเรียลไทม์ 

    ขณะที่ได้รับความไว้วางใจจากบริษัทยักษ์ใหญ่ในประเทศและต่างประเทศร่วมกับสถาบันการเงินไทยจับมือสนับสนุนการขับเคลื่อนธุรกิจได้อย่างแข็งแกร่ง ด้วยความรู้เฉพาะทางด้านเศรษฐศาสตร์การเงินทั้งระดับปริญญาตรีและปริญญาโทที่ University of St. Andrews สหราชอาณาจักร รวมถึงประสบการณ์ทำงานที่ปรึกษา บริษัท เดอะ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (ประเทศไทย) จำกัด หรือ Boston Consulting Group (BCG) ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการบริหารจัดการธุรกิจที่มีชื่อเสียงระดับโลก

    "ผมเรียนที่สกอตแลนด์ 4 ปี ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในต่างประเทศและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่มีความหลากหลายกับเพื่อนต่างชาติ โดยเลือกเรียน Financial Economics เพราะสนใจด้าน investment banking มาตลอด ตั้งแต่มหาวิทยาลัยก็เป็นประธานชาวเอเชียคนแรกของ Investment Society สมาคมนักเรียนที่ใหญ่ที่สุดในมหาวิทยาลัย และช่วงปิดเทอมมีโอกาสฝึกงานในทีม M&A ของบริษัท Lazard ที่ London จนกระทั่งเรียนจบกลับเมืองไทย ผมเริ่มต้นการทำงานเป็นที่ปรึกษากับ BCG ประมาณ 3-4 ปี ซึ่งมีโอกาสทำงานโปรเจกต์ต่างๆ เช่น การเซ็ตอัพ InsureTech เริ่มดีลให้ลูกค้าตั้งแต่ศูนย์ และรับผิดชอบการพัฒนา digital bank รวมถึงสนามบิน ทำให้สนใจการทำธุรกิจสตาร์ทอัพ เพราะต้องการสร้างอะไรเป็นของตัวเอง"


เสริมแกร่งโซลาร์อสังหาฯ

    ทันทีที่ตัดสินใจเบนเข็มการทำงานที่ปรึกษาสู่การสานฝันเส้นทางสตาร์ทอัพพลังงานโซลาร์สัญชาติไทย พีรกานต์ผนึกกำลังร่วมกับผู้ถือหุ้นที่เล็งเห็นโอกาสสร้างการเติบโตร่วมกัน ได้แก่ พงศภัค นครศรี และ บริวัฒน์ ปิ่นประดับ เริ่มต้นบุกเบิกธุรกิจติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในปี 2563 โดยสามารถโชว์ผลงานในโครงการบ้านเดี่ยวของกลุ่มแสนสิริจำนวน 400 หลังคาเรือน ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการประกาศลงสนามการแข่งขันที่มุ่งเน้นตลาดโซลาร์ภาคครัวเรือนแบบเต็มตัว

    "เราสนใจธุรกิจโซลาร์เพราะเป็นธุรกิจ win-win-win อันดับแรกเราสามารถกำไรจากตลาดที่กำลังเติบโต ต้นทุนโซลาร์ถึงจุดที่คุ้มทุนในไม่กี่ปี และเป็นโปรดักต์ที่ลูกค้าได้ประโยชน์จริงทั้งประหยัดค่าไฟ คืนทุนเร็วจากการใช้พลังงานสะอาด สุดท้ายเรามองว่าเป็นโซลูชันที่ช่วยโลกได้ โดยธุรกิจเราเริ่มปลายปี 2563 ต้นทุนโซลาร์ลงมาระดับหนึ่ง การติดตั้งกลุ่มโรงงานมากขึ้น แต่โครงการบ้านยังน้อยมาก เราจึงมองกลุ่มอสังหาฯ น่าสนใจ เพราะเป็นตลาดที่ขึ้นอยู่กับราคา คุณภาพ ความเร็วและยังเป็น blue ocean ซึ่งโปรเจกต์แรกเราทำกับแสนสิริเฟสแรก 400 หลังในปี 2564 ก่อนจะขยายเป็นบ้านเดี่ยวทุกหลัง”



    นอกจากนั้น บริษัทยังสามารถสร้างความเชื่อมั่นได้รับการสนับสนุนเงินลงทุนอย่างต่อเนื่องด้วยการปิดดีลระดมทุนซีรีส์ A จำนวน 3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2567 จากบีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล (บีคอน วีซี) ซึ่งเป็นเงินร่วมทุนของธนาคารกสิกรไทยกับ บริษัท โซลาร์ ยูไนเต็ด เน็ตเวิร์ค (SUN Group) หนึ่งในผู้นำพลังงานสะอาดแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจากอินโดนีเซีย โดยถือเป็นสตาร์ทอัพไทยรายแรกที่บีคอน วีซี ลงทุนผ่าน Beacon Impact Fund รวมถึงล่าสุดยังเป็นผู้ประกอบการพลังงานสะอาดรายแรกที่ได้รับเงินทุนจากกองทุนอินโนเวชั่นวัน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย  และกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

     "ในมุมของ corporate structure เราเป็นสตาร์ทอัพ เพราะเริ่มต้นจากเงินลงทุนส่วนตัวของผู้ร่วมก่อตั้งและระดมทุนแต่ละซีรีส์อย่าง Pre-series A เป็น บริษัท เอ็กซ์สปริง แคปปิตอล ที่มีแสนสิริเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทำให้เริ่มมีโอกาสติดตั้งงานโซลาร์และแสดงศักยภาพให้เห็นการเติบโตในอนาคต ถัดไปใน Series A มี บีคอน เวนเจอร์ แคปิทัล ของกสิกรไทยและกลุ่ม SUN บริษัทโซลาร์รายใหญ่ที่สุดของอินโดนีเซียร่วมถือหุ้น"

    สำหรับในปัจจุบันบริษัทสามารถต่อยอดเงินระดมทุนที่ได้รับอย่างต่อเนื่องด้วยการพัฒนาบริการให้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งการติดตั้งระบบโซลาร์ครบวงจร (EPC) หรือการรับเหมา ออกแบบ จัดหา ติดตั้งและบำรุงรักษาระบบโซลาร์แบบครบวงจร ด้วยบริการแบบมืออาชีพและอุปกรณ์ที่ได้มาตรฐาน พร้อมขออนุญาตหน่วยงานรัฐ ซึ่งเหมาะสำหรับภาคครัวเรือน อสังหาริมทรัพย์และองค์กรธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

    ขณะเดียวกันยังให้บริการรูปแบบ Energy-as-a-Service หรือ Private PPA ซึ่งเป็นการลงทุนติดตั้งโซลาร์โซลูชัน โดยบริษัทไม่คิดค่าใช้จ่ายให้ลูกค้าธุรกิจผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าส่วนใหญ่เป็นสัญญาระยะยาว 15 ปี ซึ่งลูกค้าจะมีค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นเฉพาะส่วนของค่าไฟฟ้าที่ใช้จริงแต่ละเดือนในอัตราต่ำกว่าการใช้ไฟฟ้าจากการไฟฟ้าขั้นต่ำตามขนาดการติดตั้ง โดยเป็นการบริการที่ตอบโจทย์กลุ่ม SME และองค์กรขนาดใหญ่

    “เรามีโอกาสเป็นพาร์ตเนอร์กับแสนสิริ, ศุภาลัย, เอสซี แอสเสท, เอพี (ไทยแลนด์) ทำให้มี know-how และผลงานความสำเร็จ รวมถึงชาญอิสสระ ซีคอน และโครงการอสังหาฯ อื่นๆ ให้เราบริการครอบคลุมกลุ่มอสังหาฯ โดยงานติดตั้งบ้านใหม่มีความท้าทายในการทำงานกับช่างหลายชุด ซึ่งต้องแบ่งการเข้างานแต่ละรอบ อย่างขั้นแรกที่มีแค่กำแพง เราเข้าไปเดินท่อร้อยสายข้างใน ต่อมามีหลังคากระเบื้อง เราก็ติดตั้งโซลาร์ จากนั้นจึงเดินสายต่อให้ครบ และส่งมอบบ้านเราก็เข้าไปออนระบบทำ QC โดยส่วนหนึ่งทำให้ต้นทุนเราเพิ่มขึ้น แต่ที่สำคัญกว่าคือการปรับตัวให้เข้ากับ developer ซึ่งเป็น key learning หลัก รวมถึงเราต้องปิดความเสี่ยงต่างๆ เช่น น้ำรั่ว ระบบไฟฟ้า โดยต้องทำงานใกล้ชิดกับโครงการตั้งแต่ออกแบบบ้าน งานติดตั้ง และบริการหลังการขาย ซึ่งเราให้ความสำคัญกับการพัฒนาแอปพลิเคชันต่อเนื่อง”



    นอกจากนั้น บริษัทยังได้รับการเสริมความแข็งแกร่งจากการเข้าเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท สายไฟฟ้าบางกอกเคเบิ้ล จำกัด หรือ BCC ซึ่งเป็นผู้นำด้านการผลิตและพัฒนาสายไฟฟ้าและสายเคเบิลชั้นของประเทศไทยที่ก่อตั้งในปี 2507 รายได้รวมเกือบ 1.7 หมื่นล้านบาทในปี 2567 ด้วยธุรกิจในกลุ่มที่หลากหลายทั้งระบบผลิตและส่งพลังงานไฟฟ้า ระบบจำหน่ายพลังงานไฟฟ้า ระบบไฟฟ้าภายในบ้านพักและอาคาร ระบบขนส่งและคมนาคม ระบบไฟฟ้าในโรงงานและภาคอุตสาหกรรม พลังงานหมุนเวียน ระบบไฟฟ้าในรถยนต์ พร้อมพัฒนาธุรกิจรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานระดับโลก เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้ให้บริการโซลูชันด้านพลังงานไฟฟ้าครบวงจร

    “การเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม BCC เต็มตัวช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านการเงินและแบรนด์ดิ้ง เพราะนอกจาก BCC จะมีฐานธุรกิจกับภาครัฐแล้วยังมีเครือข่ายของดีลเลอร์ที่ช่วยเราเรื่องตัวแทนจำหน่ายโซลาร์ทั่วประเทศ และระยะยาวเรามองว่า แบตเตอรี่และบริการทางพลังงานจะเป็น new s-curve ที่เติบโตสูง ทำให้การบริหารจัดการคุณภาพเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้น ต่อไปเราจะไม่ได้เป็นแค่ผู้ติดตั้ง แต่เป็น service platform provider และสุดท้ายดิสรัปชั่นตลาดเป็น energy trading market หรือ energy management platform เหมือนต่างประเทศ ซึ่งภาพที่เราต้องการทำในอนาคตจะเกิดขึ้นได้ เราต้องสร้างตลาดโซลาร์และพยายามหาเซกเมนต์อสังหาฯ ที่เราต่อยอดได้ดี พร้อมเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งการมีบริษัทแม่ที่ชัดเจนสามารถสนับสนุนให้เราเติบโตอย่างก้าวกระโดดและมาตรฐานความเป็นมืออาชีพสูงขึ้น”

    พีรกานต์ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการผลักดันพลังงานสะอาดให้เข้าถึงครัวเรือนไทยอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน โดยผสานเทคโนโลยีโซลาร์ อินเวอร์เตอร์ แบตเตอรี่ และระบบบริหารพลังงานอัจฉริยะไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ผู้ใช้งานสามารถติดตามผลผลิตพลังงานได้แบบเรียลไทม์ ลดค่าไฟ และเสริมความปลอดภัยของระบบในทุกขั้นตอน พร้อมเร่งเครื่องพัฒนา Smart Energy Platform ยกระดับการบริหารจัดการพลังงานและสร้างระบบนิเวศด้านพลังงานสะอาดของประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีต่อเนื่อง เช่น Behind-the-Meter (BTM) และระบบชำระเงินด้านพลังงาน (Energy Payment Tech Solution) ในรูปแบบแอปพลิเคชัน Solar Monitoring & Payment Platform รองรับไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งานที่ต้องการตรวจสอบการทำงานของระบบโซลาร์ ทั้งปริมาณการผลิตไฟฟ้า การจ่ายไฟฟ้า และกำลังการใช้ไฟฟ้า รวมถึงสามารถชำระค่าไฟฟ้าที่ผลิตจากระบบโซลาร์สำหรับลูกค้ากลุ่ม PPA ครบวงจร พร้อมรองรับการซื้อขายไฟฟ้าระหว่างครัวเรือนเมื่อกฎหมายอนุญาตในอนาคต

    "เราพัฒนาด้าน monitoring จากการแก้ปัญหาให้ตัวเอง เพราะเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว เราไม่ต้องการผูกมัดตัวเองกับแบรนด์ใดแบรนด์หนึ่ง เรายืดหยุ่นตามความต้องการลูกค้า รวมถึงมีลูกค้าทั้งบ้านและโรงงาน เราจึงต้องการแอปที่เชื่อมต่อกับอินเวอร์เตอร์ได้หลายแบรนด์ ส่วน payment เรามีธุรกิจโซลาร์ PPA ให้บริการโรงงาน โรงแรม ซึ่งไม่ต้องการลงทุนโซลาร์เอง เราก็ติดตั้งให้และขายไฟ โดย Private PPA ต้องทำ billing payment ลูกค้าสามารถรู้การใช้ไฟของเขาตลอด และเราเริ่มทำเรื่อง integration กับ IoT สุดท้ายเราเป็นพาร์ตเนอร์กับกสิกรไทยเรื่อง GreenPass การขึ้นทะเบียนและขาย REC (Renewable Energy Certificate) ซึ่งไม่ได้อยู่ในแอปเราโดยตรง ปัจจุบันเรายังเป็นหลังบ้านดึงข้อมูลให้ แต่น่าจะหาโซลูชันให้ลูกค้านำ renewable credit จากการใช้โซลาร์ขึ้นทะเบียนและขายสร้างรายได้ให้ IRR ดีขึ้น"



    นอกจากนั้น พีรกานต์ยังเล็งเห็นโอกาสเติบโตจากความต้องการติดตั้งโซลาร์ภาคครัวเรือนสูงขึ้นกว่า 20% หลังมาตรการลดหย่อนภาษีและสงครามความขัดแย้งที่สร้างความกังวลด้านพลังงาน ส่งผลให้บริษัทเดินหน้าปรับกลยุทธ์รุกตลาดการติดตั้งโซลาร์กลุ่มบ้านมากขึ้น ด้วยเป้าหมายขยายการติดตั้งโซลาร์กลุ่มบ้านเพิ่ม 2,000 หลัง และการเติบโต 60% จากปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 600 ล้านบาทในปีนี้

    "ปีที่ผ่านมาเป็นปีที่ท้าทาย เพราะธุรกิจของเราเกี่ยวกับอสังหาฯ และโรงงานได้รับผลกระทบชัดเจน หลายโครงการสร้างไปครึ่งทางก็หยุด ถ้า developer ไม่สร้างบ้าน เราก็ไม่มีบ้านให้ติดโซลาร์ ส่วนปีนี้มาตรการทางภาษีช่วยให้การติดตั้งโซลาร์คุ้มทุนเร็วขึ้น ทำให้เราปรับกลยุทธ์แบ่งตลาด 3 ส่วนคือ B2B เราเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของอสังหาฯ และ B2C ตลาดรีเทลกลุ่มบ้านเดิม โดยเรามีการออกอีเวนต์ หาพาร์ตเนอร์ ดีลเลอร์ และ corporate partnership เช่น employee program เรื่องบริการทางการเงินต่างๆ รวมถึงตลาด B2B2C ซึ่งแต่ละแห่งมี property management service อย่างนิติบุคคลหรือผู้จัดการอสังหาฯ แต่ละหมู่บ้าน เราเปลี่ยนให้เขาช่วยขายเป็นพาร์ตเนอร์หรือโมเดลคอมมิชชัน เราเทรนให้เขาขายสร้างรายได้ หรืออาจจะเป็นสิทธิพิเศษสำหรับลูกบ้านติดตั้งโซลาร์จากบริษัทที่น่าเชื่อถือ"

    ขณะเดียวกันบริษัทยังให้ความสำคัญกับการสร้างรายได้ต่อเนื่อง (recurring income) ทั้งการให้บริการรูปแบบ Private PPA รวมถึงรายได้จากการดำเนินงานและบำรุงรักษาระบบ (Operation and Maintenance) หรือ O&M ซึ่งเป็นการให้บริการหลังการขายด้านการตรวจสอบระบบและทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์ โดยพิจารณาการใช้เทคโนโลยีโดรนเป็นเครื่องมือช่วยทำความสะอาดแผงโซลาร์เซลล์ เพื่อลดต้นทุนการดูแลรักษาระบบให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมคำนึงถึงความสะอาดและความคุ้มค่าในระยะยาว

    นอกจากนี้ พีรกานต์ยังวางแผนขยายศูนย์บริการในหัวเมืองใหญ่ที่มีความต้องการโซลาร์เพิ่ม เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต หัวหิน พัทยา ในปีหน้า และวางเป้าหมายเพิ่มศูนย์ให้บริการทุก 200 กิโลเมตรทั่วประเทศในปี 2571 เพื่อให้สามารถเข้าถึงลูกค้าทั้งด้านการขายและการให้บริการ พร้อมเพิ่มความมั่นใจให้ผู้ใช้บริการสามารถติดต่อหน้าร้านสาขาได้

    “Unique selling point ของเราอันดับแรกเรื่องราคา เราอยู่ในกลุ่มใหญ่ที่ SUN เป็นผู้ร่วมถือหุ้นมี procurement center ของตัวเอง และให้สิทธิเราซื้อในราคาเขา รวมถึงบางกอกเคเบิ้ลผู้ผลิตสายไฟ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญถัดจากแผงโซลาร์และอินเวอร์เตอร์ โดยเป็นข้อได้เปรียบของเราเรื่อง corporate shareholder ทำให้ราคาเราแข่งขันได้ในสินค้าคุณภาพเดียวกัน รวมถึงจุดแข็งด้านความเร็ว ซึ่งเป็นเรื่องบริการหลังการขาย ความน่าเชื่อถือ เราทำให้ลูกค้ามั่นใจการติดตั้ง การรู้ปัญหาล่วงหน้าผ่านแอป และแก้ปัญหาได้เร็ว สุดท้ายเทคโนโลยี แม้จะยังไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ลูกค้าเลือก แต่ต่อไป user experience จะสร้างความสามารถในการแช่งขัน ซึ่งเราเป็นบริษัทแรกที่มีแพลตฟอร์มของตัวเองที่กำลังต่อยอดในอนาคต” 



    พีรกานต์กล่าวปิดท้ายในข้อได้เปรียบที่สร้างความแตกต่างในการแข่งขันทั้งเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ความเชี่ยวชาญในการดำเนินงาน ซึ่งสามารถควบคุมคุณภาพ เวลา และต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงแพลตฟอร์มพร้อมรองรับการเติบโตในอนาคต ด้วยหลักบริหารที่มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างการทำงานรูปแบบสตาร์ทอัพที่มีความคล่องตัวและตอบสนองการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วควบคู่กับการสร้างแบรนด์ให้เป็นองค์กรที่มีความน่าเชื่อถือ พร้อมสื่อสารภาพลักษณ์การเป็นบริษัทนวัตกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรขนาดใหญ่ที่ดำเนินธุรกิจเป็นเวลานาน ด้วยทีมบุคลากรรุ่นใหม่ที่ให้บริการมากกว่าการรับเหมาติดตั้ง แต่ครอบคลุมการพัฒนาโซลูชันครบวงจร

    "ความท้าทายในการบริหารมีหลายส่วน ทั้งโครงสร้างองค์กรไฮบริดระหว่างการเป็นสตาร์ทอัพและผู้ถือหุ้นเราเป็นองค์กรรายใหญ่ที่ความคาดหวังค่อนข้างสูง รวมถึงการอยู่ในธุรกิจอุตสาหกรรมที่ต้องมีภาพลักษณ์ความน่าเชื่อถือ ขณะเดียวกันทีมงานเราทำงานเชิงสตาร์ทอัพ ซึ่งการเปลี่ยนงานจากที่ปรึกษามาเดินโรงงานหรือปีนหลังคา เรามองว่าเป็นความท้าทายที่ยิ่งทำให้งานน่าสนใจ โดยส่วนหนึ่งที่เราชอบธุรกิจโซลาร์เซลล์เพราะเป็นธุรกิจที่จับต้องได้ และประโยชน์ที่เกิดขึ้นจริงทั้งเรา ลูกค้า โลก สุดท้ายเราได้เห็นผลงานจริง เมื่อมองลงมาจากอาคารสูงหรือบนเครื่องบิน โซลาร์ที่เห็นเป็นของเรา"


ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : สินนท์ ว่องกุศลกิจ ขับเคลื่อนพลังงานยุคใหม่ Next-Gen Power

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมิถุนายน 2569 ในรูปแบบ e-magazine