กัญจน์พงศ์ กิจประเสริฐ เจนใหม่โรงสีส่งออก

กัญจน์พงศ์ กิจประเสริฐ เจนใหม่โรงสีส่งออก

เมื่อรุ่น 3 ของครอบครัวหันมาช่วยงานโรงสีด้วยความไว้วางใจจากบิดา บวกความมุ่งมั่นในการบริหารงาน กิจการในวันนี้จึงเติบโต รายได้แตะหลักพันล้านบาท


    บริเวณหนึ่งของ ต. บางปลา อ. บางเลน จ. นครปฐม เป็นที่ตั้งของโรงสีกิจประเสริฐ ซึ่งมีอายุยาวนานกว่าครึ่งศตวรรษ ปัจจุบันอยู่ภายใต้การบริหารงานของรุ่น 2 และรุ่น 3 ของครอบครัวกิจประเสริฐ

    กัญจน์พงศ์ กิจประเสริฐ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท โรงสีกิจประเสริฐ จำกัด เล่าถึงความเป็นมาของธุรกิจว่า เดิมอากงทำร้านทอง ช่วงก่อนปี 2502 ได้ซื้อกิจการโรงสีในพื้นที่ เมื่อบิดา มานัส กิจประเสริฐ เรียนจบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ ม.รามคำแหง จึงกลับมาช่วยงานทางบ้านและรับสืบทอดกิจการ

    “ในสมัยอากงกำลังการผลิตข้าวเปลือก 30 ตัน/วัน ชื่อโรงสีอากงเป็นคนตั้ง...คุณพ่อขยายมาเรื่อยๆ พัฒนามาตลอด...ตอนเรียนจบไม่ได้จะมาทำธุรกิจที่บ้าน คุณพ่อฝึกเป็นทนาย แต่ที่บ้านไม่มีคนมารับช่วงต่อ พี่น้องคนอื่นไม่ได้กลับมา...

    "ในบรรดาพี่น้อง คุณพ่อคลุกคลีกับอากงอาม่ามากที่สุด แทบจะเป็นคนเดียวที่อยู่บ้านตลอด เรียนประถมถึงมัธยมฯ คนอื่นไปเรียนกรุงเทพฯ อยู่กับบ้านบ้างก็ซึมซับเลยกลับมาทำ ช่วงคุณพ่อทำเป็นช่วงเปลี่ยนผ่าน ตั้งแต่เครื่องจักรไอน้ำเป็นเครื่องจักรไฟฟ้า จากการทำให้ข้าวแห้งโดยการตากจนมีเครื่องอบข้าว เข้าใจว่าเป็นเจ้าแรกๆ ในจังหวัดที่ติดตั้งเครื่องอบข้าว ทำให้ได้เปรียบเพราะผลิตได้เพิ่ม ไม่ต้องห่วงเรื่องฟ้าฝน”

    ขณะที่กัญจน์พงศ์บุตรชายคนเดียวของมานัสไม่ได้วางแผนมาก่อนเช่นกัน ความตั้งใจของผู้บริหารหนุ่มวัย 28 ปี หลังเรียนจบปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ คือเรียนต่อต่างประเทศเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานจากภายนอกสักระยะหนึ่งก่อน แต่ช่วงที่เรียนจบโควิดกำลังระบาดทำให้เดินทางไปต่างประเทศไม่ได้จึงกลับมาอยู่บ้าน ทำงานเป็นฟรีแลนซ์ด้านออแกไนซ์กับรุ่นพี่ 2 ปี ระหว่างนั้นช่วยงานบิดาเล็กๆ น้อยๆ

    “แรกๆ กดดัน นึกไม่ออกว่าจะเอาตัวเองไปช่วยยังไง คุณพ่อกึ่งๆ เป็นเจ้านายและเป็นคุณพ่อด้วย อาจไม่เข้าใจกันบ้าง ก็เครียดช่วงหนึ่ง ช่วงแรกทำงานช่วยฝั่งคุณแม่เป็นด้านการเงิน การรับชำระเงินจากลูกค้า พอเข้ามาเต็มตัวคุณพ่อก็เริ่มถ่ายโอนลูกค้าให้ เป็นการรับซื้อข้าวเปลือกก่อน ธุรกิจโรงสีเจ้าของต้องดูข้าวเปลือกเอง คุยกับพ่อค้าคนกลาง รวบรวมข้าวจากพื้นที่อื่น และค่อยขยับมาเป็นด้านการขายแบ่งบางเจ้ามาให้ ตอนนี้หน้าที่หลักคือการซื้อกับการขาย ดูประมาณ 70% มีฝั่งของเครื่องจักรที่ไม่ค่อยถนัด ยังช่วยได้ไม่เต็มที่ ตอนนี้เพิ่งทำเต็มตัวได้ 3 ปี”


ลูกค้า B2B

    โรงสีกิจประเสริฐดำเนินธุรกิจรับซื้อข้าวเปลือกจากชาวนาในพื้นที่ และพ่อค้าคนกลางซึ่งรวบรวมข้าวจากสุพรรณบุรี กำแพงเพชร สุโขทัย ราชบุรี กาญจนบุรี นำมาสีและจำหน่ายข้าวสารให้กับผู้ส่งออกของไทย รวมทั้งผู้ผลิตข้าวถุงในประเทศ ส่วนผลิตภัณฑ์พลอยได้ (by-product) เช่น ปลายข้าว รำข้าว แกลบ จำหน่ายให้กับพ่อค้าที่รับซื้อไปผลิตเป็นอาหารสัตว์

    “เราทำเป็นข้าวเจ้าพื้นแข็ง 100% ตลาดหลักคือ ส่งออกแอฟริกา ตะวันออกกลาง และช่วงก่อนมีอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ส่วนใหญ่ลูกค้าเป็นบริษัทที่ทำกันมาอยู่แล้ว เป็นบริษัทคนไทย”

    โรงสีมีกำลังอบข้าวเปลือก 800-1,000 ตัน/วัน และกำลังการสี 400-500 ตัน/วัน จัดว่าเป็นโรงสีขนาดกลางค่อนไปทางใหญ่ แต่ละปีมียอดขายหลายร้อยล้านบาท โดยปี 2566 รายได้แตะพันล้านเป็นปีแรกจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น และซัพพลายในตลาดโลกลดลง

    “ยอดขายช่วงที่คุณพ่อทำเป็น 60,000-80,000 ตันข้าวเปลือก/ปี พอผมเริ่มเข้ามาประจวบกับเครื่องจักรพัฒนาขึ้นมาระดับหนึ่ง 3-4 ปีที่ผ่านมาขยับเป็น 80,000 กว่าตัน/ปี 3 ปีที่แล้วได้ 100,000 ตัน/ปี คือคุณพ่อไม่ค่อยชอบคุยหรือต่อรองกับพ่อค้าคนกลางทุกวัน บางจังหวะที่เยอะก็ลดการซื้อไปเลย แต่พอผมเริ่มมาจับช่วงไหนทำได้ก็ทำ

    "ช่วง 3 ปีที่รายได้เพิ่มขึ้นมากเป็นเรื่องราคาด้วย ปลายปี 2566 กับปี 2567 อินเดียหยุดส่งออก ฟิลิปปินส์กักตุนข้าวเพราะปัญหาภัยแล้ง เมื่อซัพพลายในตลาดโลกหายไปทำให้ราคาข้าวสารดีดตัวสูงมาก ช่วงนั้นรายได้โตมากเป็นปีแรกที่รายได้แตะพันล้าน”


​

    แม้บิดาจะวางใจให้บริหารงานแทนในฐานะทายาท แต่ความที่อายุน้อย หน้าตาสดใสอ่อนเยาว์ ทำให้ลูกค้าไม่มั่นใจว่าจะมีอำนาจตัดสินใจ

    “รูปแบบโรงสีสิทธิ์ขาดอยู่ที่เจ้าของ เวลาติดต่อซื้อข้าวเปลือกเป็นการคุยเรื่องราคาว่าพอใจที่ราคาเท่าไรต้องต่อรองตอนนั้น ในมุมคู่ค้าเราเป็นเด็กใหม่ อำนาจอาจไม่เท่าคุณพ่อ ช่วงแรกๆ เราคุยกันแล้วเขาเงียบไปแทนที่จะฟันธงจบได้เลย เขาจะโทรหาคุณพ่อว่าอย่างนี้ได้ไหม คุณพ่อพยายามฝึกว่ามีช่องว่างทางราคาแค่นี้ รับได้ในต้นทุนของเรา แต่ในมุมคู่ค้า อยากขอเพิ่มอีกเล็กน้อยเลยโทรขอ แต่โชคดีที่คุณพ่อให้เครดิตเรา ผู้ซื้อต้นข้าว ปลายข้าว พอโทรหาคุณพ่อ คุณพ่อบอกให้โทรหาผม เพราะเป็นคนมอนิเตอร์สต็อกมากกว่าคุณพ่อ เวลาใครโทรหาเขาบอกว่า ตามที่ลูกตัดสินใจ...แต่ผ่านปีแรกไปได้ไม่ค่อยมีปัญหาแล้ว”

    ส่วนการบริหารพนักงานผู้บริหารหนุ่มบอกว่า ไม่ค่อยมีปัญหา เนื่องจากพนักงานรุ่นปัจจุบันเข้ามาทำงานในเวลาไล่เลี่ยกับเขา เพียงแต่ต้องหาแนวทางการสื่อสารให้เข้าใจและทำงานได้ตามความต้องการ ปัจจุบันมีพนักงาน 45 คน “คนงานเยอะหน่อย เพราะเราขายปลีกสำหรับเกษตรกรรายย่อยด้วย เพื่อ feed อาหารสัตว์ เป็นผลิตภัณฑ์พลอยได้ (รำข้าว ปลายข้าว) ที่ต้องมีคนงานบรรจุกระสอบ”

    ธุรกิจโรงสีมีมาร์จินต่ำและแข่งขันกันด้วยราคา เมื่อเข้ามาช่วงแรกเขาจึงให้ความสำคัญกับการคำนวณต้นทุนเพื่อลงรายละเอียดให้ได้มากที่สุด

    “ถ้าเบียดได้เพื่อซื้อข้าวเปลือกมากกว่าคู่แข่งเล็กน้อย ยังทำกำไรได้ก็มีผลเหมือนกัน อย่างคุณพ่อคำนวณต้นทุน fixed เช่น ข้าวเปลือก 1 ตันสีออกมาแต่ละรอบแล้วได้ต้นข้าว รำข้าว ปลายข้าวไม่เท่ากัน ขึ้นกับพื้นข้าวในจังหวะนั้น ชนิดพันธุ์ที่ปลูก รวมทั้งลมฟ้าอากาศ เครื่องจักร คุณพ่อคิดที่ 500 กก. ต่อ 1 ตันข้าวเปลือก พอมาดูรายละเอียดอาจสีได้ 520 กก. เวลาขายได้ราคาต่อหน่วยมากกว่า ความสามารถในการรับซื้อข้าวเปลือกอาจมากกว่าคนอื่น 50 บาทหรือ 100 บาท ซึ่งมีผลอย่างมากในอุตสาหกรรมนี้…

​


    “แรกๆ มาจับต้นทุนคำนวณให้คุณพ่อดูทุกวัน พอคำนวณรายวันทำให้รู้สถานะสต็อกในมือ หรือความคล่องตัวในการแข่งขัน ที่เพิ่มมาอีกอย่างคือ พยายามนำระบบเหมือนโรงงานทั่วไป มีเอกสารในการตรวจสอบมากขึ้น โรงสีจะมีปัญหาปลายข้าวหล่นลงในรำ เครื่องจักรมีตะแกรง พอใช้ไปเรื่อยๆ บางจุดเกิดบิ่นทำให้ปลายข้าวที่แตกหักปนเข้าไปในรำ แม้ปลายข้าวราคาดีกว่า แต่ผู้ซื้อรำข้าวไม่อยากได้ปลายข้าวที่ปนในรำ...เราสี 24 ชม. ได้รำ 1 รถพ่วง ประมาณ 30 ตัน ถ้าผสมโดยไม่รู้ตัวเท่ากับทั้งกองเสียหาย รุ่นคุณพ่ออาศัยพนักงานคอยดูเองซึ่งอาจหลุดบ้าง แต่ผมให้ทำเอกสารเช็กทุก 2 ชั่วโมงพร้อมถ่ายภาพประกอบ พอเช็กเรื่อยๆ โอกาสหลุดเสียหายก็ลดน้อยลงมาก”


เหมือนเทรดหุ้น

    กัญจน์พงศ์อธิบายว่า ด้วยขนาดของโรงสีมีความยากคือ ต้องอาศัยความเร็วของข้อมูล ราคาขึ้นลงตามตลาดโลกเป็นรายวัน มีความท้าทายตลอดเวลา ในการบริหารสต็อกและการซื้อขายทั้งการรับซื้อข้าวเปลือก ขายข้าวสารให้ผู้ส่งออกไม่ให้ขาดทุนต้องช่วงชิงจังหวะเวลา “คล้ายๆ การเทรดหุ้น แต่เป็นสินค้าที่เก็บได้ไม่นาน อยู่ที่การจัดการของผู้ประกอบการคาดการณ์จังหวะเวลาว่าจะมีของออกมาเยอะช่วงไหน ปริมาณเท่าไร”

    “สินค้าจำพวกผลิตภัณฑ์พลอยได้เราจะไม่ขายล่วงหน้านานเพราะราคา swing ไม่สามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้า หรือข้าวของผู้ส่งออกก็ขึ้นลงแทบจะรายวัน เราต้องพยายามพิจารณาว่าจะขายล่วงหน้าไหม รอให้มีสต็อกแล้วค่อยขาย หรือมีสต็อกแล้วเก็บไว้แล้วค่อยขายดีไหม ราคาจะขึ้นอีกหรือเปล่า...ส่วนใหญ่ผู้ส่งออกมีเครดิตส่งข้าวประมาณ 30 วัน สมมติผมขายวันนี้ตกลงราคากันแล้วภายใน 1 เดือนต้องปิดให้ได้ แต่จะมีปัจจัยแทรกซ้อน เวลาเรามีข้าวโรงสีอื่นก็มี...

    “ช่วงที่คนสีเพื่อส่งออกพร้อมกัน บางช่วงโกดังเต็มไปด้วยรถข้าว ช่วงหน้าฝนจะมีปัญหามาก ผู้ส่งออกไม่สามารถนำข้าวจากโกดังไปลงเรือเพื่อส่งออก...ไม่ให้ส่งของ 3-7 วัน เราต้องจัดการว่าขายเจ้าเดียว หากส่งไม่ได้ของในสต็อกจะทำยังไง เก็บไว้นานเกินก็มีโอกาสของเสีย ต้องอาศัยความรวดเร็วรายวันอยู่ตลอดเวลา”

​


    นอกจากการช่วงชิงจังหวะราคาแล้ว ยังต้องดูแลสภาพคล่องด้วย เช่น ฤดูฝนอาจมีอุปสรรคที่ขนส่งสินค้าทางเรือไม่ได้ ผู้ส่งออกขอเลื่อนเวลารับสินค้าทำให้รอบการขายเลื่อนออกไป แต่เป็นจังหวะที่ข้าวเปลือกกำลังเข้าสู่ตลาด โรงสีต้องรับซื้อจากชาวนาหรือพ่อค้าคนกลางที่รวบรวมข้าวเปลือกมาส่ง

    “เราขายผู้ส่งออกเครดิต 30 วัน หลังจากส่งของแล้ว ฉะนั้นต้องคอยจัดการว่าหมุนกระแสเงินสดยังไงให้ทัน (รอบ) เพราะขาเข้าออกไม่สมดุลกัน จังหวะที่ผมรับได้มากๆ คือ วันหนึ่งไม่เกิน 1,300 ตันข้าวเปลือก หมายถึงพื้นที่กับกำลังการอบ แต่เวลาสีออกไป capacity 400-450 ตันข้าวเปลือก ช่วงเก็บเกี่ยว 1 เดือนกว่า ต้องมีของในสต็อก มีของเข้ามาใหม่ และพยายามจ่ายสินค้าออก ไม่งั้นของก็เต็มโกดัง”

    กัญจน์พงศ์อธิบายลักษณะงานด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล ภาษากระชับ เข้าใจง่าย แม้ว่าในแต่ละวันต้องอาศัยข้อมูล การคาดการณ์และจังหวะเวลาในการซื้อขาย แต่หลักคิดในการทำงานคือ ต้องมีสติและใจเย็น เพราะราคาข้าวขึ้นลงรายวัน บางครั้งเป็นรายชั่วโมงก็มี

    “ถ้าใจร้อนเกินไปโอกาสขาดทุนก็สูง ไม่ได้ฟังข้อมูลครบทุกด้านก่อน มีบางช่วงที่ต้องเร่งสปีด เช่น บางช่วงได้รับรู้ราคา ณ วันนี้ 7,600 บาท และรับซื้อ เมื่อไรผมได้ราคาขายที่เยอะกว่าคนอื่น คำนวณแล้วว่าอาจรับซื้อได้ถึง 7,900 บาท ถ้าเราหวังมาก โลภมาก จะเอาส่วนต่าง 300 บาทไว้ก็ซื้อได้ไม่มาก เพราะราคาเท่ากับคนอื่น แต่ถ้าใจกล้าขึ้นราคาก่อนชาวบ้าน บ่ายวันนี้อาจมีข้าวเปลือกเพิ่มเข้ามา 300 ตัน...พอสัก 2-3 วันราคานี้จะเป็นที่รู้กันในตลาด”

    ผู้บริหารหนุ่มบอกว่า โรงสีเป็นธุรกิจที่มีรายละเอียดเยอะมาก เจ้าของมักเป็นผู้บริหารเองและต้องมีความรู้ คลุกคลีกับธุรกิจ จะจ้างผู้บริหารมืออาชีพมาทำแทนค่อนข้างยาก หรือต่อให้มีเงินจ้างส่วนใหญ่ก็ไม่อยากมาทำกัน เพราะกำไรน้อย เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เขายกตัวอย่างเฉลี่ยราคารับซื้อข้าวเปลือก ณ เดือนมกราคม ปี 2569 ว่า อยู่ที่ตันละ 7,600 บาท และขายเป็นข้าวสารได้ตันละ 18,000 บาท

    “เวลาเรารับซื้อข้าวเปลือกต้องคำนวณทุกส่วนที่ขายได้ มีข้าวสาร 500 กก. ปลายข้าว 100 กก. ต้นๆ รำ 100 กก. แกลบ 200 กก. ต้นทุนข้าวเปลือก 1 ตันราคา 7,600 บาท สีข้าวเปลือกแล้วได้ราคาสุทธิที่ขายได้ 7,700 บาท ซึ่งหักต้นทุนการผลิตแล้ว ค่าไฟ พนักงาน ค่าอบข้าว ฯลฯ แล้วส่วนต่างกำไรไม่เกิน 100 บาท จังหวะเบียดๆ อาจได้ 20 บาท หรือเสมอตัวก็มี แต่มีหลักการคิดดีดราคาแล้วเสมอตัว แต่เราซื้อมาขายไปคล่องตัวในขณะนั้น ต้นทุน fixed cost ลดลงมาหน่อย เพราะค่าจ้างพนักงานเท่าเดิม มี economy of scale”

​


    ในการดำเนินธุรกิจสิ่งที่บิดาเน้นย้ำเสมอคือ ความน่าเชื่อถือด้านการเงิน เวลารับซื้อข้าวเปลือกพ่อค้าคนกลางต้องการเงินสดไปหมุน เวลาขายต้องการเงินเพื่อจ่ายเกษตรกรเลย การที่โรงสีจ่ายสดให้ได้ทุกวัน เป็นจุดแข็งที่ดึงลูกค้ากลุ่มนี้ได้ เป็นความน่าเชื่อถือ เขาอยากได้โรงสีที่มีเครดิตไม่โดนเบี้ยวค่าข้าวเปลือก อีกเรื่องคือ ความใสของเมล็ดข้าวสาร ซึ่งเป็นเทคนิคของโรงสีแต่ละแห่ง และการส่งออกก็มีเกณฑ์ขั้นต่ำระบุไว้

    “บางเจ้าจะสีแค่ให้ผ่านเกณฑ์เพื่อได้เปอร์เซ็นต์ต้นข้าวสูงขึ้น ถ้าสีมากโอกาสข้าวแตกหักจะเยอะขึ้น เปอร์เซ็นต์ต้นข้าวจะลดลง...คือมีเครื่องตรวจวัดค่าความขาว ผู้ส่งออกมีเกณฑ์ขั้นต่ำ 41% สูงกว่านั้นคือขาวมาก เราใช้เกณฑ์ไม่ต่ำกว่า 42% เพราะเราไม่รู้ว่าเครื่องตรวจของผู้ซื้อห่างจากเราเท่าไร...ตั้งแต่รุ่นอากงเน้นย้ำว่า ทำไงก็ได้ให้ของออกมาสวยที่สุด บางจังหวะเวลาเป็นข้อได้เปรียบ เนื่องจากของเราไม่ค่อยมีปัญหา ผู้ซื้อก็อยากซื้อบางช่วงไม่ต้องการปริมาณเยอะก็มาที่เรา”

    แม้ธุรกิจจะมีการแข่งขันสูงและกำไรต่ำ แต่กัญจน์พงศ์มองว่าในระยะ 10 ปีนี้ กิจการยังไปได้ เพราะมีฐานลูกค้าระดับหนึ่งที่ค่อนข้างเหนียวแน่น ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาตลาด

    ประกอบกับตัวโรงสีตั้งอยู่ในจังหวัดนครปฐมซึ่งเป็นทำเลที่ได้เปรียบสำหรับอุตสาหกรรมนี้ เนื่องจากเป็นแหล่งรวมข้าวเปลือก ทำให้สะดวกต่อการรับซื้อ ขณะเดียวกันก็เป็นแหล่งจำหน่ายข้าวสารและบายโปรดักต์ด้วย พร้อมขยายความว่าในช่วงแรกๆ บิดาเคยรับซื้อข้าวเปลือกถึงนครศรีธรรมราช เนื่องจากขณะนั้นภาคใต้มีแต่โรงสีขนาดเล็ก มีผลผลิตเหลือก็มีคนรับซื้อเพื่อมาส่งให้โรงสี

    “ด่านแรกที่มาเจอคือนครปฐม หรือแม้แต่ข้างบนไล่ลงมาปลายทางสุดคือนครปฐม รวมถึงผู้ซื้อ (เพื่อผลิตเป็นข้าวถุงจำหน่ายในประเทศ) ก็มาตั้งโรงผลิตในนครปฐม เพราะลูกค้าหลักอยู่ภาคใต้...ถ้าไปตั้งจังหวัดอื่นระยะทางขนส่งค่อนข้างไกล หากมาตั้งในนครปฐมค่าขนส่งต่ำ จังหวะต้องการของเร็วก็เรียกเรา เพราะเราอยู่ใกล้ หรืออย่างปลายข้าว รำข้าว ราชบุรีมีฟาร์มเยอะ มีผู้ค้าผลิตภัณฑ์พลอยได้ ซื้อไปส่งโรงงานผลิตอาหารสัตว์

    "หากซื้อจากนครสวรรค์ซึ่งเป็นพื้นที่ใหญ่ในการผลิตข้าว เสียค่าขนส่งมากกว่าเพราะระยะทางไกล ช่องทางกระจายจะต่ำกว่า เมื่อเทียบกับการซื้อจากจังหวัดนครปฐมจะวิ่งลงล่างหรือขึ้นบนก็ง่ายกว่า location เป็นอย่างนี้ การรับซื้อขายค่อนข้างง่าย เพราะมีผู้ซื้อใกล้ตัวมากกว่า”

    ในตอนท้ายผู้บริหารหนุ่มกล่าวถึงยอดขายในปีนี้ว่า คาดการณ์ค่อนข้างยากเนื่องจากปลายปี 2568 ภาครัฐมีนโยบายให้เกษตรกรชะลอการขายข้าวเปลือก โดยให้เงินอุดหนุนเกษตรกรผู้เข้าร่วมโครงการตันละ 500 บาท ทำให้ราคาข้าวเปลือกสูงขึ้น โรงสีสู้ต้นทุนไม่ไหว

    “ปกติช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคมต้องมีข้าวเปลือกอีกล็อตหนึ่ง ช่วง 2-3 ปีก่อนหน้าได้ 20,000 ตันข้าวเปลือก แต่รอบนี้ด้วยมีโครงการภาครัฐ...จึงรับซื้อลดลง ปีที่ผ่านมาเหลือไม่ถึง 10,000 ตัน ส่วนปี 2569 ยังไม่มั่นใจว่าจะออกมารูปแบบไหน”



ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์ และ บริษัท โรงสีกิจประเสริฐ จำกัด



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ไชยยันต์ นิ่มนวลผ่อง ความท้าทายธุรกิจรถบรรทุก “HINO”

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมีนาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine​