การทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ของธุรกิจให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์กว่า 34 ปี ประกาศเร่งเครื่องการเติบโตนอกกรอบการบริหารนิติบุคคลของกลุ่ม LPN ขยายฐานผู้ใช้บริการหลากหลายผ่านแบรนด์ UP ตอบดีมานด์ครบวงจร พร้อมยกระดับสู่ integrated property services ecosystem
ภารกิจการยกระดับภาพลักษณ์ ธุรกิจให้เป็นมากกว่าการบริหารจัดการนิติบุคคลของโครงการอสังหาริมทรัพย์กลุ่ม บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จํากัด (มหาชน) หรือ LPN ด้วยการเปิดตัวแบรนด์ “UP” ตอบโจทย์ความต้องการบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร และขยายฐานลูกค้านอกเครือบริษัท (non-LPN) ไม่ว่าจะเป็นศูนย์การค้า อาคารสำนักงาน โรงพยาบาล โรงงาน โรงแรม ซึ่งสามารถสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนรายได้และจำนวนผู้ใช้บริการจากโครงการอสังหาริมทรัพย์ของกลุ่ม LPN ในปีนี้
“ในอดีตสังคมไทยมองบริษัทที่มีธุรกิจได้ประโยชน์ต่อเนื่องเป็นการกินรวบ ทำให้เจ้าของอาคารไม่ใช้บริการรายใดรายหนึ่งมากเกินไป และเราก็ไม่กล้าแนะนำบริการใหม่ๆ จนกระทั่งสร้างแบรนด์ UP เราจึงกล้าเปิดหน้าชนนำเสนอบริการครบวงจรและอีโคซิสเต็มของเรา เพราะเชื่อมั่นในโซลูชันที่มี economy of scale เราเลือกของที่ดีที่สุดในราคาที่เหมาะสมเพื่อผลประโยชน์สูงสุดของลูกค้า ซึ่งจากที่เคยทำงานต่างประเทศเขาไม่สนใจเรื่องการกินรวบ แต่ให้ความสำคัญกับสิ่งที่ได้รับมากกว่า อย่างการนำรถยนต์ซ่อมศูนย์เดียวกับที่ซื้อรถ ทั้งที่ทุกอย่างเป็นของค่ายรถยนต์ แต่เราเลือกใช้บริการเพราะมั่นใจในคุณภาพ ความทนทาน การรับประกัน หรือถ้าขายต่อยังได้ราคาดี โดยเราต้องการเปลี่ยน mindset ลูกค้าเหมือนการนำรถซ่อมศูนย์ ด้วยคอนเซ็ปต์ UP และอีโคซิสเต็มทำให้เจ้าของได้รับ value ที่ดีขึ้น”
สุรวุฒิ สุขเจริญสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด หรือ LPP กล่าวถึง การปรับบทบาทธุรกิจให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต้องการบริการที่ครอบคลุมมิติการบริหารและดูแลทรัพย์สินครบวงจรมากขึ้นด้วยประสบการณ์หลากหลายธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ
พร้อมผสมผสานความรู้ตั้งแต่ระดับปริญญาตรีเกี่ยวกับสาขาวิศวกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ และปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์ สาขาการจัดการทางวิศวกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมถึงศึกษาต่อปริญญาโทด้านการจัดการทางวิศวกรรม มหาวิทยาลัย Warwick อังกฤษ และ MBA สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ขณะที่สุรวุฒิเริ่มต้นทำงานในโรงงาน อิเล็กทรอนิกส์ด้านการผลิตชิปคอมพิวเตอร์ในไทยซึ่งเป็นช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เขามีโอกาสเดินทางไปร่วมงานกับบริษัท Chartered Semiconductor ในตําแหน่ง Process Engineer ที่สิงคโปร์ประมาณ 3 ปี จึงตัดสินใจเปลี่ยนสายงานเป็นที่ปรึกษาของบริษัท Accenture ประจำที่ฮ่องกงก่อนจะเข้าร่วมก่อตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพพัฒนาเกมและนั่งเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการ บริษัท Gamenet (Asia) จำกัด ที่ฮ่องกง จนกระทั่งเกิดโรคซาร์สระบาดและคำสั่งปิดศูนย์การค้าที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อช่องทางจำหน่ายสร้างรายได้หลักให้กับบริษัทในปี 2546

ดังนั้น สุรวุฒิจึงเดินทางกลับมาเปิดบริษัทพัฒนาเกมต่อในประเทศไทย ซึ่งต้องเผชิญความท้าทายปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ทำให้ตัดสินใจออกจากเส้นทางการเป็นเจ้าของธุรกิจและเริ่มงานใหม่เป็นที่ปรึกษาอิสระในปี 2549 โดยสั่งสมประสบการณ์ด้านการตลาดและบริหารจัดการผ่านตำแหน่งผู้จัดการระดับสูงด้านปฏิบัติการ บริษัท เรนัวร์ คอนซัลติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด กว่า 7 ปี
และนั่งเก้าอี้ Head of Business Planning and Operations Development บริษัท เอก-ชัย ดิสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ประมาณ 3 ปี โดยร่วมงานกับ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ในปี 2561 พร้อมสร้างผลงานในฐานะหัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ ซึ่งได้รับความเชื่อมั่นให้นำทัพธุรกิจด้านการบริการของบริษัทในเครือให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดในปี 2564
“ช่วงมัธยมปลายผมเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนที่อเมริกา หลังจากกลับมาก็เลือกเรียนวิศวกรรม และอยู่โรงงานผลิตชิปคอมพิวเตอร์ ซึ่งได้ไปเทรนที่อเมริกา 1 ปีจนเกิดวิกฤตปี 2540 มีบริษัทชวนไปทำงานสิงคโปร์ 3 ปีช่วงนั้นก็เรียนปริญญาโทที่อังกฤษ เมื่อเรียนจบไปเป็นที่ปรึกษาธุรกิจอยู่ฮ่องกง 3 ปี เพื่อนก็ชวนเปิดธุรกิจสตาร์ทอัพถึงปี 2546 โรคซาร์สระบาด ฮ่องกงปิดเกาะ ธุรกิจเราต้องใช้เกมการ์ดขายในห้างแต่ห้างปิด บริษัทมีปัญหาเราจึงกลับมาเมืองไทยเปิดบริษัทเกมต่อ 2-3 ปีก็ตัดสินใจไปเป็นที่ปรึกษาที่เรนัวร์ คอนซัลติ้ง โดยมีลูกค้าทั้งธนาคาร สายการบิน โรงงานในไทยและต่างประเทศ ก่อนย้ายมาทำรีเทลกับเทสโก้ โลตัส และมาที่ LPN ซึ่งช่วยให้เรามองธุรกิจบริการอสังหาฯ ในมุมคนนอกที่เคยอยู่หลายประเทศและรู้เทรนด์ต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงแบ็กกราวน์เรามีทั้งวิศวกรที่ปรึกษา รีเทล และงานบริการ ซึ่งรูปแบบคล้ายกับโมเดลของ LPP”

ผนึกบริการแบรนด์ UP
ภายใต้โจทย์การทรานส์ฟอร์มธุรกิจที่เริ่มต้นจากหลักการแนวคิดในการมอบบริการที่มากกว่าการดูแลรักษาอาคารพื้นที่ส่วนกลางให้มีสภาพสมบูรณ์ สวยงามและพร้อมใช้งาน โดยมุ่งเน้นพัฒนาคุณค่างานบริการเพื่อสร้างชุมชนน่าอยู่ และยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีให้ผู้พักอาศัย ผู้ใช้บริการพื้นที่ คณะกรรมการนิติบุคคล คู่ค้า สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ซึ่งจดทะเบียนก่อตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2535 ในชื่อ บริษัท ลุมพินี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด และเปลี่ยนเป็น บริษัท แอล พี พี พรอพเพอร์ตี้ มาเนจเมนท์ จำกัด ในปี 2564 เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายในการเป็นบริษัทบริหารจัดการโครงการอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรที่พร้อมขยายงานบริการให้ครอบคลุมบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ทุกประเภท
“รายได้บริษัทช่วงที่เข้ามาปี 2564 อยู่ที่ 869 ล้านบาท เราเริ่มจากปรับโครงสร้างรวมธุรกิจบริการทั้งเครือและเตรียมตัวเข้าตลาดฯ โดยเราได้รับโจทย์การขยาย legacy เดิมของ LPP ที่มีมายาวนานให้เติบโตควบคู่กับรักษาดีเอ็นเอการส่งมอบชุมชนน่าอยู่ รวมถึงการเติบโตในธุรกิจใหม่ที่สามารถยกระดับการให้บริการในอนาคต ขณะที่รายได้ส่วนใหญ่ของเราช่วงนั้นมาจากลูกค้า LPN กว่า 90% จนถึงปลายปีที่แล้ว 46% และปีนี้คาดว่าจะเหลือ 35% เราต้องการเติบโตก้าวกระโดดจากภายนอก เพื่อลดการพึ่งพิงโครงการแม่ พร้อมทั้งลดสัดส่วนรายได้หลักด้านการบริหารนิติบุคคลจาก 51% เหลือ 45% ปีนี้ ด้วยการเปิดตัวอีโคซิสเต็มใหม่แบรนด์ UP ให้ตลาดรับรู้ว่าเราไม่ใช่บริษัทตัวแทนนิติบุคคล หรือเชี่ยวชาญเฉพาะตึก LPN เท่านั้น แต่เราสามารถบริหารได้ตั้งแต่โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า อาคารสำนักงาน คอนโดมิเนียม”
สุรวุฒิกล่าวถึงความมุ่งมั่นสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่สามารถสร้างรายได้รวม 1.83 พันล้านบาทในปี 2568 ด้วยความมั่นใจในประสบการณ์การบริการของบริษัทที่สั่งสมมากว่า 34 ปี พร้อมดูแลอสังหาริมทรัพย์ทุกมิติตั้งแต่การบริหารชุมชน การบริหารอาคาร งานวิศวกรรมอาคารจนถึงการบริหารทรัพย์สิน และบริการที่ช่วยเพิ่มมูลค่าของอสังหาริมทรัพย์ในระยะยาวโดยรวมมากกว่า 300 โครงการ ครอบคลุม 641 อาคาร พื้นที่กว่า 13 ล้าน ตร.ม.

ขณะที่ในปีนี้มุ่งเน้นการปรับธุรกิจจากผู้เชี่ยวชาญด้าน community management สู่การเป็น integrated property services ecosystem โดยเปิดตัว UP ในฐานะ master service brand ของบริษัท ซึ่งรวบรวมบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ของบริษัท 9 บริการทําางานร่วมกันเป็นอีโคซิสเต็มเดียว ด้วยแนวคิด Smooth Up Your Living ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย
รวมถึงการบริหารอาคาร และทรัพย์สินให้ดำเนินงานอย่างราบรื่นไร้รอยต่อ และประสิทธิภาพสูงสุด โดยดูแลอสังหาริมทรัพย์ 3 มิติสำคัญ ได้แก่ living experience คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย property performance ประสิทธิภาพของอาคารและการบริหารจัดการ asset value การรักษาและยกระดับคุณค่าทรัพย์สิน
“เราต้องการชื่อที่ทุกคนรู้สึกถึงตัวตนของเรา ซึ่ง UP มีความหมายที่ดีและใช้เป็นกิมมิกต่อยอดธุรกิจใหม่ได้ โดยอาศัย master service brand เดิม ทำให้เชื่อมั่นในมาตรฐานบริการของเรา ซึ่งปัจจุบันมี 9 บริการ เราทยอยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพื่อเติมเต็มให้ครบตามวัตถุประสงค์แบรนด์ UP โดยตั้งใจยกระดับ 3 ด้าน ได้แก่ living experience เราต้องการส่งมอบประสบการณ์คุณภาพชีวิตของการอยู่ในโครงการที่เราบริหาร และด้าน property performance หรืออาคารประหยัดพลังงาน การใช้น้ําอย่างมีประสิทธิภาพ การกรองอากาศที่มีความบริสุทธิ์สูง สุดท้าย asset value ถ้าบริหารดีและทุกคนอยู่อย่างมีความสุขก็จะทำให้มูลค่าทรัพย์ของลูกค้าดีขึ้น ทั้งหมดนี้เป็นปรัชญาที่เราส่งมอบคอนเซ็ปต์ใน service brand ของเราในอนาคต”

สำหรับการให้บริการภายใต้แบรนด์ UP ของบริษัทครอบคลุมทุกมิติการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ทั้งหมด 9 บริการหลัก ประกอบด้วย LIVE UP การบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารที่พักอาศัย ทั้งคอนโดมิเนียม อาคารชุด หมู่บ้านจัดสรร โดยมีระบบงานที่ชัดเจน เพื่อความมั่นคงในการดำเนินงาน และความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัย รวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของทุกคนในอาคาร
ส่วน WORK UP เป็นการบริหารจัดการอาคารสำนักงานและอาคารเชิงพาณิชย์ ดูแลทุกระบบของอาคารให้พร้อมใช้งาน ลดการหยุดชะงักของธุรกิจ สร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้ง บริการ BOOK UP บริหารงานขายและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ด้วยทีมงานผู้เชี่ยวชาญซึ่งดูแลครอบคลุมทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑลให้คำปรึกษาด้านการขาย วางกลยุทธ์ และเชื่อมโยงศักยภาพทรัพย์สินกับโอกาสทางการตลาดได้ครบทุกขั้นตอน

นอกจากนั้น บริษัทยังให้บริการ PLAN UP ด้านที่ปรึกษาและพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ (development) บริหารโครงการ (project management) และควบคุมงานก่อสร้าง (construction management) เพื่อเพิ่มมูลค่าทรัพย์สินในระยะยาว พร้อมด้วยบริการ BUILD UP งานรับเหมาก่อสร้าง ตกแต่ง ติดตั้งงานระบบประกอบอาคาร ควบคุมคุณภาพจนถึงการส่งมอบโครงการตามกำหนด
ด้านบริการ POWER UP เป็นการยกระดับและบริหารระบบอาคารและการจัดการพลังงาน ทั้งระบบไฟฟ้า โซลาร์เซลล์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน ลดต้นทุนพลังงาน และสนับสนุนการดำเนินงานอาคารอย่างยั่งยืน รวมถึง CLEAN UP บริหารจัดการงานความสะอาดแบบครบวงจรโดยทีมผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจความต้องการเฉพาะด้านของแต่ละธุรกิจ ทั้งอาคารสำนักงาน โรงพยาบาล โรงงาน โรงแรม เพื่อความสะอาดถูกสุขลักษณะ เป็นระเบียบ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ดีสำหรับทุกคน

“การให้บริการที่เติบโตในปีนี้นอกจาก LIVE UP การบริหารนิติบุคคลยังมาจาก SECURE UP การรักษามาตรฐานความปลอดภัย และ FIX UP งานซ่อมบำรุงและการปรับปรุงอาคาร เนื่องจากปีที่ผ่านมาเกิดแผ่นดินไหว LPP ออกไปให้บริการนิติบุคคลหลายแห่งโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ทั้งการตรวจสอบสภาพให้มั่นใจว่าอาคารพร้อมใช้งาน ไม่เสี่ยงอันตราย และกระบวนการเคลมประกันให้ลูกค้า เมื่อเวลาผ่านมาถึงปีนี้สิ่งที่เราช่วยดูแลเจ้าของร่วมหรือกรรมการหลายๆ โครงการก็ให้โอกาสเราเข้าไปซ่อมแซม ทำให้ FIX UP เติบโตอย่างก้าวกระโดด”
สุรวุฒิกล่าวถึงการให้บริการในปีนี้ของบริษัทมุ่งเน้นด้าน SECURE UP การบริหารจัดการระบบความปลอดภัยแบบบูรณาการ ตั้งแต่การรักษาความปลอดภัยบุคคล ดูแลทรัพย์สิน ระบบควบคุมการเข้า-ออกอาคาร พร้อมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉิน (EOC) เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยและผู้ใช้อาคารรู้สึกปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง

ขณะเดียวกันบริษัทยังให้ความสำคัญกับด้าน FIX UP เป็นงานปรับปรุงซ่อมแซมอาคารครบวงจร ซึ่งครอบคลุมอาคารทรุด-ร้าว กันซึม ทาสี งานระบบสุขาภิบาล ท่อน้ำ เพื่อให้ทรัพย์สินพร้อมใช้งานตลอดเวลา โดยเหตุแผ่นดินไหวในช่วงปลายเดือนมีนาคมปีที่ผ่านมาถือเป็นวิกฤตที่สร้างโอกาสให้บริษัทได้แสดงฝีมือการส่งมอบโครงการปลอดภัยและคืนความสะดวกสบายให้ผู้อยู่อาศัยครอบคลุมโครงการของ LPN และโครงการอสังหาริมทรัพย์อื่นๆ รวมจำนวนกว่า 200,000 ยูนิต ทั้งหมด 250 โครงการ โดยยังดำเนินการซ่อมแซมความเสียหายควบคู่กับการประสานเรื่องเคลมประกันกับเจ้าของร่วมทุกโครงการให้ได้รับความสะดวกและรวดเร็วที่สุด
“ทุกวิกฤตที่ผ่านมาสามารถยืนยันถึงดีเอ็นเอการให้บริการของเรา ไม่เฉพาะด้านบริการ แต่เราดูระบบหลังบ้าน และเสถียรภาพระยะยาว ซึ่งเราเชื่อว่าในอนาคตงานกลุ่มวิศวกรรมจะมีสัดส่วนรายได้ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเปิดตัว UP ทั้งกลุ่ม B2B และ B2C มีความต้องการมืออาชีพด้านงานซ่อมค่อนข้างมาก หรืออาคารเก่าอาจจะต้องการอัปเกรดท่อ ระบบความปลอดภัย โซลาร์รูฟ ด้วยทีมงานของเราเอง 2,300 คน และรายวัน 1,300 คน ซึ่งอยู่กับเรามานานทำให้การบริการต่อเนื่องในการดูแลลูกค้าทั้งชีวิต โดยเป็นหนึ่งในจุดแข็งของเรา นอกจากเรื่องขนาดเรามีผู้อยู่อาศัยในโครงการ 200,000 ห้องชุด 300,000 กว่าคน และลูกค้าที่เข้ามาอยู่กับเรายาวนานจนกระทั่งเราเพิ่มบริการใหม่ภายใต้คำว่า UP ซึ่งจุดแข็งที่เรามีทั้ง legacy, trust และ ecosystem ที่ต่อยอดได้ เราน่าจะมีคู่แข่งในเซกเมนต์นี้ไม่มาก”

สุรวุฒิมั่นใจในข้อได้เปรียบที่สร้างความแตกต่างและความสามารถในการแข่งขันด้วยกลยุทธ์การเปิดตัวแบรนด์ UP และแผนดำเนินการยกระดับศักยภาพองค์กรให้สามารถรองรับการเติบโตของตลาดในระยะยาว ทั้งด้านบุคลากร มาตรฐานการบริการ และเทคโนโลยี โดยลงทุนด้านการพัฒนาแอปพลิเคชันเป็นศูนย์กลางเชื่อมระหว่างผู้ใช้บริการและการบริการของบริษัท เพื่อต่อยอดอีโคซิสเต็มของ UP ซึ่งคาดการณ์สามารถใช้งานได้เต็มระบบในปี 2570
นอกจากนั้น ด้านการบริหารจัดการนิติบุคคลซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท ยังเตรียมขยายไปยังพื้นที่ต่างจังหวัด โดยเริ่มจากพื้นที่รอบจังหวัดชลบุรีและอุดรธานี ซึ่งเป็นจังหวัดที่บริษัทมีโครงการเป็นฐานเดิมที่สามารถต่อยอดได้ และในอนาคตยังพิจารณาจังหวัดหัวเมืองของภาคเหนือหรือภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่มีโครงการคอนโดมิเนียม ศูนย์การค้า โรงพยาบาล เพื่อเดินหน้าขยายฐานผู้ใช้บริการมากกว่ากลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น ศูนย์การค้า โรงพยาบาล อาคารสำนักงาน ซึ่งมีความต้องการผู้เชี่ยวชาญและการบริการครอบคลุมทุกด้าน โดยวางเป้าหมายรายได้การเติบโต 20% อยู่ที่ 2.2 พันล้านบาทในปีนี้
“คอนเซ็ปต์เราต้องการให้ลูกค้าได้รับบริการแบบไร้รอยต่อในอีโคซิสเต็มของเราทำให้ลูกค้าคุยกับเราคนเดียวสามารถจบงานได้ทั้งหมด โดยเป้าหมายเราต้องการเป็น Integrated Property Services Ecosystem และภาพลักษณ์ The Most Trusted Property Services Ecosystem ด้วยดีเอ็นเอของ LPP และ LPN ในการดูแลทุกคนในระยะยาว ซึ่งการเติบโตทางธุรกิจของเราปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นงานซ่อมแซมวิศวกรรม การรักษาความปลอดภัย ทุกอย่างเกิดจากลูกค้ากลุ่มเดิมที่ไว้ใจและลูกค้าใหม่ที่เริ่มต้นใช้บริการเหล่านี้และย้อนไปใช้บริการอื่นที่เรามี”

สุรวุฒิย้ำถึงความสำคัญในการถ่ายทอดดีเอ็นเอการให้บริการด้วยใจและความใส่ใจที่เป็นหัวใจของธุรกิจบริการ โดยเชื่อมั่นในการบริหารชุมชนและอสังหาริมทรัพย์ที่ดีไม่ได้เกิดจากระบบหรือเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังต้องเกิดจากความใส่ใจของบุคลากรดูแลผู้อยู่อาศัย และทำให้ทุกองค์ประกอบ ของการอยู่อาศัยได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด
“การบริการด้วยใจเป็นคีย์ของเราที่ต้องการส่งมอบให้ลูกค้า ซึ่งจะสามารถเกิดขึ้นได้ต้องเริ่มต้นจากการดูแลพนักงานของเราด้วยใจ เพราะเราเชื่อว่า ถ้าเราดูแลพนักงานดี พนักงานจะสามารถดูแลลูกค้าต่อได้ รวมถึงเรื่องการให้บริการ เรามี legacy ที่ดีบวกกับ creativity ทำให้เราสามารถเติบโตและทำธุรกิจเกี่ยวเนื่องได้อีกมาก เนื่องจากลูกค้าไว้วางใจเราและใช้บริการอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาเราได้พิสูจน์ตัวเองมาระดับหนึ่งแล้ว ถ้าย้อนตั้งแต่ LPP ยังเป็นแผนกภายในรับผิดชอบโครงการของ LPN อย่างเดียว เราไม่เคยพูดเรื่องกำไร แต่พูดเรื่องการดูแลลูกค้าให้ดีที่สุด เราจะทำอย่างไรให้พนักงานอยู่กับเราให้นานและมีความสุข ซึ่งวันนี้คนที่ยังอยู่กับเราจะมีดีเอ็นเอที่ปลูกฝังและถ่ายทอดถึงรุ่นถัดไป”
ภาพ : เอกพงศ์ ตันติผลประเสริฐ
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว สแกนดีมานด์สุขภาพ เติมมิติ VIMUT



