ผู้นำคลื่นลูกใหม่ผนึกกำลังความเชี่ยวชาญทางการแพทย์และความแข็งแกร่งทางธุรกิจสานต่อภารกิจพัฒนาศักยภาพการรักษาและการให้บริการของเครือข่ายโรงพยาบาลที่มีมาตรฐาน ผ่านกลยุทธ์ Hub & Spoke และเทคโนโลยียกระดับองค์กรทุกมิติ พร้อมเสริมทัพการลงทุนธุรกิจด้านสุขภาพสร้างการเติบโตระยะยาว
บทพิสูจน์ความมุ่งมั่นในปณิธานของ นพ.พงษ์ศักดิ์ วิทยากร ผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลในเครือพริ้นซิเพิล เฮลท์แคร์ ซึ่งต้องการให้ทุกคนได้รับความเท่าเทียมในด้านสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพด้วยการเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและมาตรฐานสู่จังหวัดเมืองรองทั่วประเทศ โดยสะท้อนชัดจากการรุกขยายเครือข่ายโรงพยาบาลเอกชนเป็นทางเลือกสำหรับผู้คนในท้องถิ่นอย่างต่อเนื่องรวม 19 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัด พร้อมร่วมเป็นพันธมิตรต่อยอดศักยภาพของโรงพยาบาลเดิมในพื้นที่ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันเจตนารมณ์การดูแลรักษาคน ชุมชน และสังคม ยังเป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการสร้างรากฐานการดำเนินธุรกิจขององค์กรสู่การเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่บริบททางเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมสุขภาพ พฤติกรรมผู้บริโภคและเทคโนโลยีใหม่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้บริษัทต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารให้สอดคล้องกับโอกาสและความท้าทาย ด้วยการเพิ่มความแข็งแกร่งในศักยภาพการให้บริการทางการแพทย์และเสริมความแข็งแกร่งด้านกลยุทธ์ธุรกิจ ภายใต้การนำของ นพ.วิชญเวทย์ รักษ์กุลชน และ ฆนัท ศิริสุวัฒน์ ผนึกกำลังกันนั่งเก้าอี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บริษัท พริ้นซิเพิล แคปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ PRINC
“หลังเรียนจบแพทย์ก็ไปอยู่ต่างจังหวัด 3 ปี แล้วกลับมาเรียนเฉพาะทางด้านหมอกระดูก และย้ายไปโรงพยาบาลเอกชนในกรุงเทพฯ 14-15 ปี ซึ่งระหว่างนั้นเราได้เรียนรู้ทักษะอื่นๆ ที่ให้ภาพกว้างขึ้น ทั้งการตลาด วิทยากร การประสานงานและบริหารจัดการ เมื่อทำไปเรื่อยๆ ก็เริ่มสนุกบวกกับถึงจุดอิ่มตัวในการเป็นหมอ โดยจุดเปลี่ยนเกิดขึ้นจากการได้พบผู้ก่อตั้งโรงพยาบาลพริ้นซ์ ท่านให้โอกาสเราทำงานฝั่งการจัดการ ซึ่งงานบริหารแตกต่างจากการเป็นหมอมาก เพราะต้องใช้ทั้ง hard skill และ soft skill โดยการดึง soft skill ได้ต้อง mindset ดี ไม่ปิดรับแนวทางใหม่ และเลือกใช้เครื่องมือให้ถูก ถ้างานละเอียดก็หาสิ่วเล็กๆ ถ้างานหยาบก็ใช้ค้อนใหญ่ ส่วนการเป็นหมอเน้น hard skill ปัญหาเห็นจนชิน เราถือดาบเล่มเดียวก็ใช้ได้ตลอด”
วิชญเวทย์กล่าวถึงความเชี่ยวชาญทางการแพทย์หลังสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตร์บัณฑิต คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีในปี 2543 และเริ่มต้นเส้นทางการทำงานเป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป โรงพยาบาลศูนย์ราชบุรี ราชบุรี และโรงพยาบาลเขมราฐ อุบลราชธานี ก่อนจะศึกษาเฉพาะทางภาควิชาออร์โธปิดิกส์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล และทำงานเป็นศัลยแพทย์กระดูกและข้อ โรงพยาบาลนครธน พระราม 2 ตั้งแต่ปี 2550-2563

ขณะที่ความสนใจด้านการบริหาร สร้างการเติบโตทางธุรกิจ เป็นแรงผลักดันให้วิชญเวทย์ตัดสินใจเข้าร่วมงานเป็นผู้บริหารโรงพยาบาล บริษัท พริ้นซิเพิล เฮลท์ แคร์ จำกัด ในปี 2564 ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการโรงพยาบาลในกลุ่ม PRINC โดยเคยดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลพิษณุเวช กรรมการบริษัท และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการของบริษัทในเครือ รวมถึงการยกระดับมาตรฐานคุณภาพการรักษาและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ ซึ่งสามารถพิสูจน์ความพร้อมก้าวสู่ CEO ร่วมนำทัพเพิ่มประสิทธิภาพบริการสุขภาพเต็มรูปแบบ
ส่วนฆนัทเป็น CEO ร่วมที่มีความเชี่ยวชาญด้านการวางแผนเชิงกลยุทธ์และการลงทุน รวมถึงการบริหารธุรกิจและการจัดการเชิงโครงสร้าง ทั้งความรู้ระดับปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และปริญญาโทสาขา Policy Economics ที่ University of Illinois Urbana Champaign สหรัฐอเมริกา โดยเริ่มทำงานสายพัฒนาและขยายธุรกิจในตำแหน่ง Business Development Manager บริษัท เมอร์เมด มารีไทม์ จำกัด (มหาชน) ในปี 2556 และ บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) พร้อมสั่งสมประสบการณ์ทำงานวาณิชธนกิจ ธนาคารกรุงเทพ ซึ่งมีโอกาสร่วมงานกับกลุ่ม PRINC หลายโครงการ เช่น การหาพาร์ตเนอร์หรือการลงทุนในโรงพยาบาล ทำให้มีความเข้าใจทิศทางธุรกิจและเริ่มต้นทำงานกับกลุ่ม PRINC ในปี 2567
“ชีวิตการทำงานคลุกคลีอยู่กับการพัฒนาธุรกิจ ที่ปรึกษาทางการเงิน การลงทุน การปรับโครงสร้าง การควบรวมกิจการทั้งในประเทศและต่างประเทศ ก่อนจะเข้ามาที่นี่ในปี 2567 ดูเรื่องขยายโรงพยาบาลและลงทุนกับพาร์ตเนอร์ ซึ่งได้เริ่มทำงานร่วมกับ อ.ตูน (วิชญเวทย์) ช่วงที่เป็น ผอ. โรงพยาบาล โดยศึกษาโอกาสและโครงสร้างการลงทุนร่วมกัน รวมถึงโครงการต่างๆ เช่น การขยายศูนย์มะเร็งรังสีรักษาที่โรงพยาบาลพิษณุเวช หลังจากนั้นเราก็ได้รับโอกาสเป็น Deputy COO ดูเรื่อง operation หลายส่วน ซึ่งการปรับตัวน่าจะเป็นเรื่องความรู้ของอุตสาหกรรม healthcare ที่ลงลึกมากขึ้น โดยเฉพาะการให้บริการหน้าบ้านและหลังบ้านที่สามารถสะท้อนในตัวเลขผลการดำเนินงาน รวมถึง mindset การทำงานร่วมกัน ความเข้าใจทีมงาน”
ฆนัทกล่าวถึงบทบาทสำคัญในการผลักดันกลยุทธ์การเติบโตของกลุ่ม PRINC ให้สามารถขยายเครือข่ายโรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพได้อย่างต่อเนื่องในปีที่ผ่านมา โดยสามารถแสดงฝีมือในฐานะประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายพัฒนาและขยายธุรกิจ รวมถึงรองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายปฏิบัติการ พร้อมรับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมอย่างเป็นทางการในเดือนตุลาคม ปี 2568 ด้วยความเชื่อมั่นในการผสานพลังของผู้นำตามแนวทางการบริหารลักษณะ complementary leadership ช่วยขับเคลื่อนองค์กรในกรอบเดียวกัน ภายใต้เป้าหมายและตัวชี้วัดผลการดำเนินงานร่วมกัน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการตัดสินใจ รวมถึงผลักดันการเติบโตขององค์กรให้รวดเร็วและยั่งยืนยิ่งขึ้น
“การกำหนดแนวทางเรามองเรื่อง vision และ mission ถ้า vision เป็นขององค์กร ซึ่งผู้ก่อตั้งมีความชัดเจนในการช่วยเหลือคน ชุมชน และสังคม โดยเรายังมองเรื่องนวัตกรรมและ trust healthcare organization ส่วน mission เราต้องคุยกันสำคัญที่สุด ซึ่งเริ่มจาก insight ที่ต้องเข้าใจตรงกันในการขับเคลื่อนองค์กรของเราและขยาย mission 4 ด้าน ได้แก่ การเติบโตทั้ง healthcare ที่ผมดูแล และ healthcare related ด้านการลงทุนธุรกิจต่างๆ ของพี่หยาง (ฆนัท) เรา synergy กัน ถัดมาเป็นการเสริมความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะมาตรฐานของโรงพยาบาล รวมถึงการดูแลเครือข่ายโรงพยาบาลให้มีประสิทธิภาพ และสุดท้ายเรื่องความยั่งยืน ไม่ว่าจะเป็นบุคลากร ระบบ ทำให้องค์กรเกิดความยั่งยืน” วิชญเวทย์กล่าว

ปักหมุดเติมเต็ม Ecosystem
ท่ามกลางความท้าทายรอบด้านในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนทั้งมิติธุรกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม คู่ขุนพลรุ่นใหม่กลุ่ม PRINC มีความมั่นใจในความสามารถผสมผสานประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมเดินหน้าขยายเครือข่ายโรงพยาบาล รวมถึงการลงทุนธุรกิจด้านสุขภาพเกี่ยวเนื่องอื่นๆ เช่น บริการผู้สูงอายุ และบริการดูแลสุขภาพผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเสริมศักยภาพด้านนวัตกรรมในเครือ
“ปัจจุบันบริษัทมีรายได้หลักจากธุรกิจโรงพยาบาล ส่วนที่เหลือเป็น healthcare related ซึ่งมี PRINC NEXT ลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพ เช่น บ้านลลิสา Health at Home, Backyard, Serviso, บ้านหมอ, ใกล้บ้านใกล้ใจ, PNKG ศูนย์กายภาพบำบัดที่เราร่วมทุนกับญี่ปุ่น โดยผมรับผิดชอบฝั่งโรงพยาบาลหรือ healthcare ซึ่งการรักษาพยาบาลเป็นกลยุทธ์สำคัญที่สุด โดยเราต้องมุ่งเน้นการเป็น Center of Excellence เช่น ศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง หัวใจ สมอง กระดูก อุบัติเหตุ มะเร็ง ซึ่งสำคัญมากในโรงพยาบาล flagship ของเราแต่ละแห่งมีศักยภาพพัฒนาถึง Center of Excellence ส่วนโรงพยาบาลลูกข่ายเราทำหน่วยธุรกิจเชิงกลยุทธ์ ไม่เฉพาะด้านผลิตภัณฑ์ แต่ยังมองถึงการอบรมคน คุณภาพการรักษา การตลาด”

วิชญเวทย์กล่าวถึงการขยายเครือข่ายโรงพยาบาลกลุ่ม PRINC ในปัจจุบันครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัด 19 แห่ง รวมจำนวน 1,725 เตียง ได้แก่ รพ. พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ, รพ. พริ้นซ์ ปากน้ำโพ 1, รพ. พริ้นซ์ ปากน้ำโพ 2, รพ. พริ้นซ์ อุทัยธานี, รพ. พริ้นซ์ ศรีสะเกษ, รพ. พริ้นซ์ อุบลราชธานี, รพ. พริ้นซ์ ลำพูน, รพ. ศิริเวช ลำพูน, รพ. พิษณุเวช พิษณุโลก, รพ. พิษณุเวช พิจิตร, รพ. พิษณุเวช อุตรดิตถ์, รพ. วิรัชศิลป์ ชุมพร, รพ. พริ้นซ์ สกลนคร, รพ. รวมแพทย์ พิษณุโลก, รพ. พริ้นซ์ มุกดาหาร, รพ. ธนกาญจน์ กาญจนบุรี, รพ. พิษณุเวช กำแพงเพชร และลงทุนถือหุ้นประมาณ 57% ในกลุ่มโรงพยาบาล ป.แพทย์ นครราชสีมา ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่ของครอบครัวสงวนตระกูลที่ดำเนินงานตั้งแต่ปี 2495 ประกอบด้วย ป.แพทย์ 1 เป็นโรงพยาบาลคู่สัญญาประกันสังคมขนาด 150 เตียง และ ป.แพทย์ 2 ให้บริการลูกค้าเงินสดและประกันขนาด 132 เตียง
“กลุ่มของเรามีความโดดเด่นมากเรื่องการอยู่ในเมืองรอง ซึ่งเราโฟกัสโจทย์นี้ตั้งแต่แรกและวางกลยุทธ์ Hub & Spoke โรงพยาบาลแม่ข่ายเป็นศูนย์กระจายทรัพยากรและส่งต่อผู้ป่วยให้เครือข่าย ทำให้การเติบโตเกิดขึ้นตามพื้นที่ที่มี ecosystem ของตัวเอง ดังนั้น หลักการขยายเรามองความเป็น hub ต่อจิ๊กซอว์ ecosystem ในอนาคต ทั้งสร้างเองและถือหุ้น ซึ่งตามคอนเซ็ปต์เราให้เกียรติผู้ก่อตั้งเดิมและประวัติการดำเนินงานที่ผ่านมายาวนาน เราจึงใช้ชื่อแบรนด์เดิมที่มีความแข็งแกร่งในพื้นที่ และบุคลากรเดิมในโรงพยาบาล แต่เราปรับเรื่องระบบตามมาตรฐานของ Principle Healthcare และวัฒนธรรมองค์กรให้เป็นชาว PRINC” วิชญเวทย์กล่าวถึงการพัฒนาศักยภาพเครือข่ายโรงพยาบาลให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกันยังเดินหน้าการใช้กลยุทธ์ธุรกิจ Hub & Spoke โดยพัฒนาโรงพยาบาลศูนย์ (Hub) ให้สามารถดูแลผู้ป่วยกลุ่มโรคที่มีความซับซ้อนได้มากขึ้น และระบบการส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลเครือข่าย (Spoke) อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเสริมศักยภาพภายในเครือข่าย ทั้งด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ การขยายขีดความสามารถของบุคลากร และพัฒนามาตรฐานการบริการ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มประกันสังคม กลุ่มเงินสด กลุ่มลูกค้าบริษัทประกัน

“ผมดูแลเรื่องการเงินและการเติบโตของการลงทุน แบ่งเป็นการขยายโรงพยาบาลและโครงการต่างๆ ทั้งโครงการขนาดใหญ่ในโรงพยาบาลหรือการลงทุนกับพาร์ตเนอร์ในธุรกิจ healthcare related ซึ่งการขยายโรงพยาบาลจะมีเรื่องการบริหารงานหลังบ้านให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดย HMS เป็นบริษัทใหม่ที่ตั้งขึ้นเพื่อทำระบบหลังบ้านให้เหมาะสำหรับการ operate โรงพยาบาลทั้งโรงพยาบาลใหม่และ M&A ไม่ว่าจะเป็นการจัดซื้อ IT การตลาด และกระจายการบริการ ซึ่งเฟสแรกเราจะให้บริการโรงพยาบาลในเครือ แต่อนาคตเมื่อพร้อมเราอาจเปิดกว้างให้บริการการบริหารจัดการโรงพยาบาลอื่นๆ”
ฆนัทกล่าวถึงการให้ความสำคัญกับการสร้างมาตรฐานระบบการทำงานและการให้บริการ ด้วยการจัดตั้งบริษัทย่อย ฮอสพิทอล แมเนจเม้นท์ เซอร์วิสเซส ดำเนินธุรกิจเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการบริหารจัดการโรงพยาบาลเอกชนหรือ shared services เพื่อบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพและการเติบโตระยะยาว
ขณะเดียวกันยังพิจารณาลงทุนขยายเครือข่ายโรงพยาบาลให้ครบ 20 แห่ง หากมีโอกาสการลงทุนที่เหมาะสมและสร้างผลตอบแทนที่ดีสำหรับผู้ถือหุ้นตามแผนงานที่วางไว้ โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพการคัดเลือกทำเล และโรงพยาบาลที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างฐานธุรกิจบริการสุขภาพครบวงจร พร้อมทั้งร่วมมือกับพันธมิตรขยายธุรกิจด้านสุขภาพและบริการผู้สูงอายุอย่างต่อเนื่อง
“บริบททางเศรษฐกิจปัจจุบันผมหารือกับ อ.ตูนเรื่อยๆ ว่า เราต้องบาลานซ์เรื่องความยั่งยืนด้านการเงินด้วย โดยสิ่งที่เราจะโฟกัสอย่างแรกเราต้องพัฒนา quality of earning เราต้องเติบโตแบบมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็นระบบบริหารจัดการหลังบ้าน การควบคุมประสิทธิภาพต้นทุนที่รัดกุม ถัดมาเป็นการ unlock value สิ่งที่เราลงทุนและขยายการลงทุนไปเรื่อยๆ รวมถึงเน้นโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งสามารถรองรับความเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งถ้ามีโอกาสเราจะขยายการลงทุนร่วมกับพาร์ตเนอร์ในธุรกิจเกี่ยวเนื่องกับ healthcare ที่มีเทรนด์ที่ดี และการบริการผู้สูงอายุเพิ่ม โดยปัจจุบันเราพาร์ตเนอร์กับบ้านลลิสา เปลี่ยนชื่อเป็น Global Health Service และบริษัท Health at Home” ฆนัทกล่าว
นอกจากนั้น การนำเทคโนโลยีและข้อมูลสุขภาพมาใช้ในการดูแลผู้ป่วยยังคงเป็นโจทย์หลักในการสานต่อความแข็งแกร่งขององค์กรด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ด้วยการพัฒนาใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพในการดูแลผู้ป่วย เน้นความปลอดภัยและคุณภาพในการรักษาพยาบาลที่เป็นมาตรฐานสากล พร้อมให้ความสำคัญกับการจัดระบบงานและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องทั้งในระบบการแพทย์ เช่น Hospital Internation Management System ครบวงจรทุกโนโรงพยาบาล และ Telemedicine รวมถึงแอปพลิเคชันและแพลตฟอร์มต่างๆ ตลอดจนส่วนการบริหารงานทั่วไปที่มีระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) ใช้ทุกส่วนงาน เพื่อการจัดการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด
“PRINC ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมอย่าง AI ระบบปฏิบัติการซอฟต์แวร์ เรามีทีม IT เฉพาะ และบริษัทย่อยด้านเทคโนโลยี โดยหลักๆ เราใช้ AI ทำให้คุณภาพการให้บริการดีขึ้น คนไข้สะดวกสบายมากขึ้น รวมถึงเราเพิ่มความถูกต้องแม่นยำ medical ทั้งการวินิจฉัยและการรักษา สุดท้ายเป็นการปรับระบบรูปแบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพทุกภาคส่วน การสร้างรายได้ และต้นทุน ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดแข็งของเราในการทำให้โรงพยาบาลในเครือมีมาตรฐานเดียวกันจากส่วนกลางเป็น backbone ทั้งเทคโนโลยี การให้บริการ เพราะการเปิดแต่ละโรงพยาบาลไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่ง backbone ที่ดียังทำให้เกิด economy of scale และขยายได้อีกมาก” ฆนัทย้ำจุดแข็งของบริษัทที่สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ส่วนวิชญเวทย์เชื่อมั่นในคีย์สำคัญของธุรกิจที่เริ่มต้นจากปณิธานของผู้ก่อตั้งในการเป็นผู้ให้และการยกระดับการรักษาพยาบาลในจังหวัดเมืองรอง ซึ่งได้รับการถ่ายทอดเป็นโจทย์การสร้างความเข้มแข็งให้สังคมในพื้นที่เมืองรอง และกลายเป็นแรงบันดาลใจให้บุคลากรทุกคนในองค์กรดำเนินรอยตามความมุ่งมั่นให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศมากกว่าผลกำไรสูงสุด เพื่อให้เกิดความยั่งยืน
ขณะเดียวกันยังตอกย้ำถึงความสำคัญของปณิธานความมุ่งมั่นในองค์กรที่สะท้อนชัดสู่ภาพลักษณ์ของกลุ่ม PRINC ซึ่งโดดเด่นในการเป็นโรงพยาบาลในพื้นที่เมืองรองที่มีเครือข่ายการรักษาเทียบเคียงโรงพยาบาลในจังหวัดใหญ่ พร้อมใช้เทคโนโลยีด้านการดูแลสุขภาพ (healthcare) และนวัตกรรมเป็นหลักขับเคลื่อนธุรกิจให้สามารถปรับตัวสอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอนาคต
“ส่วนของ อ.ตูน เป็นภาพลักษณ์ทางธุรกิจ ในด้านรายได้เราเป็นบริษัทที่เติบโตรวดเร็วมาตลอด และในอนาคตเราคาดการณ์ว่าจะเติบโตเร็วกว่าอุตสาหกรรมจากการที่เรามีโรงพยาบาลจำนวนมากในพอร์ตโฟลิโอ ซึ่งอยู่ในช่วง growth stage นอกจากนั้น คุณภาพการรักษาของเครือเราในแง่ความกว้างและลึกในการรักษาเติบโตดีขึ้นต่อเนื่อง โดยจะช่วยผลักดันรายได้ organic growth ของกลุ่มให้สูงสุด ส่วน inorganic growth ในปี 2568 ถึงต้นปี 2569 เรามีการลงทุนหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนขยายโรงพยาบาลใหม่และร่วมถือหุ้น 4 แห่ง รวมถึงการขยายศูนย์ การรีโนเวตต่างๆ ซึ่งเรียกว่าปีที่ผ่านมาเป็นปีที่เราวางรากฐานในการเติบโต แต่ปีนี้จะเป็นปีที่เราเก็บเกี่ยวจากการลงทุนให้รับรู้เป็นรายได้เพิ่มขึ้น”

ฆนัทกล่าวเสริมด้านโอกาสทางธุรกิจที่สามารถขับเคลื่อนถึงเป้าหมายได้ ด้วยความเชื่อใน “growth mindset” เป็นหลักบริหารสำคัญทั้งการกำหนดทิศทางการทำงานที่ชัดเจนและการสนับสนุนทีมงานให้มีมุมมองความเข้าใจหรือ empathy เพื่อส่งต่อการบริการที่ดีถึงผู้เข้ารับบริการหรือคนไข้อย่างจริงใจ พร้อมส่งเสริมด้าน empowerment การให้อำนาจทีมงานตัดสินใจและพื้นที่แสดงความสามารถ ทำให้ได้เรียนรู้และพัฒนาเป็นบุคลากรที่มีส่วนสำคัญช่วยให้องค์กรเติบโตในระยะยาว
“การบริหารงานและบริหารคนเกี่ยวเนื่องกัน ผมเคยอ่านเรื่องเจ้าของ Minor Group บอกว่า การที่เลือกประเทศไทยเพราะเลือกคนและวัฒนธรรมไทย ซึ่งถูกสร้างมาเป็นพันปี ไม่ว่าจะเป็น จิตใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความโอบอ้อมอารี ผมก็มองเช่นเดียวกัน PRINC ก็ให้ความสำคัญกับคนเช่นกัน โดยหลักบริหารส่วนตัวผมมองเรื่องการเตรียมพร้อมคนให้มี multi skill และต้องมีระบบ แผนการสืบทอดตำแหน่งงาน ดูแลกลุ่ม talent และ network staff pulling คล้ายๆ HMS สุดท้ายทุกคนจะมี growth mindset รวมถึงการบูรณาการระบบนิเวศเครือข่าย ทำให้สามารถ decentralization ได้ ซึ่งการที่ PRINC จะเป็นโรงพยาบาลอันดับ 1 ได้ เราต้องมีบุคลากรที่เก่งทุกระดับและพร้อมขึ้นมาทดแทนกัน เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต”
ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ดร.กนกวรรณ ว่องวัฒนะสิน TSM ผนึกโรงน้ำตาลเพิ่มพลังรักโลก


