เบื้องหลังความสำเร็จที่มากกว่าตัวเลขกำไรคือการพลิกโฉมโรงพยาบาลครั้งใหญ่ของนายแพทย์นักบริหาร ซึ่งนำทัพยกระดับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ด้วยการขยายศูนย์ความเป็นเลิศรองรับโรคเฉพาะทาง และส่งเสริมการใช้ดิจิทัลเทคโนโลยีผ่านแอปพลิเคชัน พร้อมต่อยอดความร่วมมือสร้างสุขภาวะเชิงรุก
บททดสอบความสามารถขับเคลื่อนโรงพยาบาลน้องใหม่ของ CEO ป้ายแดงสะท้อนชัดในผลการดำเนินงานที่พลิกจากขาดทุนเป็นกำไรได้สำเร็จในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา ด้วยความมุ่งมั่นรับโจทย์การเป็นจิ๊กซอว์ธุรกิจด้านสุขภาพของกลุ่มพฤกษา ซึ่งได้รับความสำคัญยกให้เป็นหนึ่งในแกนหลัก “Asset-Optimized · Capital-Efficient · Well Living-Focused” ภายใต้กลยุทธ์ Reshaping Portfolio โดยมุ่งเน้นการต่อยอดความได้เปรียบเชิงแบรนด์จากการผสานธุรกิจที่อยู่อาศัยและเฮลท์แคร์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อเพิ่มความสามารถการทำกำไรและเสริมความแข็งแกร่งทางรายได้ในระยะยาว
“4 ปีแรกในการก่อตั้งโรงพยาบาลใหม่ต้องใช้เงินลงทุนค่อนข้างสูง ทั้งการสร้างอาคาร อุปกรณ์ เทคโนโลยีต่างๆ ซึ่งเป็นช่วงปรับเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ โครงสร้างต้นทุน และการบริหารจัดการต่างๆ ดังนั้น โจทย์แรกเราต้องทำให้บริษัทไม่ขาดทุนและเพิ่มอัตรากำไรมากขึ้น โดยไตรมาส 4 ที่ผ่านมาเราสามารถพลิกจากขาดทุนเป็นกำไรได้เป็นไตรมาสแรกตั้งแต่เปิดโรงพยาบาลมา ซึ่งส่วนตัวมองว่า เรายังสามารถทำอะไรได้อีกและมีสิ่งที่ต้องการทำอีกมาก”
นพ.นิพัฒน์ กุหลาบขาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โรงพยาบาลวิมุต โฮลดิ้ง จำกัด กล่าวถึงการนั่งเก้าอี้ CEO ในเดือนพฤษภาคม ปี 2568 และสามารถสร้างการเติบโตให้โรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน ให้สามารถทำกำไรกว่า 12 ล้านบาทในไตรมาสสุดท้ายปีที่ผ่านมา ด้วยการผสมผสานประสบการณ์ครอบคลุมงานบริการทางการแพทย์ การแพทย์นานาชาติ และการบริหารองค์กรขนาดใหญ่ รวมถึงการศึกษาปริญญาตรี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และปริญญาโท บริหารธุรกิจ (MBA) สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (NIDA) พร้อมวุฒิบัตรและการอบรมเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัว เวชศาสตร์อาชีวเวชศาสตร์ และการแพทย์ในระดับสากล
ขณะเดียวกันยังมีความเชี่ยวชาญด้านการบริหารธุรกิจโรงพยาบาลจากการดำรงตำแหน่งสำคัญในโรงพยาบาลบํารุงราษฎร์ อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเริ่มตั้งแต่แพทย์ผู้ประสานงาน รองผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายสนับสนุน ผู้อำนวยการอาวุโส ประสบการณ์ผู้ป่วยระหว่างประเทศ หัวหน้าฝ่ายพัฒนาธุรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม โดยรับผิดชอบการกําหนดกลยุทธ์องค์กร การบริหารผลประกอบการ (P&L) การยกระดับประสิทธิภาพการดําเนินงาน การพัฒนาศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ (Centers of Excellence) รวมถึงการขยายตลาดผู้ป่วยต่างชาติในภูมิภาคสําคัญ
“หลังเรียนจบเป็นแพทย์ ใช้ทุนที่โรงพยาบาลในร้อยเอ็ดประมาณ 3 ปี ก็ไปเป็นแพทย์ประจำที่แท่นขุดเจาะน้ำมันกลางทะเลอ่าวไทย ซึ่งต้องนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปทำงาน เรามองว่าน่าสนุกดีและได้ฝึกภาษาเพื่อเรียนต่อต่างประเทศด้วย เราอยู่ตรงนั้นเกือบ 7 ปีก็ย้ายมาทำงานกับบริษัทที่ดูแลลูกค้า global company โดยรับผิดชอบกลุ่มประเทศ CLMV บินรับส่งคนไข้ ประสานงานกับสำนักงานใหญ่ของบริษัทต่างๆ อย่างเขาส่งพนักงานมาทำงานภูมิภาคนี้และเจ็บป่วยหรือเกิดอุบัติเหตุ เราก็เข้าไปช่วยเหลือดูแล ให้คำปรึกษา และส่งคนไข้เข้าโรงพยาบาลต่างๆ 4-5 ปี ระหว่างนั้นก็เรียน MBA เพราะสนใจเรื่องการบริหาร ก่อนจะมาบํารุงราษฎร์ในปี 2553 ซึ่งได้เรียนรู้ทุกฟังก์ชันในองค์กรเกือบ 15 ตำแหน่ง ตั้งแต่ director ถึง operation การตลาดในประเทศ ต่างประเทศ งานประกัน ต่างชาติ support service โดยสามารถนำความรู้ที่สั่งสมทั้งหมดใช้ที่นี่”

ยกระดับโรงพยาบาล สร้างชื่อ “วิมุต”
ตลอดเส้นทางการทำงานด้านการบริหารและการแพทย์ที่เรียนรู้หลากหลายด้านสามารถนำมาปรับใช้ทันทีที่รับไม้ต่อนำทัพธุรกิจ ด้วยการยึดมั่นในเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้ง ทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ ซึ่งต้องการให้คนไทยมีสุขภาพแข็งแรง และพ้นทุกข์จากการเจ็บป่วยทั้งทางร่างกายและจิตใจ อันเป็นจุดเริ่มต้นก่อสร้างโรงพยาบาลวิมุตเป็นโรงพยาบาลขั้นตติยภูมิ (tertiary care) ขนาด 235 เตียงในอาคารสูง 18 ชั้น บนพื้นที่ 4 ไร่ริมถนนพหลโยธินในปี 2560 และเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคม ปี 2564 รวมถึงเข้าถือหุ้นโรงพยาบาลเทพธารินทร์ในสัดส่วน 51% และผนึกกำลังกลุ่มวิมุตรี แบรนด์ใหม่ในชื่อโรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ ในปี 2567
“ก่อนเข้ามาเรามองว่าวิมุตเป็นโรงพยาบาลใหม่ที่มีโอกาสเติบโตสูง และสามารถขับเคลื่อนในทิศทางที่เราต้องการให้เป็น โดยเรายังมีโอกาสได้พูดคุยกับคุณทองมาว่า ท่านต้องการเพิ่มเรื่องการเติบโตอย่างยั่งยืน การขยาย operation ซึ่งขณะนั้นมีแผนเปิดโรงพยาบาลใหม่ และทิศทางการเติบโตที่ต้องการกระจายจากอสังหาฯ มายังพอร์ต healthcare โดยหน้าที่ของเราคือ การทำให้ธุรกิจโรงพยาบาลเติบโต ขยาย และ spin off ออกจากพฤกษาเป็นหนึ่งใน business unit ซึ่งสิ่งที่ทำให้พลิกทำกำไรได้อันดับแรกเราวิเคราะห์เรื่องการเพิ่มรายได้ให้สูงขึ้น ด้วยการยกระดับการรักษาโรคยากและซับซ้อนแทนการเป็นโรงพยาบาลทั่วไปสำหรับครอบครัว โดยเราเน้นการรักษาโรคที่ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญของแพทย์ การใช้ lab เครื่องมือ ยาต่างๆ รวมถึงพยายามบริหารต้นทุนไม่ให้สูงตามและเพิ่มการใช้ประโยชน์ให้มีประสิทธิภาพขึ้น”
นิพัฒน์กล่าวถึงการยกระดับระบบการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (holistic healthcare) ผ่านเครือข่ายศูนย์ความเป็นเลิศ (Center of Excellence) ซึ่งครอบคลุมโรคสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต ประสิทธิภาพการทำงานและความยั่งยืนของสังคมไทย โดยปีที่ผ่านมาได้เปิดตัวศูนย์สุขภาพปอด ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการรองรับผลกระทบจากวิกฤต PM2.5 และโรคระบบทางเดินหายใจ ด้วยเทคโนโลยีประสิทธิภาพสูง EBUS วินิจฉัยโรคระบบทางเดินหายใจและมะเร็งปอด พร้อมทีมแพทย์เฉพาะทางหลากหลายสาขาทำงานร่วมกัน
นอกจากนั้น โรงพยาบาลยังเปิดตัวศูนย์หัวใจและหลอดเลือด ซึ่งให้ความสำคัญกับการคัดกรองความเสี่ยงตั้งแต่เริ่มต้นควบคู่กับการดูแลแบบองค์รวม ด้วยความชำนาญการด้านการรักษาโรคหัวใจด้วยเทคนิคการผ่าตัดแบบแผลเล็ก (Minimally Invasive Cardiac Surgery: MICS) ช่วยลดความเจ็บปวด ลดระยะเวลาพักฟื้น และส่งเสริมการฟื้นตัวที่รวดเร็ว รวมถึงศูนย์กระดูกและข้อ ซึ่งมีแพทย์เฉพาะทางด้านการผ่าตัดส่องกล้องได้ทุกข้อกระดูก ไม่ว่าจะเป็นไหล่ ข้อศอก ข้อมือ สะโพก เข่า ข้อเท้า และกระดูกสันหลัง โดยมุ่งเน้นการดูแลแบบครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การประเมินอาการ การรักษาถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพ เพื่อการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพในระยะยาว
“กลุ่มลูกค้าเราคนไทย 90% และ 10% เป็นชาวต่างชาติทั้ง expat และกลุ่ม medical tourism เนื่องจากมาตรฐานทางการแพทย์ของไทยในการรักษาหรือโรคที่เขารักษาไม่ได้ โดยส่วนตัวเรามี passion ในการดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ซึ่งมีการใช้เงินประมาณ 5 เท่าของนักท่องเที่ยวทั่วไป ยังไม่นับครอบครัวที่เดินทางมาด้วย ดังนั้น สิ่งที่เราทำคือ การพัฒนาศักยภาพการรักษาผ่าน Center of Excellence รักษาโรคยาก โรคซับซ้อน โดยปีที่แล้วเราเปิดศูนย์สุขภาพปอด ศูนย์หัวใจและหลอดเลือด ศูนย์กระดูกและข้อ”
สำหรับกลยุทธ์ในปีนี้นิพัฒน์ยังคงเดินหน้าสานต่อการเปิดศูนย์ความเป็นเลิศเพิ่มเติม โดยโรงพยาบาลวิมุต พหลโยธิน มีแผนขยายการบริการดูแลรักษาระบบทางเดินอาหารและตับ ระบบประสาทและสมอง ซึ่งมุ่งเน้นให้ทุกศูนย์สามารถรองรับการรักษาเชิงลึกและการป้องกันเป็นระบบ ด้วยการทำงานร่วมกันของทีมแพทย์ผู้ชำนาญการหลายสาขา ทีมสหวิชาชีพ และเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อดูแลผู้ป่วยอย่างครอบคลุมตั้งแต่การป้องกัน การวินิจฉัย การรักษาถึงการฟื้นฟู ภายใต้มาตรฐานการดูแลที่น่าเชื่อถือและการรักษาที่ตอบโจทย์เฉพาะบุคคล รวมถึงออกแคมเปญดูแลสุขภาพสตรีครบทั้งสุขภาพภายในและความงามภายนอก
“ในปีนี้เรามีการเปิดตัวศูนย์สุขภาพผู้หญิงและช่วงปลายปีจะโฟกัสที่ศูนย์รักษาโรคระบบสมอง หลอดเลือด ระบบประสาทที่เป็นโรคยากและซับซ้อน รวมถึงเดินหน้าต่อในศูนย์ทางเดินอาหารและระบบการผ่าตัด ทั้งลำไส้ กระเพาะอาหาร หลอดอาหาร ถุงน้ำดี ตับอ่อน ซึ่งถ้าไม่มีสงครามเราคาดว่ากลยุทธ์ Center of Excellence จะเป็นคีย์หลักในการดึงคนไข้ต่างชาติให้เพิ่มขึ้นเป็น 15-20% และการมี strategic partner ทำตลาด เช่น เมียนมา เราจัดอีเวนต์สุขภาพ โดยมีคุณหมอให้ความรู้อย่างเทคโนโลยีการรักษาใหม่ๆ และนัดปรึกษาเคส ซึ่งเคสที่จำเป็นต้องรักษาหรือผ่าตัดก็แนะนำให้มาหาเราที่นี่ โดยเรายังมองโอกาสที่บังกลาเทศ และกลุ่มประเทศ GCC เช่น UAE กาตาร์ โอมาน คูเวต แต่สถานการณ์ขณะนี้ต้องหยุดไว้ก่อน”

นิพัฒน์กล่าวถึงการเล็งเห็นความสำคัญในพลังการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของผู้หญิง ซึ่งเป็นเมกะเทรนด์ระดับโลก Womenomics ด้วยการออกแคมเปญดูแลสุขภาพสตรีทั้งสุขภาพภายในและความงามภายนอก โดยสร้างแพลตฟอร์ม One-Stop Women Health อย่างเต็มรูปแบบภายใต้กลยุทธ์ H.E.R. ยกระดับการดูแลสุขภาพผู้หญิงจากการรักษาเฉพาะจุดเป็นระบบดูแลต่อเนื่องเชิงป้องกัน ได้แก่ Health การดูแลที่ครอบคลุมตั้งแต่นรีเวชถึงศัลยกรรมความงาม Enterprise ทีมแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทางร่วมกับเทคโนโลยีที่ช่วยให้ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว เช่น การผ่าตัดแผลเล็ก (MIS) การผ่าตัดส่องกล้องผ่านช่องคลอดหรือ V-NOTES และการผ่าตัดผ่านกล้องแบบแผลเดียว (single-port laparoscopy) รวมถึง Respect ดูแลด้วยความเข้าใจและเคารพใส่ใจผู้ใช้บริการ
“ส่วนฝั่งเทพธารินทร์มี legacy ยาวนานด้านการรักษากลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs อย่างเบาหวาน ซึ่งผู้ก่อตั้งคือ ศ.นพ.เทพ หิมะทองคำ มีความรู้ความชำนาญทางด้านนี้มาก ด้วยชื่อเสียงของท่านได้รับการยอมรับในระดับโลก โดยแต่ละปีมีทีมแพทย์และทีมสหวิชาชีพจากต่างประเทศเข้ามาดูงานที่เทพธารินทร์จำนวนมาก ดังนั้น เรามองว่าเทพธารินทร์เป็นโรงพยาบาลที่มีความโดดเด่นในกลุ่มโรค NCDs เรื่องการ prevention และ lifestyle hospital ซึ่งปีนี้โรงพยาบาลวิมุต-เทพธารินทร์ ยังคงมุ่งเน้นการเป็นศูนย์ไลฟ์สไตล์ส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน ศูนย์อุบัติเหตุ และศูนย์ทางเดินอาหารและตับ”
สำหรับด้านการตลาดของบริษัทในปีนี้ได้วางแผนการขยายฐานผู้ใช้บริการผ่านช่องทางประกันภัย ลูกค้าองค์กร ชาวต่างชาติที่พักอาศัยในประเทศไทยและการส่งต่อผู้ป่วยมาที่โรงพยาบาล พร้อมทั้งให้ความสำคัญในการขยายศักยภาพการดูแลแบบองค์รวมให้เข้าถึงได้มากขึ้นผ่านบริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (telemedicine) ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างโรงพยาบาลและบ้านอย่างเป็นระบบ โดยผู้รับบริการสามารถนัดหมาย รับคำแนะนำเฉพาะบุคคล ผ่านแอปพลิเคชัน ViMUT ทั้งปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง ขอรับคำปรึกษาด้านการผ่าตัด บริการจัดส่งยาถึงบ้าน ซึ่งช่วยลดภาระการเดินทาง ลดความเสี่ยงจากการสัมผัสมลภาวะหรือการติดเชื้อ และเพิ่มความต่อเนื่องการดูแล

ขณะเดียวกันยังเดินหน้ายกระดับการดำเนินงานระดับมาตรฐานสากล โดยปรับปรุงประสบการณ์ใช้งาน telemedicine ระบบดิจิทัลให้สะดวกรวดเร็วขึ้น ด้วยการออกแบบกระบวนการใหม่ ซึ่งลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนรวมถึงสร้างความน่าเชื่อถือระดับสากลผ่านการขยายช่องทางการสื่อสารถึงคนไข้โดยตรง (D2P) ขยายการสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างแพทย์ (D2D) และเพิ่มปริมาณเคสซับซ้อนควบคู่กับการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับชุมชน เพื่อยกระดับภาพลักษณ์และความเชื่อมั่นของแบรนด์ในระยะยาว
“ปีนี้เราจะทำ digital patient experience ทั้ง telemedicine และแอปพลิเคชัน ViMUT เป็นหนึ่งในเครื่องมือการเพิ่มประสบการณ์ผู้ป่วยด้านดิจิทัลมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงบริการทางสุขภาพได้ง่าย สะดวก และรวดเร็ว โดยแอปของเราสามารถเตือนเวลานัด ทำนัด และปรึกษากับคุณหมอทางออนไลน์ได้ก่อนเข้าโรงพยาบาล เมื่อเข้ามายังใช้มือถือดูผล lab ผลเอกซเรย์ และชำระเงินผ่านแอปได้ รวมถึงการ follow up ติดตามอาการต่างๆ สามารถติดต่อทางแอป ทำให้ไม่ต้องเดินทางและสะดวกมากสำหรับคนไข้ต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันเรามียอดดาวน์โหลดประมาณ 100,000 แต่เรายังต้องการเพิ่มมากกว่านี้ โดยในส่วนของผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกใช้แอป เรามีโซลูชันให้ caregiver หรือผู้ดูแลที่ได้รับอนุญาตจากผู้ป่วยช่วยจัดการผ่านแอปได้”
นอกจากนั้น นิพัฒน์ยังมุ่งเน้นกลยุทธ์ความร่วมมือกับพันธมิตร โดยเฉพาะกลุ่มพฤกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยและความเข้าใจพฤติกรรมการใช้ชีวิตผู้บริโภค ขณะที่วิมุตมีความแข็งแกร่งด้านการแพทย์ การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และการพัฒนาบริการสุขภาพสมัยใหม่ ทำให้สามารถขยายบทบาทการดูแลสุขภาพจากการรักษาสู่การสร้างสุขภาวะเชิงรุก และเพิ่มการเข้าถึงบริการสุขภาพ รวมถึงต่อยอดระบบนิเวศด้านสุขภาพหรือ ecosystem เชื่อมโรงพยาบาล เทคโนโลยี การดูแลเชิงป้องกัน และการอยู่อาศัย พร้อมทั้งสร้างคุณค่าร่วมทางธุรกิจระยะยาว ซึ่งสอดคล้องกับโจทย์เชิงโครงสร้างของประเทศ ทั้งด้านประชากรที่เข้าสู่สังคมสูงวัย และภาวะโรคติดต่อไม่เรื้อรังหรือ NCDs เพิ่มขึ้น โดยสร้างภาระทางเศรษฐกิจ 1.6 ล้านล้านบาทต่อปี คิดเป็น 9.7% ของ GDP และต้นทุนทางเศรษฐกิจจากปัญหาสุขภาพยังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น การนำบริการสุขภาพเชิงป้องกันออกไปสู่บ้าน ครอบครัว และชุมชน จึงไม่ใช่เพียงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้บริโภค แต่เป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนาระบบสุขภาพและการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว ซึ่งบริษัทได้นำบริการและองค์ความรู้ด้านสุขภาพออกไปสู่พื้นที่อยู่อาศัยจริง ด้วยกิจกรรมที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และดูแลทุกช่วงวัยในครอบครัว เช่น การตรวจสุขภาพ คัดกรองความเสี่ยงด้านสุขภาพเบื้องต้น ตรวจค่าน้ำตาลในเลือด ให้คำปรึกษา การให้ความรู้ด้านสุขภาพ และพัฒนาการเด็ก การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การเข้าถึงบริการผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล การปรึกษาแพทย์ออนไลน์ รวมถึงกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมสมดุลการใช้ชีวิต ซึ่งสะท้อนแนวคิดการทำให้สุขภาพเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันมากกว่าจำกัดอยู่เพียงภายในโรงพยาบาล

“เราให้ความสำคัญกับการ synergy กลุ่มพฤกษาและวิมุต โดยวางกลยุทธ์ว่าเราต้องการให้ภาพของผู้อยู่อาศัยในโครงการพฤกษาดูแลสุขภาพและมีพาร์ตเนอร์สุขภาพช่วยดูแลในคอนเซ็ปต์ Lifetime Well-Living เชิงป้องกันไม่ให้เกิดโรค หรือถ้าเจ็บป่วยแล้วจะมีพาร์ตเนอร์ที่เป็นโรงพยาบาลเข้าไปดูแลรักษาได้อย่างรวดเร็ว เช่น บริการ Family Doctor ดูแลสุขภาพลูกบ้านโครงการต่างๆ โดยเรายังมองเทรนด์ aging society ที่เรามีทั้ง healthcare และอสังหาริมทรัพย์สามารถ synergy กันได้ ซึ่งอยู่ระหว่างการพูดคุยกับพาร์ตเนอร์และพิจารณารูปแบบโมเดลธุรกิจที่เหมาะสม”
นิพัฒน์เชื่อมั่นในข้อได้เปรียบที่สามารถสร้างความแตกต่างและการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในการต่อยอดศักยภาพความร่วมมือในฐานะพันธมิตรด้านการดูแลสุขภาพและสุขภาวะ ตั้งแต่การป้องกัน การดูแลเบื้องต้น จนถึงการเข้าถึงบริการทางการแพทย์อย่างต่อเนื่อง โดยให้ความสำคัญกับทีมงานและการให้บริการเป็นแรงขับเคลื่อนหลักให้องค์กรเดินหน้าตามเป้าหมายที่วางไว้
“การที่ลูกค้าเลือกเข้าโรงพยาบาลเอกชนเพราะบริการที่ต้องการความรวดเร็ว การตรวจรักษาได้ทันที และหายจากการเจ็บป่วย ซึ่งแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญถือเป็นคีย์ความสำเร็จเบอร์ 1 ทำให้ลูกค้าเชื่อใจ ขณะที่อุปกรณ์เราต้องพร้อม เทคโนโลยีต้องใหม่ ผล lab แม่นยำ และการเข้าถึงตัวยาใหม่ในตลาด รวมถึงการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ป่วยที่เข้ามา โดยเราเน้น patient safety และมาตรฐานการรักษา ซึ่งเราต้องทำให้ทีมงานมองในทิศทางเดียวกันและเดินไปกับเราให้ได้ตามเป้าหมายรายได้ 2.6 พันล้านในปีนี้ และการเป็นโรงพยาบาลที่มีความทันสมัย พร้อมทั้งความชำนาญในการรักษาโรคซับซ้อน ดังนั้น เราให้ความสำคัญกับการบริหารบุคคลตั้งแต่การ recruit คนให้เหมาะกับวัฒนธรรมองค์กร ความสามารถทางภาษารับ medical tourism และทัศนคติการทำงานเป็นทีม ด้วยการให้ผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางได้รับประโยชน์และความปลอดภัยสูงสุด”
ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ทพ.อานนท์ กิจนิตย์ชีว์ Geneus DNA ถอดรหัสคู่มือชีวิต
อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนพฤษภาคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine


