อรรถสิทธิ์ อินทรชูติ ยึดหลัก ‘Possible + Flexible’ หนุน Botanica แข็งแกร่ง 20 ปี

อรรถสิทธิ์ อินทรชูติ ยึดหลัก ‘Possible + Flexible’ หนุน Botanica แข็งแกร่ง 20 ปี

​​'Possible + Flexible' ทุกอย่างต้องยืดหยุ่นและทำให้ได้ !!! นี่คือ 2 คีย์หลักที่ 'อรรถสิทธิ์ อินทรชูติ' นายใหญ่แห่งแบรนด์ Botanica จ.ภูเก็ต เลือกยึดปฏิบัติพร้อมสิร์ฟบ้านพูลวิลล่าสุดหรูตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์กลุ่มลูกค้าระดับ Hi-End มานานตลอด 20 ปี

 

    หลังจัดอีเวนต์อย่างยิ่งใหญ่เพื่อฉลองธุรกิจครบรอบ 20 ปี ไปเมื่อเดือนธันวาคมปี 2567 ล่าสุดปี 2568 ช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา บริษัทยักษ์ใหญ่ระดับท้องถิ่นของวงการพัฒนาที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ จ.ภูเก็ต อย่าง โบทานิก้า ลักซูรี่ ภูเก็ต จำกัด ยังได้แถลงเปิดตัว ‘Botanica Grand Avenue’ โครงการเมกะโปรเจกต์ที่ใหญ่ที่สุดในรอบ 20 ปี มีขนาดพื้นที่ 178 ไร่ ตั้งอยู่ในย่านลากูน่า ภูเก็ต และมีมูลค่าโครงการสูงถึง 12,000 ล้านบาท 

​


    โดยความพิเศษของโปรเจกต์บิ๊กเบิ้มนี้ นอกจากจะมีพูลวิลล่าหรูระดับ luxury พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกอย่างครบครันแล้ว ภายในพื้นที่ขนาดใหญ่เกือบ 200 ไร่ดังกล่าว ยังเป็นที่ตั้งของ ‘HYTHE by Botanica’ (ไฮท์ บาย โบทานิก้า) อาคาร 6 ชั้น จำนวน 4 หลัง รวม 276 ยูนิต มูลค่าโครงการราวๆ กว่า 6.2 พันล้านบาท ถือเป็นโครงการคอนโดมิเนียมระดับมาสเตอร์พีซของโบทานิก้าที่เริ่มขยับเกมรุกเข้าสู่ตลาดอสังหาฯ แนวดิ่งเป็นครั้งแรก พร้อมคาดการณ์ ‘Botanica Grand Avenue’ จะก่อสร้างแล้วเสร็จภายในปี 2572


​

    เห็นข้อมูลอัปเดตความก้าวหน้าของการขยายตัวธุรกิจที่มีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการร่วมทุนกับหุ้นส่วนทางธุรกิจเพื่อปักหมุดโครงการใหญ่มูลค่ารวมระดับหมื่นล้านเช่นนี้ แต่ทว่า อรรถสิทธิ์ อินทรชูติ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โบทานิก้า ลักซูรี่ ภูเก็ต จำกัด กลับยิ้มหวานปนเสียงหัวเราะก่อนที่จะเริ่มต้นย้อนอดีตบอกเล่าเรื่องราวให้แก่ทีมงาน Forbes Thailand ฟังว่า “กว่าธุรกิจจะเติบโตมาแบบทุกวันนี้ได้ ผมก็เคยเจอปัญหาการเงินสะดุดแบบชาวบ้านทั่วไป เลยต้องหาหยิบยืมเงินคนอื่น ยอมจ่ายดอกเบี้ยสูงๆ ถึงวันละแสนเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ผ่านพ้นไปได้ และยังเคยโดนธนาคารหักเงินผ่านระบบหลังจากทำการกู้ยืมซื้อเพื่อที่ดินจนไม่มีเงินเหลือติดบัญชีมาแล้ว” 

 

Phase 1 : ยุคบุกเบิก ‘แรงปรารถนา ผลักดันทำธุรกิจ’

    ย้อนกลับไปเมื่อราวๆ 20 ปีก่อน ตอนเริ่มต้นธุรกิจช่วง 5 ปีแรก คุณอรรถ หรือ อรรถสิทธิ์ อินทรชูติ เจ้าของธุรกิจอสังหาฯ แบรนด์ ‘โบทานิก้า’ บอกว่า เขาไม่ได้เติบโตมาจากครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวย เมื่อเรียนจบปริญญาตรีด้านงานออกแบบสถาปัตย์ ก็เริ่มเปิดบริษัทเล็กๆ รับออกแบบก่อสร้างทั่วไป แต่เมื่อเห็นว่าผลงานของตนเองที่ออกแบบไปอย่างสวยงามแล้วสามารถขายได้ เขาก็เริ่มมี Passion ด้วยความปรารถนาอย่างแรงกล้า อยากที่จะทำธุรกิจอสังหาฯ พร้อมกับดีไซน์ออกแบบงานของตัวเองออกมาขายดูบ้าง ด้วยความที่ชอบต้นไม้สีเขียวๆ ที่ให้ความร่มรื่นและยังช่วยสร้างวิวทิวทัศน์ที่เป็น landscape สวยๆ อยู่แล้ว เขาจึงเลือกคำว่า ‘Botanica’ ที่หมายถึงพืชพรรณต้นไม้นานาชนิดต่างๆ ให้กลายมาเป็นชื่อแบรนด์”

    พอคิดจินตนาการทุกอย่างไว้ในหัวได้ปุ๊บ เราก็ไม่รอช้า รีบตัดสินใจลงมือทำเลย โดยการใช้เงินเก็บของตนเองราว 2 แสนบาท หยิบยืมจากแม่อีก 3 แสนบาท รวมเป็น 5 แสนบาท พร้อมกับชักชวนเพื่อนๆ คนสนิทให้มาร่วมลงทุนด้วย จึงกลายเป็นเงินลงทุนในยุคบุกเบิกช่วงแรกจำนวน 2 ล้านบาท 

    ทุกอย่างฟังดูเหมือนง่าย แต่ชีวิตจริงของการทำธุรกิจคงไม่ได้โรยไปด้วยกลีบกุหลาบ...เพราะบ้านพูลวิลล่าจำนวนแค่ 5 หลัง เขากลับต้องใช้เวลานานถึง 4-5 ปีกว่าจะขายได้หมด ซึ่งระหว่างนั้นเขาก็เลือกที่จะหาซื้อที่ดินแปลงเล็กๆ มาทำบ้านเดี่ยวขายในราคาหลังละ 13.5 ล้านบาท เป็นจำนวน 30 หลัง โดยเน้นขายราคาเท่าทุน ไม่เน้นทำกำไรมาก เพราะต้องการหาเงินสดมาหมุน สร้าง Cash Flow ให้ธุรกิจยังเดินหน้าต่อไปได้ 

    “เพื่อนคนอื่นที่ร่วมลงทุนทำธุรกิจด้วยเขาถอดใจกันไปหมดแล้ว แต่ตัวผมเองยังใจสู้ ตอนนั้นภาษาอังกฤษที่จะต้องใช้สื่อสารกับลูกค้าต่างชาติ ก็ยังไม่ดี พูดไม่ค่อยได้ เราก็พยายามฝึกฝนโดยใช้ลูกค้านั่นแหละที่เป็นครูสอนภาษา ควบคู่ไปกับการเรียนรู้การบริหารธุรกิจในด้านต่างๆ ตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เปรียบเสมือนเป็นเด็กฝึกงานที่ได้เรียนรู้ทุกอย่างในชีวิตจริง” ผู้บริหารโบทานิก้า กล่าว 

​


    ทั้งนี้ ลูกค้ารายแรกที่ตัดสินใจซื้อบ้านพูลวิลล่าโครงการแรกของโบทานิก้าเป็นคนอังกฤษ, 2-3 ปีถัดมา ก็มีลูกค้ารัสเซียสนใจมาซื้อบ้านทีเดียวถึง 3 หลัง ซึ่ง ลูกค้ารายนี้ก็ยังกลายมาเป็นหนึ่งในเพื่อนสนิทของอรรถสิทธิ์จนถึงปัจจุบัน ส่วนบ้านหลังสุดท้ายเป็นลูกค้าจากแคนาดา 

 

Phase 2 : ยุคแห่งการเรียนรู้ ปรับปรุง พัฒนาการเติบโต

    ถัดจากช่วง 5 ปีแรก มาสู่ช่วงปีที่ 6-7 ธุรกิจของแบรนด์ Botanica ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ที่ผิดพลาดมา พร้อมแก้ปัญหาในทุกด้านๆ ทั้งปัญหาที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า และปัญหาที่เกิดขึ้นจากปัจจัยโดยรอบซึ่งยากต่อการควบคุม จึงทำให้โครงการพูลวิลล่าอีก 5 หลัง ที่สร้างขึ้นโดยพัฒนาคุณภาพให้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ในยุคการเติบโตช่วงที่ 2 นี้ สามารถขายได้เร็วมากขึ้นเมื่อเทียบกับโครงการก่อนหน้า 

    “ผมเรียกตัวเองว่า Mr. Possible + Flexible เพราะผมฟังเสียงของลูกค้าเป็นหลัก ทุกอย่างสามารถยืดหยุ่นและแก้ไขได้ !!! ทุกสิ่งที่ลูกค้าบอกเราหรือทุกสิ่งที่เขาต้องการ ในฐานะที่เราเป็นเพียงนักธุรกิจรายเล็กๆ แต่เราพร้อมบริการเสิร์ฟให้เขาได้ทุกอย่าง ยกตัวอย่าง เช่น เราพร้อมแก้แบบทุกอย่างได้หมด เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้า Niche Market ระดับ Luxury ได้อย่างรวดเร็วทันที เรามีแรงบันดาลใจในเรื่องของดีไซน์อยู่แล้ว ไม่เคยมองว่าความต้องการของลูกค้าจะเป็นปัญหา ถ้ามีลูกค้าหลุดเข้ามาหาผมเมื่อไร ผมจะทำทุกทางไม่ปล่อยให้เขาหลุดมือไปอย่างแน่นอน” 

​


    นอกเหนือจากเรื่องของการเรียนรู้ พัฒนา ปรับปรุง พร้อมบริการทุกอย่างให้แก่ลูกค้าได้เป็นอย่างดีแล้ว นักธุรกิจท้องถิ่นของภูเก็ตรายนี้ ยังบอกด้วยว่า ธุรกิจอสังหาฯ ในยุคนั้น บ้านสไตล์บาหลี ถือเป็นเทรนด์ฮิตที่เหล่าดีเวลลอปเปอร์ส่วนใหญ่ต่างก็ทำกัน อีกทั้งยังมีลูกค้าบางรายถามเขาว่า ทำไมไม่ทำตามอย่างคนอื่นบ้าง แต่สุดท้ายเขาก็ตกผลึกความคิดตัวเองได้ว่า เขาต้องการครีเอทสร้างสรรค์ผลงานการออกแบบที่มีสไตล์แตกต่าง โดดเด่นจากที่อื่น หรือหลุดจากกรอบเดิมๆ มากกว่า ซึ่งแนวคิดของการสร้างความต่างอย่างมีสไตล์เหล่านี้ ได้กลายมาเป็นตัวช่วยในการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าระดับ Luxury ต่อเนื่องไปจนถึง Ultra Luxury ได้มากที่สุด

 

Phase 3: ยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง สู่ธุรกิจที่แข็งแกร่ง

    ก้าวเข้าสู่ปีที่ 8 ช่วงยุคแรกของการเปลี่ยนแปลง อรรถสิทธิ์เริ่มขยับขยายการเติบโตให้เพิ่มขึ้น ด้วยการซื้อที่ดินมาจำนวน 4 ไร่ และเตรียมแผนที่จะพัฒนาก่อสร้างโครงการใหม่ต่อ ขณะเดียวกันก็มีลูกค้าต่างชาติชาวรัสเซียที่สนใจอยากมาร่วมลงทุนเพื่อให้โครงการมีขนาดใหญ่มากขึ้น จากเดิมที่เคยแพลนไว้ว่า 4 ไร่ ใช้เงินลงทุน 35 ล้านบาท จึงกลายมาเป็นขนาด 10 ไร่ ใช้เงินลงทุนสูงถึง 100 ล้านบาท สำหรับพูลวิลล่า 20 หลัง ซึ่งหลังจากที่ทั้งคู่ตกลงร่วมทุนกันพร้อมกับวางเงินมัดจำเพื่อซื้อที่ดินไปเรียบร้อยแล้ว ในเวลาถัดมาไม่นานหุ้นส่วนคนดังกล่าวก็ประสบปัญหาทางการเงิน จึงได้ขอถอนตัวจากโปรเจกต์นี้แบบกะทันหันโดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัว !!!

    “เหตุการณ์นี้มันทำให้ช็อกมาก มันเหมือนฟ้าผ่าลงมากลางชีวิตผม เพราะช่วงนั้นเรากู้เงินแบงก์มาซื้อที่ดินเป็นเงินก้อนใหญ่ พอหุ้นส่วนถอนตัวออกไปแบบกะทันหัน รายจ่ายต่างๆ ก็ยังมีอยู่รอบด้าน Cash Flow หรือ กระแสเงินสดของธุรกิจบริษัทเราก็ยังไม่คล่องแล้วเราจะเอาเงินจากไหนมาจ่ายค่าที่ดิน” นักธุรกิจที่ล้มลุกคลุกคลานมาตั้งแต่เริ่มต้น เล่าถึงช่วงเวลาที่เขายากลำบากและยังจดจำไม่เคยลืม


​

    “ผมเชื่อเลยว่าคนทำธุรกิจดีเวลลอปเปอร์รายเล็กๆ ส่วนใหญ่ ก็น่าจะเคยมีประสบการณ์หยิบยืมเงินคนอื่นมาแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและยอมที่จะเสียดอกเบี้ยแพงๆ เพื่อให้ธุรกิจผ่านพ้นช่วงนั้นไปได้ก่อนมาแล้วทั้งนั้น ตัวผมเองก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วยเช่นกัน ผมขอกู้เงินจากคนรู้จักเป็นจำนวน 10 ล้านบาท ยอมเสียดอกเบี้ยวันละ 100,000 บาท หากคิดเป็นดอกเบี้ยรายปีก็สูงถึง 360% แล้วผมกู้มา 7 วัน ก็ต้องจ่ายค่าดอกไปสูงถึง 700,000 บาท”

    แบงก์ที่กู้เงินมาซื้อที่ดินก็เร่งรัดให้จ่ายหนี้สินเดือนละ 2 ล้านบาท ทุกๆ เดือน ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งหาเงินมาจ่ายหลังจากหยิบยืมเงินจากคนอื่นให้ได้ในระหว่างที่สถานะทางการเงินก็ชักหน้าไม่ถึงหลัง ผู้บริหารเจ้าของแบรนด์ Botanica ยังเล่าติดตลกให้ฟังด้วยว่า “วันนั้นผมมีเงินอยู่ในบัญชีทั้งหมด 78,000 บาท ตื่นเช้ามาตั้งท่าจะให้ภรรยารีบถอนเงินออกมาก่อนที่จะถูกแบงก์ตัดเงินผ่านบัญชี สรุปว่าแบงก์ไวกว่า ตัดเงินผมไปเรียบร้อย ทั้งเนื้อทั้งตัว และตัวเลขในทุกบัญชี ผมไม่เหลือเงินเลยสักบาท” !!!

    ได้ฟังมาถึงจุดนี้หลายคนคงงง ไปพร้อมๆ กับลุ้นระทึกว่า ‘คุณอรรถ’ หาวิธีรับมือและแก้ไขจนก้าวผ่านอุปสรรคมาได้อย่างไร? นักธุรกิจที่พร้อมลุยทุกสถานการณ์ และกล้าเสี่ยงในเชิงธุรกิจบอกว่า ผมก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน แต่ก็โทรชวนรุ่นน้องคนสนิทให้ออกมากินข้าวเป็นเพื่อน แล้วก็ถือกระดาษม้วนใหญ่แผ่นหนึ่งไปด้วย ซึ่งกระดาษม้วนนี้ คือ แผนผังของโครงการ Phase 4 ในยุคถัดไป

    “รุ่นน้องผมก็งง โครงการนี้ยังขายไม่ได้เลย แถมยังเป็นหนี้ก้อนโตด้วย จะไปต่อโครงการใหม่ได้อย่างไร ผมก็บอกเขาว่า โครงการนี้มันแพง เพราะราคาต้นทุนที่ดินอยู่ในทำเลแพง เราก็เลยต้องขายของแพงไปด้วย ก็เลยขายยากอีกทั้งเรายังเป็นผู้เล่นในตลาดหน้าใหม่ ลูกค้าก็เลยยังไม่มีความมั่นใจที่จะเอาเงินเยอะๆ มาซื้อกับเรา ขณะเดียวกันก็มีลูกค้าหลายรายที่สนใจบ้านโครงการนี้ แต่เรื่องราคาอาจจะยังรับไม่ไหว ดังนั้นถ้าเราขยับไปหาที่ดินในทำเลที่ถูกกว่า ออกแบบ Product สินค้ามาให้ตอบโจทย์กับลูกค้าได้ เราก็น่าจะขายสินค้าได้คล่องขึ้น” 

    นี่คือ 'วิสัยทัศน์' ในการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้าและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของอรรถสิทธิ์ เขายังบอกด้วยว่า วิธีนี้ก็เปรียบเสมือนกับนิทานเรื่อง ‘หนูกับราชสีห์’ นั่นแหละ !!! เพราะสุดท้ายโครงการ Phase 4  ที่เขาฟุ้งไอเดียให้รุ่นน้องฟังระหว่างที่มีเหลือ 0 บาท ติดบัญชี ก็ขายได้หมดเกลี้ยงภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี ก่อนที่โครงการ Phase 3 จะขายหมด

    อย่างไรก็ตาม ในส่วนของโครงการ Phase 3 นั้น อรรถสิทธิ์ พยายามทุกวิถีทางที่จะทยอยขายบ้านพูลวิลล่าเพื่อนำเงินมาจ่ายหนี้ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบด้าน เขาลงทุนจ้างบริษัทเอเจนซี่นายหน้าค้าที่ดินอันดับ 1 ของภูเก็ต เพราะหวังว่าจะช่วยให้ขายบ้านแก่กลุ่มลูกค้าต่างชาติได้ง่าย แต่ทว่าเงินที่ลงทุนไปกลับเสียเปล่าขายไม่ได้เลยสักหลัง เขาเลยตัดสินใจยกเลิกสัญญาว่าจ้าง พร้อมกับหาวิธีการง่ายๆ อย่างเช่น ใช้แพลตฟอร์มออนไลน์ Facebook ในการเพิ่มเพื่อนที่เป็นนายหน้าหรือทำธุรกิจอยู่ในหมวดอสังหาฯ เช่นเดียวกัน 

    ควบคู่ไปกับการโพสต์ภาพตัวอย่างบ้านพูลวิลล่าสวยๆ ที่ต้องการขายเป็นประจำทุกๆ วันอย่างต่อเนื่องจนสุดท้ายก็มีนายหน้าสนใจ พร้อมกับหาลูกค้ามาซื้อบ้านได้ แต่เขาก็ต้องขายแบบขาดทุนจากราคาที่ตั้งไว้ จากเดิมบ้านหลังละ 35 ล้านบาท ก็ถูกต่อราคาจนเหลือ 20.5 ล้านบาท หลังจากนั้นจึงค่อยๆ ทยอยปรับราคาขายขึ้นมาได้จนหมด 

    “ผมยอมขายขาดทุนในช่วงนี้ เพราะไม่อยากให้ธุรกิจล้ม เลยต้องหาเงินมาหมุนให้มันยังเดินต่อไปได้ หลายคนอาจจะเจอปัญหาแล้วท้อ ยอมแพ้ไปง่ายๆ ทุกคนล้วนเจอปัญหาเหมือนกันหมด อยู่ที่ว่าเราจะเลือกมองมุมไหน และจะยังมีใจสู้ต่อไปได้อีกหรือเปล่า” 


​

    อรรถสิทธิ์ ยังบอกด้วยว่า หลังจากที่เขาโพสต์ขายบ้านผ่าน Facebook แบบถี่ ซึ่งช่วงนั้นเพื่อนๆ หลายคนในออนไลน์ก็อาจจะเบื่อที่เขาโพสต์แต่แนวเดิมๆ ทุกๆ วัน แต่สุดท้ายสิ่งที่เขาเลือกทำก็เขาตาบริษัทนายหน้าค้าที่ดินรายหนึ่ง จึงพาลูกค้ารายแรกจากฮ่องกงมาให้ 

    “ลูกค้าเขาอยากได้บ้านของเรา แต่ไม่อยากได้บ้านติดหนี้แบงก์จึงขอให้เราไปเคลียร์หนี้กับทางธนาคารให้ได้ก่อน นั่นจึงเป็นที่มาของการที่ผมไปหากู้ยืมเงินนอกระบบเพื่อจะรีบเคลียร์เรื่องนี้ให้ได้ภายใน 7 วัน ซึ่งหลังจากที่เราแก้ปัญหานี้ได้ Product ของเราก็ทยอยขายได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่น และพลิกกลับมาทำให้เรากลายเป็นผู้นำในตลาดท้องถิ่นได้ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี”

 

Phase 4: 20 ปี แห่งการพัฒนา ก้าวหน้าไม่หยุดนิ่ง

    บริษัท โบทานิก้า ลักซูรี่ ภูเก็ต จำกัด เติบโตอย่างเห็นได้ชัดหลังจากสถานการณ์ Covid-19 คลี่คลาย จากเดิมบ้านที่เคยขายได้ 20-30 หลัง ก็พุ่งพรวดเป็น 200-300 หลัง บริษัทเคยจ้าง ‘พนักงานขาย’ ในช่วงก่อนโควิดจำนวน 3 คน ก็เพิ่มขึ้นเป็น 16 คน, สถาปนิก จากเดิมมีจำนวน 4 คน กลายเป็น 40 คน โดยปัจจุบัน Botanica มีพนักงานรวมทั้งสิ้น 320 คน และควาดว่าภายในปี 2568 นี้ จะมีเพิ่มขึ้นอีกเป็นทั้งหมด 350 คน

    “ที่เรามีสถาปนิกถึง 40 คน เพราะเราเน้นเรื่องการ Operation ออกแบบแก้ไขทั้งก่อนและหลังการสร้างบ้านเพื่อตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกค้าพร้อมแก้ปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็วและตรงจุด เราให้ความสำคัญกับบุคลากรภายในองค์กรมากๆ ซึ่งช่วงแรกอาจจะหาคนเก่งๆ มาร่วมงานด้วยยาก เพราะคนเก่งที่มี Know How ด้านนี้เขาจะเลือกไปอยู่องค์กรใหญ่ๆ มีชื่อเสียงมากกว่า แต่ปัจจุบันปัญหานี้ก็หมดไป เราสร้างชื่อให้ลูกค้าและกลุ่มคนในธุรกิจนี้มีความเชื่อมั่นต่อแบรนด์มากขึ้น” อรรถสิทธิ์ กล่าว 


​

    เมื่อถามว่า ทุกวันนี้เรียกได้ว่าแบรนด์ Botanica ประสบความสำเร็จเป็นที่หน้าพอใจแล้วหรือไม่? เจ้าของธุรกิจผู้ปลุกปั้นแบรนด์มาตลอด 20 ปี บอกว่า ความสำเร็จมันไม่มีจริง !!! เพราะเป้าหมายต่างๆ ที่เราตั้งไว้ ก็เปรียบเสมือนเวลาที่เราวิ่ง 4 × 100 เมตร พอเราวิ่งชนะเข้าเส้นชัยแล้ว เราก็ต้องวิ่งหาเป้าหมายใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่มีหยุดนิ่ง 

    “เมื่อก่อนก็เคยคิดว่าถ้าเราทำโครงการระดับนี้สำเร็จ ก็ถือว่าเป็นความภาคภูมิใจเป็นความศักดิ์สิทธิ์ของเราแล้ว แต่พอเราผ่านเป้าหมายนั้นมาได้ เราก็ไม่สามารถหยุดอยู่กับที่ เพราะต้องพัฒนา ปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ในทุกปี ผมให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทางก่อนจะไปถึงเป้าหมายมากกว่า มันก็เหมือนกับเกมที่เราต้องเจอกับความสุขหรืออุปสรรครวมถึงประสบการณ์ที่ดีในก้าวต่อๆ ไป”

    ท้ายนี้ นายใหญ่ผู้ขับเคลื่อนแบรนด์ Botanica ยังบอกอีกด้วยว่า “นับเป็นความโชคดีที่คู่แข่งแบรนด์ใหญ่ๆ จากกรุงเทพฯ พร้อมใจกันมาปักหมุดแข่งขันกันในภูเก็ตมากขึ้น จากเดิมที่เราเคยแข่ง เคยชกแต่มวยวัด เขาก็ขยับดึงให้เรามาชกสู้อยู่บนสนามมวยลุมพินี ถึงผมจะเป็นสถาปนิก ชื่นชอบงานศิลปะ แต่สำหรับเรื่องการทำธุรกิจ ผมใส่ความอาร์ตเข้าไปแค่ 30% ที่เหลือเราต้องใช้เหตุผล และต้องรู้หลักการบริหาร การขาย และการตลาด เพราะถ้าจะใช้ความเป็นศิลปินแค่อย่างเดียว ธุรกิจคงไม่เติบโตมาได้ตลอด 20 ปี มี 27 โครงการที่เกิดขึ้น คิดเป็นมูลค่ารวมของโครงการทั้งหมด 51,000 ล้านบาท นับจากอดีตจนถึงปัจจุบัน”

 

​ภาพ : วรัชญ์ แพทยานันท์



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : สานต่อปณิธานของตระกูล 'ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร' ปักธงโรงแรมหรู ‘อมัน นายเลิศ กรุงเทพ’​

​ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine