Stephan Winkelmann ขับเคลื่อนพลัง Lamborghini - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

Stephan Winkelmann ขับเคลื่อนพลัง Lamborghini

เป็นอีกครั้งที่คอลัมน์นี้ต้องปรับตัว โดยสัมภาษณ์ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วยข้อจำกัดของการแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 ทำให้ แม่ทัพคนใหม่ของ Lamborghini รถซูเปอร์สปอร์ตสุดหรูจากอิตาลี ต้องอาศัยช่องทางออนไลน์สื่อสารความเคลื่อนไหวต่างๆ ของแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงการให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างๆ ทั่วโลก

Forbes Thailand เป็นสื่อเดียวจากไทยที่ได้สัมภาษณ์ Stephan Winkelmann ประธาน และซีอีโอ Automobili Lamborghini ผ่านช่องทางออนไลน์เป็นครั้งแรกหลังจากเขารับตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดนี้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคมปี 2563 ซึ่งเนื้อหาในการพูดคุยส่วนใหญ่เป็นการกล่าวถึงวิสัยทัศน์และแผนงานในอนาคตของ Lamborghini ความท้าทายและเป้าหมายที่ยนตรกรรมสปอร์ตสุดหรูแบรนด์นี้ต้องการก้าวไปอีกระดับ ภายใต้กฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2)

“ในวันแรกที่ผมดำรงตำแหน่งซีอีโอและประธานเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ผมได้คุยกับทีมงานโดยคำนึงถึงความสำคัญที่ว่าเราจะนำ Lamborghini ไปสู่อีกระดับได้อย่างไร ทำอย่างไรที่จะเตรียมบริษัทสำหรับอนาคต ในขณะที่ทุกอุตสาหกรรมกำลังยืนอยู่บนทางแยก” Winkelmann เริ่มต้นการพูดคุยด้วยสิ่งแรกที่เขาทำหลังเข้ามารับตำแหน่งซีอีโอค่ายรถซูเปอร์สปอร์ตสุดหรูแห่งนี้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา

แน่นอนเขากล่าวถึงแผนธุรกิจสำหรับทศวรรษหน้าของ Automobili Lamborghini ว่ามีเป้าหมายหลักอยู่ที่การเปลี่ยนแปลงสำคัญบนเส้นทางความยั่งยืนของ Lamborghini ซึ่งเป็นสิ่งที่ทุกองค์กรทุกอุตสาหกรรมต้องคำนึงถึง ซีอีโอ Lamborghini มองว่า “ความท้าทายหลักสำหรับโลกยานยนต์มีปัจจัยสำคัญมาจากกฎระเบียบที่เข้มงวดเกี่ยวกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ทุกคนปรับความคิดและวิถีชีวิตในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คนรุ่นใหม่กำลังเติบโตขึ้นและพวกเขาตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้ทุกบริษัทและทุกคนต้องตระหนักเช่นกัน”

ในฐานะผู้ผลิตรถยนต์ซูเปอร์สปอร์ตต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบ CO2 รวมถึงเป้าหมาย EU7 นั่นหมายความถึงการหาจุดสมดุลระหว่างการลดการปล่อยก๊าซ ขณะเดียวกันก็ต้องส่งมอบรถยนต์ที่มีสมรรถนะเหนือกว่ารุ่นก่อนๆ ตามความคาดหวังของผู้บริโภค “ดังนั้นเราต้องคิดค้นตัวเองใหม่ ในขณะที่ยึดมั่นในรากเหง้าของเรา DNA และคุณค่าของเรา นี่เป็นความท้าทายที่ยิ่งใหญ่” Winkelmann ย้ำและว่าโชคดีที่ Lamborghini มีประวัติศาสตร์ที่พิสูจน์แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน และแม้กระทั่งการเปลี่ยนแปลงบริษัทตั้งแต่ช่วงที่เขาเริ่มเข้ามาทำงานที่ Lamborghini เมื่อปี 2548 เขาบอกว่า ตอนนั้นบริษัทมีขนาดเล็กกว่าปัจจุบันมาก มีเพียงรถยนต์ 2 รุ่น Gallardo และ Murcielago เขาได้ร่วมกับทีมงานต่อสู้อย่างหนักเพื่อพัฒนารุ่น Urus ที่ภูมิใจนำเสนอครั้งแรกในฐานะรถแนวคิด (concept car) ที่ Beijing ในปี 2555 ซึ่งในเวลาต่อมาได้พิสูจน์ว่าเดินมาถูกทาง เมื่อซูเปอร์เอสยูวีคันแรกออกสู่ตลาดในปี 2561 และสร้างมิติใหม่ให้กับ Lamborghini

จัดเต็มรถซูเปอร์สปอร์ตไฟฟ้า

Stephan Winkelmann ซีอีโอวัย 57 อธิบายว่า Lamborghini เติบโตขึ้นด้วยปัจจัยที่ 7 ในแง่ของการหมุนเวียนตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่เขาเข้ามารับตำแหน่งนี้ แม้ต้องเผชิญกับความท้าทายของการแพร่ระบาดโควิด-19 ทั่วโลก แต่ทว่าปี 2563 ก็ถือเป็นปีที่ดีที่สุดในแง่การทำกำไรจากการดำเนินงาน นับเป็นประสบการณ์ที่มีค่า เพราะทำให้รู้ว่า Lamborghini สามารถแข่งขันได้ ภายใต้ความมั่นใจในการตัดสินใจด้วยการลดระยะเวลาการพัฒนาให้สั้นลง และทำงานอย่างมีวินัยสูงสุด “ผมเห็น Lamborghini เหมือนจรวดทรงพลังที่ออกเดินทางเพื่อภารกิจใหม่ โดยมี Urus เป็นจุดเริ่มต้นขั้นแรกของเราในการเดินทาง และตอนนี้เรากำลังพัฒนาขั้นที่ 2 ให้ชัดเจนขึ้น”

ความโด่งดังและการยอมรับในรถยนต์ซูเปอร์สปอร์ตแบรนด์นี้มาจากเครื่องยนต์ที่ทรงประสิทธิภาพ ซึ่ง Winkelmann บอกว่าเป็นเครื่องยนต์สันดาปที่โด่งดังของแบรนด์และแน่นอนเมื่อโลกกำลังมองเทคโนโลยีใหม่ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น Lamborghini จึงมีแผนสร้างซูเปอร์สปอร์ตคาร์ที่เป็นการนำรถยนต์สปอร์ตทั้ง 3 รุ่นมาทำเป็นรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าอย่างเต็มที่ออกมาเป็นคันแรก ถือเป็นการลงทุนในแบรนด์ที่ชัดเจน “นี่คือเส้นทางของเราที่จะมุ่งไปข้างหน้า” ซีอีโอ Lamborghini ย้ำ

หลังจากให้สัมภาษณ์ราว 1 สัปดาห์ Lamborghini ได้ประกาศโรดแมปสำหรับการใช้พลังงานไฟฟ้า “Direzione Cor Tauri” ซึ่งชื่อนี้มาจากภาษาละตินคือ หัวใจของวัว และ Cor Tauri เป็นดาวที่สว่างที่สุดในกลุ่มดาวราศีพฤษภ ซึ่งเปรียบการเดินทางสู่พลังงานไฟฟ้าของ Lamborghini คือ ความทะเยอทะยานไปถึงดวงดาวด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน ด้วยแนวทางและวิธีการที่มั่นคง โดยยังรักษารากเหง้าและดีเอ็นเอของแบรนด์ด้วยหัวใจสำคัญของ Brand of the Raging Bull ที่จะยังคงอยู่เสมอ

ไม่ใช่คนแรกแต่ดีที่สุด

“เมื่อพูดถึงเรื่องการใช้พลังงานไฟฟ้าในรถยนต์ Lamborghini ไม่ต้องการเป็นคนแรกแต่เราต้องดีที่สุด และสร้างความฝันของลูกค้าให้เป็นจริง พวกเขาคาดหวังว่ารถซูเปอร์สปอร์ตที่ดีกว่ารุ่นก่อนหน้าจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ด้วยเทคโนโลยีล้ำสมัยอยู่เสมอ เป็นความท้าทายที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน แต่เราก็ประสบความสำเร็จมาโดยตลอด” ซีอีโอ Lamborghini บอกว่า สถานการณ์ใหม่คือการสร้างสมดุลระหว่างการสร้างรถซูเปอร์สปอร์ตที่ดีที่สุดในตลาด แต่ขณะเดียวกันก็ต้องปฏิบัติตามกฎหมายการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เข้มงวด เขาบอกว่า กำลังแก้ไขปัญหานี้ด้วยวิธีเดียวที่เขารู้ ซึ่งเป็นวิธีที่ Lamborghini มั่นใจ และเมื่อการทำรถยนต์ไฮบริดเริ่มต้นขึ้นมันจะพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

“โมเดลทั้งสามของเราจะถูกผลิตในระบบไฟฟ้า ภายในสิ้นปี 2567 ซึ่งโฟกัสจะยังคงอยู่ที่ประสิทธิภาพ โดยเครื่องยนต์ไฟฟ้าเพิ่มแรงบิด มันเพิ่มอัตราเร่ง แต่แบตเตอรี่ที่เพิ่มน้ำหนักยังเป็นอุปสรรคของประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม Lamborghini เราคุ้นเคยกับการเพิ่มน้ำหนักให้สมดุลการเพิ่มประสิทธิภาพมักนำไปสู่การเพิ่มของน้ำหนักในขั้นตอนแรก” Winkelmann กล่าวว่า หนึ่งในความสามารถหลักของ Lamborghini คือ การใช้วัสดุน้ำหนักเบา เช่น คาร์บอนไฟเบอร์ เพื่อสร้างความสมดุลให้รถยนต์มีความโดดเด่นในด้านอัตราส่วนกำลังต่อน้ำหนัก ซึ่งเขามั่นใจว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก “ผมให้เป้าหมายกับทีมในการลดการปล่อย CO2 ของรุ่น Hybrid ของเราต้องได้ 50% จากต้นปี 2568 และสัญญาว่าจะยังคงรักษาประสบการณ์การขับขี่แบบ Lamborghini ไว้อย่างแน่วแน่”

Winkelmann เผยว่า Lamborghini อยู่ระหว่างการเดินทางที่มุ่งมั่น ซึ่งมันจะผ่านพ้นไม่ได้หากแผนของบริษัทไม่ได้จบลงด้วยการผสมผสานกลุ่มผลิตภัณฑ์ เขาบอกว่า Lamborghini มีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนจากโมเดลใหม่ทั้งหมด “โมเดลที่ 4 ของเรา Lamborghini ระบบไฟฟ้าทั้งหมดมีแผนชัดเจนในช่วงครึ่งหลังของทศวรรษนี้ ซึ่งประวัติศาสตร์ของเราได้แสดงให้เห็นว่า Lamborghini ไม่เคยถอยจากความท้าทายใดๆ แผนงานที่ผมพูดในวันนี้สร้างขึ้นจากการวิเคราะห์อย่างละเอียดในแผนธุรกิจเกี่ยวกับการจำลองทางเทคนิค เกี่ยวกับความเชื่อมั่นของเรา และผมสัญญาว่าเราจะมุ่งมั่นและบากบั่นสู่เป้าหมาย”

วิสัยทัศน์นำสู่เป้าหมายและแผนงานต้องเดินหน้าด้วยความพยายามซึ่งเขาบอกว่า Lamborghini ต้องการการโฟกัสด้วยกำลังทั้งหมดของบริษัท และความมุ่งมั่นที่แข็งแกร่งจากทีมงาน นอกจากนี้ ในแง่ของการลงทุน บริษัทได้ลงทุนมากกว่า 1.5 พันล้านยูโร (ราว 57,585 ล้านบาท เรต 38.39 บาท/ยูโร) ภายในเวลา 4 ปี ซึ่งไม่เคยเห็นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของบริษัทถือเป็นความมุ่งมั่นที่ชัดเจนไม่ใช่แค่การเติบโตในระยะที่ 2 เท่านั้น แต่เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของ Lamborghini

เมื่อพูดถึงอนาคตที่ยั่งยืน Winkelmann บอกว่า ชาว Lamborghini ตระหนักดีถึงความรับผิดชอบของพวกเขา เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์นี่คือเหตุผลที่บริษัทจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตัวเองลงมากกว่า 50% ภายในปี 2568 แต่ความพยายามนี้จะไปไกลกว่าแผนการใช้พลังงานไฟฟ้า “เรามีแนวทางในการลดการปล่อย CO2 อย่างต่อเนื่อง ที่ Sant’ Agata ของเราซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Lamborghini ระดับคาร์บอนเป็นกลางมาตั้งแต่ปี 2558 ตั้งแต่สายการผลิต รวมไปถึงสำนักงานอาคารทั้งหมดในโรงงานแห่งนี้มีคาร์บอนเป็นกลางตลอดระยะการเติบโตด้วยการเพิ่มสายการผลิต Urus และอาคารสำนักงานอื่นๆ ซึ่งแม้จะมีการเติบโต แต่ก็พยายามหลีกเลี่ยงการปล่อยมลพิษสู่สภาพแวดล้อม

“เราได้ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์อย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวทางความยั่งยืนของเราซึ่งมักจะปฏิบัติตามหลักการหลีกเลี่ยงและลดการปล่อยมลพิษเป็นอันดับแรก” ซีอีโอ Lamborghini บอกว่า ทั้งหมดนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของบริษัท เพื่อการใช้พลังงานไฟฟ้าของแบบจำลองและการเปลี่ยนแปลงของบริษัท สู่เป้าหมายความยั่งยืนและเป็นเลิศในทุกสิ่งที่ทำ เพื่อผลประกอบการที่แข็งแกร่งให้กับแฟนคลับ ลูกค้า ทีมงาน Lamborghini และครอบครัวของพวกเขาและจาก Sant’ Agata Bolognese ไปยังภูมิภาค Emilia Romagna ไปอิตาลี

“เราจะทำให้ความฝันกลายเป็นความจริงด้วยกันต่อไป ด้วยความล้ำสมัยที่สุดและรถซูเปอร์สปอร์ตที่มีวิสัยทัศน์ระดับโลกที่ผลิตในอิตาลี”

เรื่อง: อรวรรณ หอยจันทร์ ภาพ: API


คลิกอ่านฉบับเต็ม และบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกรกฎาคม 2564 ในรูปแบบ e-magazine

 

BACK TO TOP