บุญเครือ เขมาภิรัตน์ “ยักษ์เล็ก” โดนใจต่างชาติ - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

บุญเครือ เขมาภิรัตน์ “ยักษ์เล็ก” โดนใจต่างชาติ

บุญเครือ เขมาภิรัตน์ จากพนักงานห้องแล็บโรงกลั่นน้ำมันปี 2521 มาวันนี้เขาคือนักธุรกิจพันล้าน กว่าค่อนชีวิตผูกพันอยู่กับ บริษัท ไทยออยล์ ในบทบาทของพนักงานและผู้รับเหมา ซึ่งต่อมาได้ขยายขอบข่ายงานไปยังบริษัทข้ามชาติอื่นๆ

สำนักงานใหญ่ บริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีพื้นที่ 30 ไร่ เมื่อผ่านรั้วบริษัทเข้ามา ซ้ายมือเป็นอาคารสำนักงาน ถัดมาอีกนิดเป็นช็อปที่ด้านหน้าจัดเป็นห้องทำงาน มีป้ายติดด้านหน้าห้องว่า บุญเครือ เขมาภิรัตน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SCC ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท

ช่วงแรกมีทีมงานเพียง 3 คน ปัจจุบันมีพนักงาน 1,500 คน จ่ายเงินสมทบให้สำนักงานประกันสังคมเดือนละ 1.1 ล้านบาท หรือปีละ 14 ล้านบาท แม้ 2 ปีที่ผ่านมารายได้ลดลงตัวเลขต่ำกว่าหลักพันล้าน แต่ยังไม่เคยให้พนักงานออกแม้แต่ครั้งเดียว

 

-เริ่มต้นชีวิตที่โรงกลั่นน้ำมัน-

บุญเครือเป็นคนกรุงเทพฯ หลังเรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 8 จากโรงเรียนวัดสุทธิวราราม อายุ 22 ปี ได้เข้าทำงานที่ บริษัท โรงกลั่นน้ำมันไทย จำกัด ในปี 2506 ตำแหน่งพนักงานในห้องแล็บของโรงกลั่นน้ำมันที่อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี เงินเดือนเริ่มต้น 1,100 บาท

ระหว่างทำงานประจำก็หารายได้พิเศษจากการค้าขาย เป็นหนุ่มโรงกลั่นน้ำมันได้ 15 ปี ประเมินว่า หากทำต่อชีวิตคงไม่ก้าวหน้า ประกอบกับขณะนั้นมีครอบครัว และมีบุตรถึง 4 คน จึงลาออกและขอให้ผู้บริหารเซ็นอนุญาตให้มีสิทธิ์เข้าประมูลงานของบริษัท งานแรกที่ได้คือ รับจ้างตัดหญ้าในโรงกลั่นซึ่งมีพื้นที่ 700 ไร่ โดยเขาประมูลมาในราคา 20,000 บาท

ปี 2522 โรงกลั่นต้องปิดซ่อมบำรุงประจำปีที่ผ่านมาจ้างบริษัท ชลบุรีเมืองทอง แต่เผอิญว่าบริษัทมีปัญหาภายใน ผู้บริหารไทยออยล์ถามบุญเครือว่า รับทำได้ไหม เขาตอบรับทั้งที่ยังไม่มีช่าง และติดใบประกาศรับช่างเชื่อมตามแหล่งต่างๆ รวมทั้งประกาศลงหนังสือพิมพ์ ได้ช่างมา 17 คน นั่นเป็นการรับเหมางานใหญ่ครั้งแรก เพราะต้องซัพพลายช่างเชื่อมและเช่าเครื่องเชื่อม งานครั้งนั้นใช้เวลา 21 วัน ได้กำไร 400,000 บาท

ชีวิตการทำงานของบุญเครือส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับไทยออยล์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แต่ปี 2533 มีปัญหาความไม่เข้าใจกันบางเรื่องทำให้โดนแบล็กลิสต์ห้ามรับงานจากโรงกลั่น แต่โชคดีที่บริษัท โยชิดะ แนะนำ บริษัท ไทยเฮ เดนเกียวไคซา จำกัด เถ้าแก่บุญเครือจึงได้งานที่โรงไฟฟ้าที่ระยอง ราคา 20 ล้านบาท และสร้างเสร็จก่อนสัญญา 3 เดือนเป็นที่พึงพอใจของนายจ้างมาก พอมีงานใหม่ก็เรียกให้ไปทำอีก

เมื่อไทยเฮฯ ได้โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าโรงที่ 4 จึงให้บุญเครือรับเหมาทำรายเดียว ปี 2534 บริษัท มิตซูบิชิ จากญี่ปุ่น จ้างทำโรงไฟฟ้าที่บางปะกง ระยะเวลาปีเศษได้ค่าจ้าง 110 ล้านบาท หลังจากนั้นก็รับงานจากบริษัทญี่ปุ่นมาตลอด 3 ปีให้หลังฐานะของบุญเครือจัดอยู่ในขั้นร่ำรวยแล้ว

อีก 4 ปีต่อมาโดนปลดชื่อจากแบล็กลิสต์สามารถรับงานจากไทยออยล์ได้โดยตรงบุญเครือจึงตั้งบริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น (1994) จำกัด ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ศรีราชาคอนสตรัคชั่น จำกัด และเป็น บมจ.ศรีราชาคอนสตรัคชั่น ในปี 2554 หลังจากยื่นจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

และมีบริษัทย่อยอีก 1 แห่งคือ บริษัท เอสซีซี เมนเทนแนนซ์ เซอร์วิสเซส จำกัด ให้บริการงานปรับปรุงซ่อมบำรุงเครื่องจักรปรับปรุงหน่วยผลิตในเขตพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก รวมถึงรับงานก่อสร้างที่มีมูลค่าต่ำกว่า 100 ล้านบาทในจังหวัดระยอง

 

-ผลงานสร้างชื่อ-

SCC ดำเนินธุรกิจงานก่อสร้างโลหะในโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ (mechanical construction) แบบครบวงจร ทั้งงานออกแบบรายละเอียดทางวิศวกรรม จัดหาวัตถุดิบในการผลิต เน้นงานก่อสร้างโลหะในโรงงานอุตสาหกรรมเป็นหลัก ลูกค้าส่วนใหญ่เป็นกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานปิโตรเคมี อุตสาหกรรมเหมืองแร่ทั้งในและต่างประเทศ

ผลงานที่ผ่านมา เช่น ปี 2548-2549 งานประกอบและติดตั้งเครื่องจักรและการก่อสร้างโรงงานเบียร์ช้าง ที่จังหวัดกำแพงเพชร มูลค่า 450 ล้าน

ปี 2550-2551 งานประกอบและติดตั้งเครื่องจักรระบบท่อและฉนวน บริษัท ไทยออยล์ มูลค่า 1,440 ล้านบาท ซึ่งสร้างเสร็จก่อนกำหนด 7 วัน ผู้ว่าจ้างให้เงินพิเศษอีกวันละ 1 ล้านบาท

ปี 2549 ก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันที่ประเทศกาตาร์ โดยรับจ้างบริษัท JGC Corporation บริษัทรับเหมาก่อสร้างใหญ่ของญี่ปุ่น มูลค่า 600 ล้านบาท

Ambatovy Project เป็นการทำเหมืองแร่ขนาดใหญ่ในมาดากัสการ์

ปี 2551 รับเหมางานบริษัท SNC-Lavalin ก่อสร้างโรงงานถลุงแร่นิกเกิลและโคบอลต์ในเขต Toamasina ประเทศมาดากัสการ์เป็นการร่วมทุนของบริษัทใน 3 ประเทศคือ แคนาดา เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น

ปี 2552 ก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันที่ประเทศสิงคโปร์มูลค่า 1 พันล้านบาท เป็นโครงการของบริษัท ExxonMobil ซึ่งบริษัท Foster Wheeler จากสหรัฐอเมริกาเป็นผู้รับเหมางานหลัก

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 มีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานมูลค่ารวม 2,210 ล้านบาท โดยเป็นมูลค่างานที่ยังไม่ได้รับรู้รายได้ (backlog) ทั้งสิ้น 954.40 ล้านบาท

ปี 2563 สถานการณ์เริ่มดีขึ้นบริษัทมีงานในมือแล้ว 2 พันกว่าล้านบาท เป็นงานในโครงการที่มาดากัสการ์ 500 ล้าน งานเดินท่อน้ำมันให้ไทยออยล์ ให้ CTCI อีก 200 กว่าล้าน ได้งาน JCP ที่มาบตาพุดอีก 600 ล้าน โรงงานที่ปราจีนบุรีมูลค่า 1,100 ล้านบาท งานกำลังเข้ามาเยอะ”

ช่วงปี 2560-2562 บริษัทมีรายได้ลดลงบุญเครือชี้แจงว่า สาเหตุจากเศรษฐกิจไม่ดีบริษัทไม่ได้งานโครงการใหญ่ บางงานไม่ค่อยมีกำไรแต่ต้องทำเพื่อดูแลพนักงาน 1,500 คน เพราะรายได้ของบริษัทมาจากงานก่อสร้างเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้บริษัทคู่ค้าบางแห่งไม่จ่ายค่าจ้าง 90 ล้าน และยังรอเงินคืนภาษีจากรัฐบาลอีก 20 กว่าล้านบาท

 

-เคล็ดลับความสำเร็จ-

ถามว่าทำไมลูกค้าถึงไว้วางใจ บุญเครือตอบว่า บริษัททำงานมีคุณภาพ เสร็จตามกำหนด ไม่เคยโดนปรับแม้แต่ครั้งเดียว ได้รับประกาศนียบัตรจากผู้ว่าจ้างหลายราย มีการรักษาวินัยการเงินอย่างเคร่งครัดกับคู่ค้า ครบกำหนดเมื่อไรนำเช็คไปขึ้นเงินได้ทันที ในส่วนของพนักงานบริษัทดูแลเป็นอย่างดี ไม่เคยจ่ายเงินเดือนล่าช้า นายใหญ่ SCC ชี้ให้ดูรถยนต์ที่จอดเรียงรายอยู่ที่ลานด้านหน้าว่า เป็นรถของคนงานทั้งนั้นไม่ใช่พนักงานออฟฟิศ

ส่วนคีย์แมนคนสำคัญคือ วิศวกร ซึ่งทำหน้าที่บริหารจัดการ มีทั้งหมด 11 คน เขาก็จัดสรรผลตอบแทนพิเศษให้ โดยกำไรหลังหักภาษีแบ่งเป็น 2 ส่วน บุญเครือเก็บไว้ 60% ในฐานะเป็นผู้ลงทุนและดีลงาน อีก 40% ให้วิศวกรทั้ง 11 คนจัดสรรกัน ในยุคที่รุ่งเรืองบางปีบริษัทนำผลกำไร 30-40 ล้าน ให้แบ่งกันเองตามตกลง

ส่วนวิธีการขยายฐานลูกค้า เขาตอบเพียงว่า รับงานจากไทยออยล์ซึ่งเป็นเศรษฐี เชื่อว่าไม่มีปัญหาแน่นอน

ในวัย 79 ปี บุญเครือยังเข้าสำนักงานทุกวันเว้นวันอาทิตย์ เพราะไม่อยากนั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้าน รู้สึกว่าชีวิตอับเฉา หากมีปัญหาให้คิดจะกระฉับกระเฉงมากกว่าและปัจจุบันยังมีคนขอเข้าพบทุกวัน

“ผมมาอยู่ศรีราชาตั้งแต่อายุ 22 ปี ตอนนี้ 79 ปี และคลุกคลีกับไทยออยล์มาตลอดผมคิดถูกที่ทำงานกับเศรษฐี” บุญเครือกล่าวในตอนท้าย

 


คลิกอ่านฉบับเต็ม “บุญเครือ เขมาภิรัตน์ “ยักษ์เล็ก” โดนใจต่างชาติ” ได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนสิงหาคม 2563 ในรูปแบบ e-magazine

BACK TO TOP