ความเชี่ยวชาญเชิงลึกด้านเทคโนโลยีดิจิทัลและการทรานส์ฟอร์มธุรกิจที่หลากหลายสร้างความเชื่อมั่นให้องค์กรเทคโนโลยีระดับโลกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในยุโรปมอบหมายให้ผู้บริหารหญิงคนไทยคนแรกนำทัพขยายฐานการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในภูมิภาคอินโดจีน
เบื้องหลังการยกระดับองค์กรให้สามารถทรานส์ฟอร์มรับความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและเทคโนโลยี ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของเอสเอพี (SAP) ผู้นำด้านซอฟต์แวร์แอปพลิเคชันและ AI ยักษ์ใหญ่ระดับโลก ซึ่งมุ่งเชื่อมโยงเทคโนโลยีและการดำเนินธุรกิจทุกอุตสาหกรรมเป็นเวลายาวนานกว่า 50 ปี โดย 87% ของรายได้จากการทำธุรกิจในโลกเกิดขึ้นบนระบบของ SAP ซึ่งสะท้อนถึงบทบาทสำคัญในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจและขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศถึงระดับโลก
นอกจากนั้น เทคโนโลยีแมชชีนเลิร์นนิ่ง, Internet of Things (IoT) และเทคโนโลยีการวิเคราะห์ขั้นสูงของ SAP ยังช่วยเปลี่ยนธุรกิจให้สามารถก้าวสู่การเป็น intelligence enterprise พร้อมช่วยให้องค์กรเข้าใจธุรกิจเชิงลึกและส่งเสริมการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางธุรกิจ ด้วยเครือข่ายลูกค้า พันธมิตร พนักงาน และผู้นำทางความคิดที่มีอยู่ทั่วโลก โดยประเทศไทยถือเป็นฐานธุรกิจสำคัญในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ซึ่งสามารถสร้างการเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่อง ภายใต้การนำของ กุลวิภา ปิยวัฒนเมธา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอสเอพี ประจำภูมิภาคอินโดจีน
“เราเรียนสายวิทย์มาตลอด เพราะชอบเทคโนโลยีตั้งแต่เด็ก หลังจบวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ที่ลาดกระบังเราทำงานด้าน IT ที่ Digital Equipment Corporation หรือ DEC ก่อน Compaq จะซื้อกิจการ และ HP เข้ามาซื้อภายหลัง โดยสมัยนั้นเราเป็น Presale Engineer ช่วยเซลส์ในฝั่งเทคนิค ดูแลการวิเคราะห์ นำเสนอโซลูชันให้ลูกค้าประมาณ 3 ปีก็ไปเรียนต่อ Computer Science ที่ USC และทำงานเป็น Software Engineer ประมาณ 6 ปีที่ Unisys อเมริกา ซึ่งเป็น turnkey solution ที่มีลูกค้าใช้ SAP ค่อนข้างมาก โดยเราทำงานที่ต้องช่วยพัฒนาระบบของ Unisys ให้เข้ากับ SAP ซึ่งช่วงหลังยังได้ทำงาน consult ให้ลูกค้าที่ค่อนข้าง complex เชิง engineer ทำให้เราเข้าใจเรื่องโลกธุรกิจและ SAP มากกว่าในแล็บ”

กุลวิภากล่าวถึงการสั่งสมความรู้เฉพาะด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และศึกษาต่อปริญญาโท สาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ จาก University of Southern California หรือ USC รวมถึงประสบการณ์ทำงานในบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ไม่ว่าจะเป็น บริษัท ฮิวเลตต์-แพคการ์ด (ประเทศไทย) จำกัด (Hewlett Packard) และบริษัท Unisys Corporation พร้อมทั้งร่วมทีม Center of Excellence (CoE) กับ SAP สหรัฐอเมริกาในปี 2550 และเดินทางกลับประเทศไทยรับหน้าที่ดูแลกลุ่มลูกค้าองค์กรขนาดใหญ่หรือ Enterprise Support Advisor ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ขณะเดียวกันยังได้รับมอบหมายให้ดูแลรับผิดชอบส่วนงานต่างๆ ครอบคลุมทั้งด้านการขาย การให้คำปรึกษา การพัฒนาธุรกิจ การสนับสนุนโซลูชัน และวิศวกรรม ด้วยความสามารถผสมผสานความเชี่ยวชาญและความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับธุรกิจได้สร้างความเชื่อมั่นในความพร้อมนั่งเก้าอี้กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคอินโดจีน ดูแลกลุ่มลูกค้าและพันธมิตรทั่วประเทศไทย กัมพูชา ลาว ภูฏาน และกลุ่มประเทศเกิดใหม่อื่นๆ ซึ่งทำงานร่วมกับภาครัฐและเอกชนพัฒนาการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลสำหรับระเบียบวาระแห่งชาติและชุมชนของภูมิภาคอินโดจีนในปี 2566
“หลังจากทำงาน SAP ที่อเมริกาประมาณ 2 ปีก็ย้ายมาเมืองไทย เพราะคุณพ่อป่วยต้องการกลับมาดูแลท่าน ซึ่ง SAP ก็ให้โอกาสทำงานต่อในส่วนการดูแลลูกค้าขนาดใหญ่ จากนั้นก็อยู่หลายส่วนทั้งทีม Advisory Consult ฝั่งโปรดักต์ ทีม Solution Advisor หรือขายโปรดักต์ ที่ดูโซลูชันโดยเฉพาะ และฝั่งเซลส์เป็น Sales Director ซึ่งเรียกว่าเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ทุก 3 ปี ด้วยการทำงานหลายสายงานและสามารถผสมผสานกันได้ทำให้เราเป็นผู้หญิงไทยคนแรกที่เปลี่ยนภาพลักษณ์ SAP จากเมื่อก่อนต้องเป็นต่างชาติเข้ามาบริหารเป็นการเบลนด์วัฒนธรรมคนไทยให้ SAP เป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มศักยภาพธุรกิจไทย ทำให้เขาเชื่อมั่นในวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนของเรา และความเข้าใจเรื่องโปรดักต์บวกกับประสบการณ์ทำงานกับคน รู้จักลูกค้า ความเข้าใจวิถีการทำงาน และทักษะการดูเรื่อง customer value journey ทำให้เราอยู่กับลูกค้าได้แบบพันธมิตรที่แท้จริง”
ยกระดับ AI ผสานระบบองค์กร
ภายใต้โจทย์ที่ได้รับในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตทั้งรายได้ที่เหมาะสมควบคู่กับการดูแลขยายฐานผู้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง พร้อมสานต่อความมุ่งมั่นขององค์กร “SAP Helps the World Run Better and Improve People's Lives” หรือการช่วยให้โลกดำเนินงานได้ดีขึ้น และยกระดับชีวิตของผู้คน ด้วยการลดความซับซ้อนของเทคโนโลยีให้องค์กรสามารถใช้ซอฟต์แวร์ได้ตามความต้องการและต่อเนื่องผ่านชุดแอปพลิเคชันและบริการครบวงจรที่ช่วยให้ภาคธุรกิจและภาครัฐกว่า 25 อุตสาหกรรมทั่วโลกสามารถทำกำไร ปรับตัว และสร้างความแตกต่างได้อย่างยั่งยืน
“การเติบโตในมุมของธุรกิจต้องมีการขยายตลาดและผลกำไรที่เหมาะสมควบคู่กับการเติบโตในส่วนฐานลูกค้าตามแนวทางของ SAP ซึ่งให้ความสำคัญกับ customer centric โดยคุยกับลูกค้าให้เข้าใจโจทย์ชัดเจนก่อน deliver ดังนั้น โจทย์การเติบโตของเราไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่เป็นเรื่องความสัมพันธ์การเป็นพันธมิตรที่สร้างการเติบโตร่วมกัน ซึ่งภาพรวมของ SAP มีกลุ่มธุรกิจที่หลากหลายและพัฒนาการจากการขายเฉพาะซอฟต์แวร์ ติดตั้ง และทีมให้คำแนะนำ แต่ตอนนี้โลกเปลี่ยนให้เกือบทุกบริษัทผันตัวเป็น full cloud company หมายถึงเราไม่ได้นำเสนอซอฟต์แวร์แบบแยกชิ้น แต่เราดูแลจัดการทั้งหมด เพื่อให้ลูกค้ามีเวลาโฟกัสธุรกิจและเราสามารถนำเสนอนวัตกรรมใหม่ได้ โดยไม่ได้จบแค่การขายหรือบริการหลังการขาย แต่เป็นโมเดล support แบบองค์รวม”
กุลวิภากล่าวถึงกลยุทธ์ Suite-First, AI-First ของ SAP ระดับโลก ซึ่งปรับให้สอดคล้องกับความต้องการและบริบทของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยพลิกโฉมจากการให้บริการแอปพลิเคชันแยกส่วนแบบ best-of-breed สู่ SAP Business Suite ซึ่งไม่จำกัดการใช้งาน AI เฉพาะทาง แต่อยู่ในทุกส่วนของธุรกิจ ด้วยการผสานรวม AI เข้ากับแอปพลิเคชันระดับองค์กร และข้อมูลสำคัญเพิ่มประสิทธิภาพสร้างการเติบโตทางธุรกิจ

นอกจากนั้น บริษัทยังเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมสานต่อคำมั่นในการขับเคลื่อนความเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลที่ช่วยให้ลูกค้าประสบความสำเร็จในโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น การพัฒนา Joule ผู้ช่วยอัจฉริยะ (generative AI) เชื่อมโยงข้อมูลและแอปพลิเคชันจากทั่วทั้งระบบ SAP Business Suite ทำให้เข้าใจบทบาท (role-aware assistants) ของผู้ใช้แต่ละคนในธุรกิจ ส่งผลให้ธุรกิจสามารถมุ่งเน้นการปลดล็อกศักยภาพใหม่ด้านข้อมูลเชิงลึกและประสิทธิภาพการทำงานได้เต็มที่ รวมถึงการขยายคลัง Joule agents ซึ่งพลิกโฉมกระบวนการและขั้นตอนการทำงานของธุรกิจใหม่ทั้งหมด พร้อมทั้งร่วมมือกับพันธมิตรในอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศของเอเจนต์ที่ทำงานร่วมกันได้ โดยครอบคลุมด้านประสบการณ์ลูกค้า การจัดการห่วงโซ่อุปทาน การบริหารจัดการงบประมาณ การเงิน และทรัพยากรบุคคล
“เรามองว่าเราเป็น cloud company ให้บริการเทคโนโลยีตามแท็กไลน์ Suite-First, AI-First เราต้องการให้กระบวนการทำงานขององค์กรเชื่อมต่อกันอย่างมีประสิทธิภาพ หลังจากเชื่อมระบบแล้วสิ่งที่เพิ่มขึ้นมาคือ AI First ทุกการทำงานใน SAP จะต้องมี AI เข้ามาช่วยสนับสนุน ซึ่งจะเกิดขึ้นได้เราต้องรู้จักธุรกิจและการจัดการข้อมูลที่ดี ถ้าให้เห็นภาพจะเป็น Suite อยู่ข้างล่าง AI อยู่ข้างบน และ data อยู่ตรงกลาง ดังนั้น เราให้บริการมากกว่า ERP เราเชื่อมต่อกระบวนการในมุมของ Suite เราให้บริการ AI ที่เป็นธุรกิจและบริการเชื่อมโยงข้อมูลในองค์กรทั้ง SAP และ non SAP ให้เกิดประโยชน์องค์รวม ซึ่ง SAP เปิดมากขึ้น เพราะรู้ว่าอยู่คนเดียวไม่ได้ โลกของ AI เปลี่ยนไปเร็วมาก ในมุมของ data layer เราเป็นพันธมิตรคู่กับบริษัทใหญ่ผสมผสานข้อมูลให้ลูกค้าเข้าถึงง่ายขึ้น”
ขณะเดียวกันยังเปิดตัว SAP Business Data Cloud Connect (SAP BDC Connect) โซลูชันที่เชื่อมต่อ SAP Business Data Cloud (SAP BDC) เข้ากับแพลตฟอร์มของพันธมิตรได้อย่างปลอดภัย เพื่อให้สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงธุรกิจ (business-ready data products) ข้ามขอบเขตของทั้งองค์กรและเทคโนโลยี โดยมี Databricks และ Google Cloud เป็นพันธมิตรรายแรกที่เปิดใช้งานร่วมกับ SAP BDC Connect โดยจะมีพันธมิตรเพิ่มเติมตามมาในอนาคต ซึ่งพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ดังกล่าวช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกสำหรับการวิเคราะห์และ AI ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยช่วยให้ทีมสามารถเปลี่ยนข้อมูลดิบสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจแบบเรียลไทม์ได้อย่างรวดเร็วและเรียบง่ายกว่าเดิม
“ตลาดเราแบ่งเป็นกลุ่มลูกค้าขนาดใหญ่ enterprise segment ส่วนใหญ่เป็นบริษัทใหญ่จดทะเบียนใน SET50 ถัดลงมาเป็นลูกค้า corporate กลุ่ม SME บริษัทขนาดกลางและกลุ่มตลาดที่จะช่วยขยาย momentum เป็น growth area ของเรา ซึ่งเราพยายามขยายตลาดนี้ผ่านทางพันธมิตรเรียกว่า Partner Driven โดยนโยบายทุกประเทศมาจากบริษัทแม่ เพราะ SAP เชี่ยวชาญเรื่อง industry footprint มากกว่า 20 อุตสาหกรรม แต่เราต้องมาประยุกต์ให้เข้ากับประเทศของเราว่าจะดูแลลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างไร ซึ่งเราจะนำด้วยอุตสาหกรรมให้สามารถพูดคุยกับลูกค้าในภาษาเดียวกัน เพราะเราเข้าใจความต้องการในการให้บริการลูกค้าเติบโต โดยนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมศักยภาพ ซึ่งแต่ละกลุ่มมีรายละเอียดที่เราต้องเข้าใจแตกต่างกัน”
กุลวิภาย้ำจุดแข็งทางธุรกิจที่สามารถสร้างฐานผู้ใช้บริการหลากหลายอุตสาหกรรมในประเทศไทย เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ให้ความไว้วางใจใช้งานโปรแกรมการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์ RISE with SAP ทั้งโซลูชัน ERP บนคลาวด์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI โครงสร้างพื้นฐานและบริการต่างๆ เช่นเดียวกับ บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO บริษัทผลิตเครื่องปรุงรสของไทยที่ดำเนินกิจการมากกว่า 80 ประเทศทั่วโลก และสินค้ามากกว่า 800 รายการ (SKU) สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและการจัดการกับปริมาณธุรกรรมขนาดใหญ่ให้พร้อมรองรับการเติบโตอย่างรวดเร็ว

ขณะที่บริษัทยังเล็งเห็นความสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น บริษัท พี.เจ. ชลบุรี พาราวู้ด จำกัด ผู้ผลิตและแปรรูปไม้ในประเทศไทย ซึ่งดำเนินการใช้งานโซลูชัน Grow with SAP ยกระดับการดำเนินงานและเพิ่มความสามารถในการเติบโตในอนาคตด้วยระบบ ERP ที่สามารถใช้งานได้แบบเรียลไทม์ และ Localization ช่วยการจัดทำรายงานการเงินตามกฎหมายไทยและบริหารจัดการภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งครอบคลุมฟังก์ชันหลักธุรกิจ ได้แก่ การเงิน การขาย การจัดหาและจัดซื้อ การผลิต ซัพพลายเชน และการจัดการคุณภาพ พร้อมทั้งวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนให้องค์กร
“ย้อนกลับไปที่ global vision ของเรา SAP Helps the World Run Better and Improve People's Lives หมายความว่า เราต้องการให้โลกน่าอยู่ขึ้น และคุณภาพชีวิตของทุกคนดีขึ้น ซึ่งโจทย์ของเราเป็นตลาดไทยและนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมศักยภาพ เพิ่มทักษะขององค์กรเพื่อให้สามารถแข่งขันได้ดีขึ้นด้วยโซลูชันของ SAP ที่ได้รับการพิสูจน์ความสมบูรณ์ในการ integrated กัน และนำเสนอโซลูชันเบ็ดเสร็จสำหรับแต่ละกลุ่มธุรกิจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเราเข้าใจในความต้องการของธุรกิจและให้เทคโนโลยีเข้ามาเสริม รวมถึงเรามีพันธมิตรจำนวนมากในไทยที่สร้างการเติบโตร่วมกัน และฐานลูกค้าของเราที่ใช้บริการยาวนาน เพราะเราคุยกันด้วย business value ซึ่งคำถามแรกคือ ทำไมลูกค้าต้องมา SAP และอะไรคือ value ที่เราให้กลับไป เพราะธุรกิจเราไม่ใช่เซลส์ที่ดูเฉพาะตัวเลข แต่เป็นความสัมพันธ์ที่ดีกับตลาด องค์กร ลูกค้า และกลุ่มพันธมิตร”
นอกจากความมุ่งมั่นสร้างการเติบโตเคียงข้างภาคทางธุรกิจในประเทศ กุลวิภายังให้ความสำคัญกับการเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น รายงาน Whitepaper ซึ่งจัดทำโดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ) (ETDA) ภายใต้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมไทย (MDES) และ SAP ผู้นำตลาดด้านซอฟต์แวร์สำหรับองค์กร เพื่อยกระดับเศรษฐกิจไทยจากการพึ่งพาการผลิตแบบดั้งเดิมสู่การขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและอุตสาหกรรมขั้นสูง ซึ่งมีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นหัวใจของความสำเร็จในยุทธศาสตร์ประเทศไทยพร้อมแข่งขันในเวทีโลก
อย่างไรก็ตาม การประยุกต์ใช้ AI ในองค์กรหรือภาคการผลิตยังมีความท้าทายเรื่องของข้อมูล โดยเฉพาะคุณภาพของข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานไม่เพียงพอส่งผลกระทบต่อการนำ AI มาใช้ ซึ่งกุลวิภามั่นใจในการสร้าง Business AI ที่ดีที่สุด ด้วยการใช้ข้อมูลที่ดีที่สุดจากจำนวนลูกค้ามากกว่า 34,000 รายที่ใช้ SAP Business AI รวมถึงลูกค้าหลายพันรายทั่วเอเชียที่ได้รับประโยชน์จากขีดความสามารถของ AI ขั้นสูง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานธุรกิจผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลแบบเรียลไทม์ การตัดสินใจอัตโนมัติ การพยากรณ์ที่แม่นยำ และประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้น พร้อมทั้งความสามารถสร้างฐานการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน
“เราวัดการเติบโตจากผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นและการ renewable หลังจากซื้อไปแล้วใช้จริง เพราะถ้าลูกค้าซื้อแล้วไม่ได้ใช้ระบบ หรือใช้แล้วไม่มีประสิทธิภาพเขาก็อาจจะไม่ต่อ ดังนั้น กลยุทธ์ของเราต้องเดินควบคู่กันระหว่างการขยายลูกค้าใหม่และรักษาฐานลูกค้าเดิม ซึ่งเป้าหมายส่วนตัวเราต้องการเป็นพันธมิตรทางด้านนวัตกรรมกับองค์กรทั้งภาครัฐและธุรกิจ เพราะถ้าบริษัทเติบโตได้ตัวเลขต้องมาอยู่แล้ว แต่เราต้องการเข้าไปนั่งในใจลูกค้า ให้เขามองเราเป็นพันธมิตรมากกว่าคนขาย โดยอนาคตการจัดการ data เป็นเทรนด์ชัดเจน ขณะที่ cloud และ ERP ยังเป็นบริการหลักที่มีความต้องการ ซึ่ง SAP มองใน business context มากกว่า เพราะ AI มีความหลากหลาย โดยเรายังต้องการนำสิ่งที่ global คิดมาแล้วและสามารถนำมาต่อยอดได้ช่วยยกระดับภาคการผลิตของไทยให้แข็งแรงขึ้น ด้วยการทำงานร่วมกับ TDRI, ETDA เปิดตัว Whitepaper พยายามให้ความรู้ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงช่วยเพิ่มศักยภาพและยกระดับความสามารถของคนในองค์กรให้แข่งขันในตลาดโลกได้”

กุลวิภาปิดท้ายถึงความสำคัญของทีมงานที่มีส่วนร่วมสร้างการเติบโตทางธุรกิจด้วยหลักการบริหาร 3E ประกอบด้วย Empathy ความเข้าใจ, Empowerment การพัฒนาศักยภาพพนักงานให้ได้เรียนรู้ผ่านสถานการณ์หรือบททดสอบความสามารถ และ End Goal หรือ Purpose ซึ่งมุ่งเน้นเป้าหมายเป็นหลักในการดำเนินงาน ด้วยการสื่อสารที่ชัดเจน ตรงไปตรงมา และสร้างความเชื่อใจในการทำงานร่วมกัน
“Empathy เพราะการทำงานกับคนจำนวนมาก เราต้องเข้าใจความต้องการทั้งคนของเขา คนที่เราดีลด้วย หรือคนในองค์กร รวมถึง Empowerment เราพยายามใช้ทุกสถานการณ์เป็นสมรภูมิการเรียนรู้ ไม่เฉพาะทีมงานที่เราให้เขาลองแก้ปัญหาและพัฒนาตัวเอง แต่เราก็ไม่รู้ทุกเรื่อง บางอย่างก็ต้องถามหรือรับฟังความเห็นของเขา เราจะเป็นน้ำเต็มแก้วไม่ได้ สุดท้าย End Goal โดยเรามองเป้าหมายหลักที่เราต้องไป เราต้องทำอะไรบ้าง และถ้าเราเข้ามาจะช่วยเพิ่มศักยภาพของเขาอย่างไร ซึ่งถ้าเรามองเป้าหมายเดียวกัน ทุกเรื่องมีทางออกเสมอ”
ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Rei Matsuda สูตรทำเงินโรงแรมไซซ์กลาง “Kokotel”


