ทายาทกิจการโรงงานน้ำตาลที่สามารถแสดงฝีมือสร้างชื่อระดับแถวหน้าในวงการไอทีสู่การกำกับองค์กรสร้างความมั่นคงให้อาณาจักรเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์รับความต้องการทั่วโลก พร้อมขยายธุรกิจเอทานอลและพลังงานหมุนเวียนเติมเต็มการพัฒนาเศรษฐกิจยั่งยืน
ทรัพยากรทางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ของประเทศไทยยังคงเป็นแต้มต่อสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร แต่ด้วยวิกฤตสภาพภูมิอากาศและความเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นทั่วโลกทำให้โจทย์การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการสร้างความยั่งยืนได้รับการยกระดับความสำคัญระดับวาระแห่งชาติ ภายใต้กลไกการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม BCG ได้แก่ เศรษฐกิจชีวภาพ (Bioeconomy) มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่มของทรัพยากรชีวภาพ เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) คำนึงถึงการใช้ทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าหรือยาวนานที่สุด และเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) การพัฒนาเศรษฐกิจโดยคำนึงถึงความยั่งยืนของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
“คุณพ่อเป็นผู้วางรากฐานธุรกิจอ้อยและน้ำตาลไว้ ซึ่งเราเป็นรุ่น 2 ร่วมกับทางกลุ่มมองว่า ธุรกิจเราเริ่มต้นจากอ้อยเป็นต้นน้ำเข้าสู่กระบวนการผลิตน้ำตาล และผลิตผลต่างๆ รวมถึงของเสียทุกอย่างสามารถนำกลับมาพัฒนาเป็นสินค้า หรือสร้างมูลค่าได้
“โดยจากเดิมโรงงานน้ำตาลอาจจะจบแค่การผลิตน้ำตาล ส่วนชานอ้อยก็เผาขาย แต่กลุ่มเรามองว่าจริงๆ แล้วเราเป็นธุรกิจพลังงานหมุนเวียน Bio Circular Green Economy หรือ BCG” ดร.กนกวรรณ ว่องวัฒนะสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานกำกับองค์กร บริษัท น้ำตาลไทยอุดรธานี จำกัด หรือ TSM Group กล่าวถึงการทรานส์ฟอร์มองค์กรครั้งใหญ่ในฐานะทายาทคนโตของ วิเทศ ว่องวัฒนะสิน ซึ่งเริ่มต้นอาณาจักรโรงงานน้ำตาลไทยในจังหวัดกาญจนบุรีตั้งแต่ปี 2516 และร่วมก่อตั้ง บริษัท ค้าผลผลิตน้ำตาล จำกัด ในปีถัดมา พร้อมริเริ่มผลักดันพระราชบัญญัติอ้อยและน้ำตาลทราย พ.ศ. 2527 ทำให้อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายเป็นระบบและมีเสถียรภาพ
หลังจากนั้นโรงงานน้ำตาลไทยได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท น้ำตาลไทย กาญจนบุรี จำกัด และเป็นผู้นำการใช้รถตัดอ้อยสำหรับการเก็บผลผลิตอ้อย โดยในปี 2546 ได้ก่อตั้ง บริษัท ไทย ชูการ์ มิล กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท น้ำตาลทรายแดงไทยท่าเรือ จำกัด และปีถัดมาได้ก่อตั้งบริษัท ไทยเอทานอล จำกัด เพื่อผลิตเอทานอล 99.5% และปุ๋ยชีวภาพ รวมถึง บริษัท ทีเอสเอ็ม ไบโอ เอนเนอร์ยี จำกัด และ บริษัท น้ำตาลไทยอุดรธานี จำกัด ในปี 2553
ขณะที่ความมุ่งมั่นขับเคลื่อนธุรกิจน้ำตาลต่อยอดสู่พลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่องสะท้อนชัดในช่วงปี 2554-2557 ด้วยการก่อตั้ง บริษัท ไทยอุดรธานี เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งดำเนินการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลและไอน้ำ บริษัท ไทยกาญจนบุรี เพาเวอร์ จำกัด ดำเนินการผลิตไฟฟ้าจากไอน้ำที่ใช้เชื้อเพลิงชีวมวล บริษัท ทีเอสเอ็ม ไบโอ เอนเนอร์ยี (2012) จำกัด ดำเนินการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ และ บริษัท ไทยกาญจนบุรี เพาเวอร์ 2 จำกัด โดยในปี 2563 บริษัทได้เปลี่ยนแบรนด์โลโก้และปรับภาพลักษณ์องค์กรให้ทันสมัยสอดคล้องกับธุรกิจในปัจจุบันและอนาคต
“ครอบครัวให้อิสระเราเลือกเรียนปริญญาตรีบัญชี ต่อ MBA และกลับมาช่วยงานที่บ้านปี 2532 ก่อนจะเรียนต่อปริญญาเอกด้าน Computer Management ซึ่งระหว่างเรียนเราก็ทำธุรกิจอินเทอร์เน็ตรายแรกของประเทศชื่อ KSC และขายกลับมาทำธุรกิจของครอบครัวเต็มตัว
“โดยขณะนั้นธุรกิจพลังงานเริ่มมีจุดเทิร์น เอทานอลกำลังมา ที่สำคัญเรามีน้องๆ ที่เก่งแต่ละด้านเข้ามาช่วย เรานั่งคุยกันและเห็นภาพตรงกันว่าธุรกิจมีโอกาสไปได้มากกว่านี้ ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยีทางชีวภาพยังสามารถทำอะไรได้อีกมาก ซึ่งเราเริ่มทรานส์ฟอร์มมากว่า 10 ปีแล้ว แต่ถ้าเข้มข้นจะเป็นช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจากปัจจัยความท้าทายทั้งสภาพแวดล้อม กฎหมาย ความไม่แน่นอนของตลาดโลก ราคาน้ำตาล ทำให้เราต้องขยายธุรกิจไปยังพลังงานเอทานอล ชีวภาพ ชีวมวล เพื่อบาลานซ์พอร์ตลดความผันผวนของตลาดน้ำตาล” กนกวรรณกล่าวถึงการผนึกกำลังกันของทายาทรุ่น 2 เดินหน้าธุรกิจครอบครัวฝ่าความท้าทายรอบด้าน
ด้วยการนำความรู้ระดับปริญญาตรี บริหารธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปริญญาโท MBA จาก Boston University สหรัฐอเมริกา และปริญญาเอก Computer and Engineering Management มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ รวมถึงประสบการณ์ทำงานที่ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้หญิงแถวหน้าบนเส้นทางธุรกิจไอที เนื่องจากความสามารถในการเล็งเห็นโอกาสการมาของอินเทอร์เน็ตแจ้งเกิด KSC Internet ผ่านการร่วมก่อตั้งและบุกเบิก บริษัท เค เอส ซี คอมเมอร์เชียล อินเตอร์เน็ต จำกัด ซึ่งให้บริการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ (Internet Service Provider หรือ ISP) รายแรกๆ ในประเทศไทยเมื่อปี 2537
นอกจากนี้ ที่ผ่านมากนกวรรณยังมีส่วนร่วมพัฒนาด้านไอทีเทคโนโลยีของประเทศด้วยการรับตำแหน่งหน้าที่สำคัญหลายองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย ประธานฝ่ายสัมมนา สมาคมอินเทอร์เนตนานาชาติ สาขาประเทศไทย กรรมการศึกษาแนวทางส่งเสริมและพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ ทบวงมหาวิทยาลัย กรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการพัฒนาระบบการรายงานสภาพจราจร สจร. สำนักนายกรัฐมนตรี รองประธาน บริษัท คอนเนค วัน จำกัด และ บริษัท คอนเนค ออล จำกัด รวมถึงประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอพี เพย์เมนท์ โซลูชั่น ซึ่งให้บริการเกี่ยวกับกระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์รองรับเทรนด์อี-คอมเมิร์ซเต็มรูปแบบ
“การทำงานในธุรกิจของครอบครัวปรับตัวไม่มาก เพราะเราเคยช่วยคุณพ่อก่อนจะไปทำธุรกิจไอที และธุรกิจน้ำตาลเปลี่ยนน้อยมาก แต่ไม่ใช่ไม่เปลี่ยน หรือวันหนึ่งหากมีสารทดแทนความหวานใหม่ที่ให้รสชาติเหมือนน้ำตาลก็อาจจะพลิกธุรกิจไปทันที เพียงแค่วันนั้นยังไม่มาถึง แต่ก็ถือเป็นความท้าทายอีกแบบที่เราต้องเตรียมตัว
“ซึ่งประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เรามองว่า resilience เป็นเรื่องสำคัญ และสื่อสารกับทุกคนในองค์กรตลอดเรื่องความสามารถในการปรับตัวเพื่ออยู่รอด เพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเราต้องรู้ core หลักของเราและพัฒนาต่อเนื่อง วันนี้เราต้อง transition ถ้าถูกต้อง ไปได้ เราต้องลงมือทำ เราต้องปรับตัวและทำให้ทัน เช่น สมมติว่าปีนี้ราคาน้ำตาลลง เราต้องหาสิ่งอื่นทดแทนที่ทำให้รายได้เราไม่แกว่ง รวมถึงเรายังยึดมั่นในการทำสิ่งที่ดีให้สังคมและสิ่งแวดล้อม เราต้องการให้ทีมงานภูมิใจที่ได้อยู่ในองค์กรของเรา”

ขับเคลื่อนพลังงานยั่งยืน
ภายในอาณาจักรของกลุ่ม TSM ในปัจจุบันสามารถเติบโตอย่างแข็งแกร่งตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ด้วยการพัฒนาอ้อยที่เป็นวัตถุดิบหลักและส่งเสริมเกษตรกรชาวไร่อ้อยสร้างความยั่งยืน ส่งผลให้ได้ผลิตภัณฑ์น้ำตาลคุณภาพสูงและสิ่งที่เหลือจากกระบวนการผลิตน้ำตาลใช้ผลิตพลังงานสะอาด เช่น เอทานอล พลังงานทดแทน ไฟฟ้าชีวมวลและก๊าซชีวภาพ พลังงานหมุนเวียน เพื่อช่วยให้โลกสะอาดและอนาคตที่ยั่งยืน
“กลุ่มไทยชูการ์มิลล์หรือ TSM มีทั้งหมด 12 บริษัทรวมกันเป็น Sustainability Bio Circular Green โดยมีกลุ่มน้ำตาล 4 บริษัท ซึ่งน้ำตาลไทยอุดรธานีเป็นโรงงานน้ำตาลที่ใหญ่ที่สุดใน TSM โดยเป็นสีเขียววงแรกที่อยู่ในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ซึ่งทางกลุ่มเรายังแตกธุรกิจเอทานอล และพลังงานหมุนเวียนรวมเป็น 3 กลุ่มใหญ่ตอบโจทย์เรื่องธุรกิจสีเขียวและ ESG โดยเราได้การรับรองมาตรฐานความยั่งยืน VIVE รายแรกในประเทศไทย ซึ่งตรวจสอบตั้งแต่ชาวไร่อ้อยที่เป็นต้นน้ำถึงกระบวนผลิตหรือซัพพลายเชนของเราทั้งหมด”
กนกวรรณกล่าวถึงพัฒนาการสำคัญของบริษัทที่ได้รับการรับรองมาตรฐานความยั่งยืน VIVE Sustainable Supply Programme, NDPE SUGAR, CO2e Negative, อ้อยยั่งยืน รวมถึง Low GI ที่ผ่านการรับรองจากสถาบันในประเทศไทยและจากประเทศนิวซีแลนด์ รวมถึงการกำหนดแนวทาง CO2e Negative จากอ้อยธรรมชาติ ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านธุรกิจไปสู่การสร้างคุณค่าระยะยาวทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ด้วยพื้นฐานที่มั่นคงและการขยายธุรกิจอย่างเป็นระบบ พร้อมยืนหยัดในอุตสาหกรรมน้ำตาลและเสริมความแข็งแกร่งในพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตเพิ่มขึ้นในอนาคตสอดคล้องกับความต้องพลังงานพลังงานสะอาดและความยั่งยืนทั่วโลก
“ผลพลอยได้จากน้ำตาลอย่างชานอ้อยเราสามารถนำไปทำไบโอแมสผลิตไฟฟ้าใช้ในโรงงานและขายให้การไฟฟ้า ซึ่งในอนาคตเรายังมีโครงการเซลลูโลสจากชานอ้อยและการนำไปใช้ในกลุ่มยา กลุ่มคอสเมติก ส่วนกากน้ำตาลหรือ molasses เรานำไปใช้ผลิตเอทานอลช่วยลด PM2.5 ได้
“โดยเรายังมีโปรเจกต์ที่ได้รางวัลจากเทคโนโลยีของเยอรมัน Carbon Captive Usage ดักเก็บคาร์บอนที่ปล่อยออกมาในการผลิตเอทานอลมาใช้ในเครื่องดื่มโซดา และอีกส่วนในการนำเอทานอลผสมในแก๊สโซฮอล์ รวมถึงการนำไปเป็นเชื้อเพลิงเครื่องบิน ขณะที่ผลผลิตพลอยได้จากเอทานอลอย่างน้ำกากส่ายังทำเป็นก๊าซชีวภาพและขายเป็นพลังงานไฟฟ้า หรือขี้หม้อกรองจากโรงงานเรายังนำไปทำเป็นปุ๋ยให้ชาวไร่ใช้ปรับปรุงดินฟรี ซึ่งทั้งหมดตอบโจทย์ทิศทางของเราในการเป็น Sustainability Bio Circular Green”

ดังนั้น กลยุทธ์ของกลุ่มบริษัทจึงเน้นที่การเพิ่มมูลค่าจากทรัพยากรชีวภาพอย่างยั่งยืนด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมน้ำตาลบนแนวคิดจากอ้อยสู่นวัตกรรม โดยสร้างมูลค่าเพิ่มให้ทุกกระบวนการผลิตตั้งแต่น้ำตาลถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เกิดจากการต่อยอดผลพลอยได้ รวมทั้งการขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนให้ครอบคลุมมากขึ้น เช่น เอทานอลจากกากน้ำตาล, ไฟฟ้าชีวมวลและชีวภาพ เพื่อให้รองรับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นและลดความเสี่ยงทางธุรกิจ
สำหรับธุรกิจน้ำตาลภายใต้แบรนด์ GOOD SUGAAAR และ Ruklok Sugar ยังคงให้ความสำคัญกับการผลิตน้ำตาลคุณภาพสูง เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคและอุตสาหกรรมอาหาร-เครื่องดื่มที่มีความหลากหลาย พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลพลอยได้ในกระบวนการผลิตน้ำตาล ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้มาวิจัยและพัฒนาต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น BIO CO₂ ในอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม ทรายแมวชีวภาพที่เป็นมิตรต่อคน สัตว์ และสิ่งแวดล้อม รวมถึงนวัตกรรมน้ำตาล low calories และน้ำตาลทางเลือกสำหรับผู้ใส่ใจสุขภาพ
นอกจากนั้น บริษัทยังพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำตาลมัสโควาโด ซึ่งเป็นน้ำตาลทรายแดงที่เข้มข้นคัดสรรจากอ้อยคุณภาพที่ผลิตด้วยขั้นตอนกระบวนการผลิตแบบท้องถิ่นดั้งเดิมและเทคโนโลยีเฉพาะของโรงงานน้ำตาล GOOD SUGAAAR ยังมีคุณสมบัติเด่นที่การเป็นน้ำตาล low GI โดยเป็นหนึ่งในอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำ (น้ำตาลที่มีค่าอัตราการดูดซึมเข้าสู่ระบบร่างกายช้า) ซึ่งเหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ห่วงใยเรื่องสุขภาพในการบริโภคน้ำตาลในชีวิตประจำวัน
“ในอนาคตเราต้องการกระจายความเสี่ยงให้สัดส่วนรายได้ธุรกิจบาลานซ์จากเดิมน้ำตาลเป็นรายได้หลักมากกว่า 60% เอทานอลมากกว่า 20% และที่เหลือเป็นไฟฟ้าชีวมวล โดยส่วนใหญ่น้ำตาลเราส่งออก 70% ภายใต้แบรนด์ Ruklok เน้นเป็นกระสอบใหญ่ในแถบเอเชีย ยุโรป และกำลังเริ่มเจาะตลาดรีเทลกลุ่มพรีเมียมแบรนด์ GOOD SUGAAAR ซึ่งเราเป็นรายแรกที่ทำน้ำตาล low GI ในประเทศไทย และน้ำตาลเข้มชนิดเม็ด Muscovado ซูเปอร์บอลช่วยให้ขนมกรุบกรอบขึ้น
“นอกจากนั้น เรายังมีสินค้าอื่นๆ เช่น ปุ๋ย และ molasses ใช้ในการทำอาหารเป็น food grade แบรนด์ Demerara รวมถึงการใช้ชานอ้อยผลิตทรายแมว โดยเรามองต่อในการใช้เทคโนโลยีพัฒนาสารทดแทนความหวานและน้ำตาลสุขภาพ เพราะเราเชื่อว่านวัตกรรมชีวภาพจะเป็นตัวขับเคลื่อนอนาคต หรือ bio-based innovation drives the future”

กนกวรรณตอกย้ำกลยุทธ์การยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนควบคู่การเติบโตทางธุรกิจด้วยการวางเป้าหมาย “CO2e Negative” และปฏิบัติตามหลัก NDPE (No Deforestation & No People Exploitation) ที่ส่งเสริมความยั่งยืนของสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชน ซึ่งสามารถสร้างความเชื่อถือในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
รวมถึงการบริหารจัดการไร่อ้อยของบริษัทยังให้ความสำคัญกับเกษตรกรคู่สัญญาและแรงงานในภาคการผลิตตั้งแต่ต้นทาง โดยส่งเสริมแนวทางการทำเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การลดการเผาอ้อย การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า การจัดการดินอย่างยั่งยืน พร้อมให้ความรู้ด้านความปลอดภัยและสิทธิสวัสดิการแรงงาน เพื่อให้ทุกคนในห่วงโซ่อุปทานเติบโตร่วมกัน
ขณะที่ในปัจจุบันบริษัทได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO 14001 ด้านสิ่งแวดล้อม, ISO 45001 ด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัย รวมถึงการรับรองโครงการการคัดแยกขยะเพื่อรีไซเคิล LESS-WM-01 จาก TGO ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบหรือเผา ซึ่งเป็นสาเหตุของก๊าซเรือนกระจก โดยการคัดแยกและนำวัสดุรีไซเคิลกลับไปใช้ใหม่ตามหลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle) รางวัลโรงงานอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ใบรับรองจากแนวร่วมต่อต้านคอร์รัปชันของภาคเอกชนไทย ซึ่งเป็นการรับรองว่าบริษัทมีระบบการบริหารจัดการและนโยบายที่เข้มงวดในการป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันและการให้สินบน โดยไม่ใช้สินบนเป็นเครื่องมือทางธุรกิจ เป็นต้น
“ความท้าทายของอุตสาหกรรมเราคือ การสื่อสารให้ชาวไร่อ้อยรุ่นใหม่เชื่อมั่นในรายได้ที่สามารถร่ำรวยได้จากการปลูกอ้อยยั่งยืน และเราพยายามพิสูจน์ให้เห็นว่าธุรกิจเราไม่ใช่ผู้ร้าย เพราะเรื่องอ้อยไฟไหม้เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเราได้ร่วมวิจัยกับ 3 หน่วยงานลงพื้นที่เก็บข้อมูลว่าต้นอ้อยช่วยดูดซับคาร์บอนมากกว่าการปลดปล่อย และยังทำการทดลองในไร่ที่เผาก็ยังดักเก็บคาร์บอนในลำอ้อยไว้ได้มากกว่า ดังนั้น เป้าหมายเราไม่ใช่แค่ net zero แต่ต่อไปเราจะเป็นธุรกิจที่ดูดซับคาร์บอนหรือ negative carbon โดยต้องรอให้เราทำครบก่อน ภาพจะชัดเจนมาก รวมถึงเรามีโครงการอ้อยยั่งยืน เช่น รถตัดอ้อยให้ชาวไร่ เครื่องสางใบอ้อย การรับซื้อใบอ้อย แต่เรายังต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐ แม้ทุกวันนี้มีอยู่ แต่ยังไม่มากพอ”

กนกวรรณเชื่อมั่นในจุดแข็งของบริษัทในด้านความสามารถในการควบคุมห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้มีต้นทุนและคุณภาพที่แข่งขันได้ ซึ่งการขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนยังช่วยลดความผันผวนของธุรกิจหลักและเสริมสร้างโอกาสใหม่ รวมทั้งการบริหารแบรนด์ที่สร้างความแตกต่างอย่างชัดเจน เช่น น้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ น้ำตาลทรายธรรมชาติ น้ำตาลทรายแดงธรรมชาติ น้ำตาลทรายแดงธรรมชาติสูตรดั้งเดิมแบรนด์ Ruklok Sugar สื่อถึงความเป็นมิตรกับโลก ส่วนน้ำตาลมัสโควาโด น้ำตาลทรายแดงจากน้ำตาลอ้อยธรรมชาติมุ่งเน้นคุณสมบัติเด่นจากการเป็นน้ำตาล low GI หนึ่งในอาหารดัชนีน้ำตาลต่ำสำหรับผู้บริโภคที่ห่วงใยเรื่องสุขภาพ
ขณะเดียวกันบริษัทยังวางเป้าหมายการสร้างรายได้เติบโตอย่างมั่นคงควบคู่กับการสร้างภาพลักษณ์การเป็นผู้ผลิตน้ำตาลและพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืน โดยมุ่งหวังให้แบรนด์ในบริษัท เช่น Ruklok Sugar และ GOOD SUGAAAR กลายเป็นทางเลือกแรกของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยและตลาดส่งออกต่างประเทศ ในด้านภาพลักษณ์พร้อมตอกย้ำการเป็นองค์กรที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชน (Enrich Happiness For Sustainable Society) ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของการสื่อสารแบรนด์ทั้งภายในและภายนอก
“วันนี้เรามีโครงการยิ้มยั่งยืนที่เริ่มจากกลุ่มบริษัทในเครือทั้งหมด 1,000 คนต้องมีจิตสำนึก ESG เราต้องมีรอยยิ้มให้ตัวเองและขยายต่อยังดีมานด์ ซัพพลาย ห่วงโซ่อุปทานของเราทั้งหมด โดยเริ่มตั้งแต่ชาวไร่อ้อยที่เป็นต้นน้ำของเราในจังหวัดกาญจนบุรีและอุดรธานีจำนวนหลายหมื่นครอบครัว ถ้าเราไม่มีเขา เราไม่สามารถมีทั้งหมดนี้ได้ โดยสนับสนุนให้เขาปลูกอ้อยได้มากขึ้นพร้อมกับคำนึงถึงคุณภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสินค้าของเรายังได้รับการรับรองต่างๆ โดยจุดแข็งของเราชัดเจนว่า ปัจจุบันเราเข้าสู่ธุรกิจสีเขียวอย่างสมบูรณ์ทั้ง BCG และ ESG รวมถึง S Curve ใหม่ที่มากกว่าน้ำตาลตามเป้าหมายของเราที่ต้องการเป็น bio-based innovation ซึ่งขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีชีวภาพสร้างความยั่งยืนให้กับโลกได้สำเร็จ” กนกวรรณปิดท้ายถึงหลักการบริหารงานของกลุ่ม TSM ที่ยึดการบูรณาการและความยั่งยืน ด้วยการสร้างสภาพแวดล้อมองค์กรที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วม ความโปร่งใสและการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง พร้อมให้ความสำคัญกับการพัฒนาทรัพยากรบุคคลด้วยการเปิดโอกาสให้ทีมงานมีส่วนร่วมในโครงการด้านความยั่งยืน และการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับยุคสมัย รวมถึงสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและชุมชน ซึ่งนำไปสู่การทำงานที่มีประสิทธิภาพและมีจิตสำนึกด้านความรับผิดชอบต่อสังคม

ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ม.ล. เพ็ทรา ศักดิเดช ภาณุพันธ์ ความท้าทายของรุ่น 3 มณียา


