ก้องกิต โกกนุทาภรณ์ TEBP ผู้นำพลังงานชีวภาพ

ก้องกิต โกกนุทาภรณ์ TEBP ผู้นำพลังงานชีวภาพ

จากเพนพอยต์ที่ต้องการกำจัดน้ำเสียจากโรงงานผลิตยางพาราและโรงงานปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัทไทยอีสเทิร์น เขาจึงค้นหาวิธีการกำจัดโดยใช้ระบบการจัดการแบบชีวภาพ และสามารถเปลี่ยนกากอินทรีย์ให้เป็นพลังงานนำกลับมาใช้ในกระบวนการผลิต


    หลังเรียนจบปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจระหว่างประเทศจากสหรัฐอเมริกาเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ก้องกิต โกกนุทาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) กลับมาช่วยงานธุรกิจของครอบครัว โดยดูแลโรงงานผลิตน้ำยางข้นซึ่งมีปัญหากลิ่นจากน้ำเสียที่เกิดจากกระบวนการผลิต ส่งผลต่อชุมชนรอบข้าง

    เขาเริ่มศึกษาว่ามีเทคโนโลยีอะไรที่จะจัดการได้บ้าง และพบว่าทางยุโรปใช้การบำบัดน้ำเสียแบบระบบปิด ซึ่งต้นทุนค่อนข้างต่ำและแก้ปัญหากลิ่นได้ด้วย จึงตัดสินใจว่าจะใช้เทคโนโลยีชีวภาพเพื่อย่อยสลาย มีการนำการจัดการแบบชีวภาพหลากหลายรูปแบบมาประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลาย และขยายสู่การบริหารจัดการกากอินทรีย์และกากของเหลือจากกระบวนการผลิตและแปรรูปสินค้าเกษตรของกลุ่มบริษัท รวมทั้งได้วิจัยและพัฒนานวัตกรรมการย่อยสลายกากอินทรีย์ประสิทธิภาพสูงด้วยระบบ Multi Feed Digester with Double Stage Reactor ซึ่งสามารถรองรับกากอินทรีย์ได้ทั้งของแข็ง ของเหลว ไขมัน กากอินทรีย์ที่มีความเป็นกรดหรือด่างสูง

    ต่อมาได้ขยายขีดความสามารถในการบริหารจัดการกากอินทรีย์และวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมประเภทที่สามารถย่อยสลายได้ด้วยจุลินทรีย์ในเชิงพาณิชย์อย่างครบวงจรแบบ one-stop service จากอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตร เกษตรแปรรูป อาหาร อาหารสัตว์ เครื่องดื่ม เครื่องปรุงรส กระดาษ และกากตะกอนระบบบำบัดน้ำเสียชีวภาพในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการย่อยสลายและผลิตพลังงานชีวภาพตามแนวคิด Waste to Value ที่มุ่งเปลี่ยนของเสียให้กลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า ทั้งในรูปแบบของพลังงาน ปุ๋ยอินทรีย์ และวัตถุดิบทางการเกษตรชีวภาพที่ช่วยลดปัญหาการฝังกลบกากอินทรีย์ ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และเสริมสร้างระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (circular economy) ถือเป็นแนวทางในการจัดการกากอินทรีย์ของอุตสาหกรรมที่ช่วยลดปัญหาการสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม

    จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญมาจากคราวที่บริษัทสร้างบ่อหมักเพิ่มเพื่อเตรียมขายพลังงานให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แต่พอสร้างเสร็จภาครัฐยกเลิกใบอนุญาต ระบบที่เตรียมไว้ไม่ได้ใช้งานจึงเริ่มรับของเสียจากภายนอกมากำจัด และอีกครั้งเมื่อสามารถคิดค้นวิธีการกำจัดกากอินทรีย์ของแข็งทำให้ฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น

    “เราสร้างบ่อเพิ่มมาเรื่อยๆ แต่ยังทำเฉพาะในกลุ่มบริษัท ก๊าซที่ได้เอาไปทดแทนความร้อน อีกส่วนผลิตไฟฟ้าเพื่อเลี้ยงในกลุ่มและขายให้ PEA ปี 2553 มีการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าจาก Biogas เราขอไป 7 เมกะวัตต์ ปรากฏว่าใบอนุญาตถูกยกเลิกหมด แต่เราสร้างบ่อและลงทุนทุกอย่างแล้ว ขายไฟไม่ได้ เราก็มองว่ามีบ่อที่ทำเพื่อโครงการนั้นเหลืออยู่ ปลายทางมีกลุ่มยางต้องการใช้พลังงาน ใช้ก๊าซเยอะขึ้น เราก็เอาบ่อนี้มาใช้มากขึ้น โดยเริ่มทดลองรับของเสียจากภายนอกมาบำบัด จึงมีรายได้ 2 ทาง จากการรับกำจัดของเสียอินทรีย์และผลิตก๊าซด้วย ทำให้โตมาเรื่อยๆ รายได้ขยับขึ้น...

    “ช่วงนั้นเดินทางบ่อย เรามีที่ปรึกษาค่อนข้างเยอะทั้งในและต่างประเทศ เรื่องเชื้อ การหมักก๊าซ เราเลยเอาความรู้มาย่อย และทดลองจากระบบเล็กๆ ว่า work ไหม และจับจุดว่าตรงไหนลงทุนแล้วเหมาะสม ต้นทุนได้ ประสิทธิภาพได้ ใช้เวลานาน 3-4 ปีตั้งแต่คิดว่าจะทำ ตรงนี้เป็นจุดยากแต่ก่อนเราทำ scale เล็ก ดูแล้วว่าต้นทุนขายสู้ LPG ไม่ได้ก็เลยหยุด พอไซซ์ใหญ่ขึ้น economy of scale ได้ก็เลยขยาย เป็นจุดที่เริ่มรับกากจากภายนอกเข้ามาเพิ่ม”

    ไซซ์ใหญ่ขึ้นหมายถึง มีของเสียจากโรงงานเยอะขึ้น เมื่อนำมาจัดการทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลง “ช่วงแรกบ่อหมักบ่อหนึ่งลงทุน 40-50 ล้านรวมเทคโนโลยี แต่หลังๆ ถ้าเทียบต่อ scale เท่ากัน งบลงทุนถูกลง เพราะเราจัดการเองได้ อันไหนที่เมืองนอกใช้แต่เราไม่ต้องใช้ก็ตัดออก และมาพัฒนาระบบการจัดการ การคัดเชื้อจุลินทรีย์ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ทำให้ระยะเวลาการหมักเชื้อสั้นลง ผลิตได้เยอะ...เราสร้างเอง ออกแบบดีไซน์ operate เอง ทำให้ต้นทุนผลิตลดลง”

    “เชื้อ (จุลินทรีย์) ในบ่อหมักก๊าซมีหลายประเภท ถ้าเชื้อไม่ดีระบบล่ม ต้องใช้เวลา 2-3 เดือนกว่าจะฟื้น ระบบล่มหมายถึงไม่เกิดเชื้อ ก๊าซไม่ขึ้น...แต่ก่อนล่มปีหนึ่ง 2-3 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2553 ไม่เคยล่มเลย...ธรรมชาติ Biogas ส่วนมากผูกติดกับโรงงานอุตสาหกรรม เกษตรแปรรูปหลักๆ มีแค่น้ำเสีย แต่จุดแข็งของเราคือไม่ได้จัดการแค่น้ำเสีย แต่มีของแข็งด้วย ของเสียจากอุตสาหกรรมต่างๆ ส่วนมากเป็นของแข็งทำให้บริษัทสามารถรับฐานตลาดได้หลากหลาย”



    แม้จะไม่ได้ร่ำเรียนมาทางด้านนี้โดยตรง แต่ความที่สนใจอย่างจริงจังซึ่งเขาบอกว่า เป็นแพสชั่นที่ได้เห็นการเปลี่ยนของเสียให้เป็นพลังงาน

    “สมัยแรกๆ ค่อนข้างตื่นเต้น ว้าว เป็นอย่างนี้ได้ด้วยหรือก็เลยชอบมาตลอด และมองว่าสามารถเติบโตทางนี้ได้ด้วย...เดิมเป็น BU หนึ่งของกลุ่มยาง ผมดูโรงงานผลิตน้ำยางข้น น้ำยางแท่งแป๊บหนึ่ง และเห็นว่าการบำบัดของเสียสามารถขยายตัวได้ก็เลยมา focus ตั้งแต่เห็นว่าสามารถจัดการของเสีย ไม่มีปัญหาสิ่งแวดล้อม สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยผลิตเป็นพลังงานสะอาดและเติบโตได้จึงศึกษาต่อยอดและพัฒนาทางนี้มาเรื่อยๆ”


ของเสียกลายเป็นศูนย์

    บริษัท ไทยอีสเทิร์น ไบโอ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEBP จดทะเบียนจัดตั้งปี 2553 ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 5 ล้านบาท บริษัทตั้งอยู่ในเขตประกอบการอุตสาหกรรมไทยอีสเทิร์น จังหวัดชลบุรี ซึ่งใกล้กับเขตนิคมอุตสาหกรรมที่สำคัญในภาคตะวันออกหลายแห่ง เช่น นิคมอุตสาหกรรมอมตะนคร, เหมราช ชลบุรี, ปิ่นทอง, นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง เป็นต้น

    บริษัทประกอบด้วย 3 ธุรกิจหลัก ดังนี้ 1. รับบริหารจัดการกากอินทรีย์ (Organic Waste Management หรือ OWM) จากอุตสาหกรรมต่างๆ 2. ผลิตและจำหน่ายก๊าซชีวภาพ โดยนำกากอินทรีย์มาเข้ากระบวนการผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ และจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ เพื่อนำไปใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล 3. ผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพให้แก่กลุ่มบริษัทไทยอีสเทิร์น และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA)

    นอกจากนี้ บริษัทยังให้บริการดูแลระบบบำบัดน้ำเสีย โดยปัจจุบันให้บริการเฉพาะกลุ่มบริษัท TEGH และมีแผนจะให้บริการด้านการบริหารจัดการระบบแก่บริษัทภายนอกด้วย

    “เราจะเอาความเชี่ยวชาญไป service กลุ่มโรงงานที่เขาต้องจัดการ ปัจจุบันหลายโรงงานมีการจัดการกากของเสียอยู่แล้ว แต่มีขนาดเล็กและระบบล่มบ่อยมาก เนื่องจากต้องใช้ความเชี่ยวชาญเฉพาะ ซึ่งเรามีความชำนาญและมีบริการรับสร้าง plant ตามความต้องการของลูกค้าด้วย ตอนนี้มีลูกค้ามาติดต่อหลายเจ้า เรา focus ของเราก่อน เพราะโครงการ 3.2 ใหญ่มาก และกำลังขยายทีมงาน”

    ยังมีโรงงานจำนวนไม่น้อยที่ไม่ทำระบบจัดการของเสียเอง เพราะมีข้อจำกัดบางประการ เช่น ใช้พื้นที่จำนวนมากสำหรับวางระบบ แต่ที่ดินมีจำกัด ต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน ขาดบุคลากร เป็นต้น แต่ทั้งหมดนี้เป็นจุดแข็งของ TEBP

    “เราได้เปรียบเพราะมี ecosystem ที่เอื้อ วัตถุดิบ โลเกชั่นต้องได้ ใบอนุญาตค่อนข้างยาก และการจัดการชุมชน EIA อีก แต่เราเป็น complex มีตั้งแต่ต้น กลาง ปลาย อีกอย่างคือ โรงงาน Biogas ใช้พื้นที่ค่อนข้างเยอะ ถ้าอยู่ในนิคมฯ พื้นที่แพงมาก ไม่คุ้ม จึงมองว่าส่งให้เรากำจัดค่าใช้จ่ายถูกกว่ามาก ทำให้มีลูกค้ามาหาเราค่อนข้างเยอะ...บริษัทมีพื้นที่ของตนเองและพัฒนาเทคโนโลยีเองทำให้ต้นทุนลดลง 30-40% เมื่อเทียบกับรายอื่น”

    ณ วันที่ 30 มิถุนายน ปี 2568 ปริมาณกากอินทรีย์สูงสุดที่บริษัทสามารถรับกำจัดได้อยู่ที่ 548,460 ตันต่อปี ปริมาณก๊าซชีวภาพที่สามารถผลิตได้สูงสุด 29,620,800 ลูกบาศก์เมตร มีปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพสูงสุด 57,816,000 กิโลวัตต์ต่อปี และภายในปี 2569 จะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ mai เพื่อระดมทุนสำหรับใช้ในการขยายกำลังการผลิต

    ผู้บริหาร TEBP ประเมินว่า ปี 2568 รายได้จะเติบโตจากปี 2567 เกือบ 40% เนื่องจากมีลูกค้ารายใหญ่เซ็นสัญญา 7 ปี และปี 2567 เพิ่งรับรู้รายได้เพียง 2 เดือน ขณะที่ปี 2568 มีรายได้ทั้งปี


    “ลูกค้ารายนี้สัดส่วนรายได้คิดเป็นเกือบ 50% เป็นบริษัทลูกของ ปตท....ใช้ Biogas แทนน้ำมันเตา...เขามีแผนขยายกำลังการผลิตต่อ ทำให้เรารู้ว่าลูกค้ามีฐานความต้องการ ในส่วนธุรกิจยางก็มีการขยายเตาอบเพิ่ม ต้องใช้ความร้อนเพิ่ม และในเขตประกอบการมีผู้มาติดต่อตั้งโรงงานหลายราย ซึ่งธุรกิจเหล่านั้นใช้พลังงานค่อนข้างมาก”

    บริษัทมีบทบาทสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ในภาคต่างๆ ดังนี้

    ภาคพลังงาน - บริษัทผลิตพลังงานความร้อนและไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น น้ำมันเตา ก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) หรือก๊าซธรรมชาติ, ภาคอุตสาหกรรม - นำกากอินทรีย์จากโรงงานอุตสาหกรรมมาแปรรูปเป็นพลังงานหมุนเวียน และวัสดุชีวภาพ (Bio-materials)

    ภาคขนส่ง - บริษัทมีแผนพัฒนาการผลิตและจำหน่ายเชื้อเพลิงสะอาด เช่น ก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) และก๊าซชีวภาพเหลว (Bio-LNG) เพื่อนำมาช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันดีเซลและเบนซิน

    ภาคของเสีย - รับบริหารจัดการกากอินทรีย์ด้วยระบบปิด ลดการเกิดก๊าซมีเทน และป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม


ตอบโจทย์ Mega trend

    เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น บริษัทมีโครงการที่อยู่ระหว่างการลงทุนพัฒนาเพื่อเพิ่มกำลังการผลิต 2 แห่งคือ 1. บ่อหมักกากอินทรีย์และผลิตก๊าซชีวภาพโซน 3.2 รองรับการกำจัดกากอินทรีย์และความต้องการใช้ก๊าซชีวภาพ มูลค่าการลงทุนประมาณ 400 ล้านบาท และลูกค้าจองแล้วมากกว่า 50% 2. บ่อหมักกากอินทรีย์และบ่อผลิตก๊าซชีวภาพ สำหรับกากอินทรีย์ที่มาจากธุรกิจปิโตรเคมี (กากปิโตรเคมี) โครงการนี้ใช้งบลงทุน 53 ล้านบาท คาดว่าจะเปิดใช้ได้ต้นปี 2569

    ปัจจุบันบริษัทรับกากอินทรีย์ประมาณ 570,000 ตัน/ปี หากโครงการ 3.2 แล้วเสร็จตามแผนกำลังการผลิตจะเพิ่มเป็น 1,092, 960 ตัน/ปี ส่วนก๊าซชีวภาพจากกำลังการผลิต 30 ล้านลูกบาศก์เมตรจะเพิ่มเป็น 58 ล้านลูกบาศก์เมตร/ปี เท่ากับว่ากำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว

    “เราไม่กังวลเรื่องตลาด ต้นทุนได้ มีเท่าไรก็ขายหมด หลักๆ คือ sourcing วัตถุดิบ แต่ scale เรา room ยังมี และมีวัตถุดิบอีกเยอะที่ยังไม่ได้ไปจัดการให้ กลุ่มที่มี potential อีกหลายกลุ่มยังไม่ได้เจาะ มองว่าเติบโตได้อีกมาก แต่ตอนนี้มองแค่โครงการ 3.2 ไม่เกิน 2 ปีก็มีแผน (ขยาย) ต่อภายในประเทศมีอีกหลายแห่งที่สร้างโรงงานได้ เป็น Bio Energy Complex...ประเด็นคือพื้นที่ต้องอยู่ใกล้ลูกค้าด้วย เพราะค่าขนส่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ต้นทุนถูกหรือแพง เทคโนโลยีการผลิตก็เป็นอีกส่วน”


    ก้องกิตกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบๆ แต่แฝงด้วยความมั่นใจว่าบริษัทมีความพร้อมทุกอย่าง ทั้งเทคโนโลยี ตลาด ส่วนต้นทุนที่ก่อนหน้านี้ราคาก๊าซชีวภาพยังแข่งขันไม่ได้ ตอนนี้ก็ปลดล็อกได้แล้ว

    “ตั้งแต่ขยายกำลังการผลิตต้นทุนต่อหน่วยลดลง...เราเป็นสินค้าทดแทนน้ำมันเตา เชื้อเพลิงฟอสซิล โดยราคาใกล้เคียงกัน ลูกค้าพร้อมเปลี่ยนมาหาเรา และเขาได้ ESG green energy ด้วย โดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

    “ถ้าแข่งขันกับเชื้อเพลิงฟอสซิลได้ ผมจบหมดแล้ว ตอนนี้ไป focus ต้นทางว่าทำยังไงให้ได้วัตถุดิบเยอะขึ้น แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วง เพราะเราเพิ่งเริ่มขยับไปข้างนอก และ portion เราในประเทศแค่นิดเดียวเอง ยังโตได้อีกค่อนข้างเยอะ...เอาโมเดลนี้ไปตั้งในพื้นที่อื่นไม่เฉพาะในประเทศไทย เรายังไม่ได้จับขยะชุมชนเลย ปกติชุมชนมี organic waste 40%”



    สำหรับการดำเนินงานระยะต่อไป บริษัทมีแผนงานด้านต่างๆ ดังนี้ ขยายการรับบริหารจัดการกากอินทรีย์จากอุตสาหกรรมต่างๆ ทั่วประเทศ, ขยายกำลังการผลิตพลังงานชีวภาพ รวมถึงการรับบริหารจัดการระบบก๊าซชีวภาพแบบครบวงจรในอุตสาหกรรมต่างๆ, สร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุอินทรีย์ที่ได้จากกระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพ โดยนำมาวิจัยและพัฒนาเป็นวัสดุชีวภาพที่สามารถใช้ในภาคเกษตรเพื่อทดแทนการใช้สารเคมี เช่น วัสดุปรับปรุงดิน ดินอินทรีย์ พัฒนาผลิตภัณฑ์วัสดุชีวภาพ (Bio-materials) เพื่อเป็นผลิตภัณฑ์ทางเลือก สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ เช่น ก๊าซไบโอมีเทนอัด (CBG) และก๊าซชีวภาพเหลว (Bio-LNG) ซึ่งเป็นการต่อยอดจากก๊าซชีวภาพ ด้วยการปรับปรุงคุณภาพและบรรจุลงถังเพื่อสะดวกในการขนส่ง

    “เราอัปเกรดให้อยู่ในรูปก๊าซไบโอมีเทนอัด หรือ Bio-LNG เป็นของเหลวส่งให้ลูกค้านอกแนวเส้นท่อได้…ตอนนี้ต้นทุนได้ แข่งขันได้ margin ค่อนข้างดี Bio-LNG เรามองตลาดต่างประเทศ เพราะไทยราคาเชื้อเพลิงผูกกับก๊าซธรรมชาติที่โดนล็อกราคา หากไปเมืองนอกราคาเพิ่มได้ 15-20% แต่ต้องมีปริมาณก๊าซใหญ่ระดับหนึ่งจึงจะคุ้มกับการขนส่งทางเรือ

    “เราไม่ได้ดูแค่กลุ่มพลังงาน แต่ยังมอง Bio-materials ด้วย...แต่ยังเป็นช่วง lab scale ต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์อื่นที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ใช่สินค้าพลังงาน เป็น green product นั่นคือเป้าหมายสูงสุดเพราะสร้างมูลค่าเพิ่มได้หลายเท่า...ธุรกิจเราตอบโจทย์ mega trend เป็นพลังงานสะอาดที่มีความต้องการใช้ทั่วโลก ต้นทุนไม่แพงกว่า ตลาดไม่มีปัญหา เทคโนโลยีบริหารจัดการได้ คนก็พร้อม เมื่อขยายเยอะ หลักๆ ที่ต้องการคือด้านเงินทุนและ bank support ส่วนหนึ่ง”



ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์ และ TEBP



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : สพ.ญ.กฤติกา ชัยสุพัฒนากุล พลิกมิติทองหล่อ Pet Hospital

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนมกราคม 2569 ในรูปแบบ e-magazine