ฉัตรชัย ตั้งจิตตรง ปั้น ‘POMO’ แบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Innovation
  • People >
  • ฉัตรชัย ตั้งจิตตรง ปั้น ‘POMO’ แบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก

ฉัตรชัย ตั้งจิตตรง ปั้น ‘POMO’ แบรนด์ไทยสู่ตลาดโลก

หลายคนคงเคยได้ยินชื่อแบรนด์ “โพโมะคิดส์วอทช์” (POMO KidsWatch) นาฬิกาสำหรับเด็ก แต่อาจจะไม่ทราบว่านี่คือแบรนด์ที่คิดค้นโดยคนไทย ด้วยวิสัยทัศน์ของ “ฉัตรชัย ตั้งจิตตรง” ประธานกรรมการ บริษัท พีเอ็มเอช โฮลดิ้ง จำกัด ที่เห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีกับความปลอดภัยของชีวิตผู้คน และด้วยอเมริกัน คอนเนคชั่น ทำให้เขาสามารถพาแบรนด์ POMO ไปไกลถึงตลาดโลก

ชีวิตในวัยเด็กของ “ฉัตรชัย” อยู่ในครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยในจังหวัดชลบุรี หลังจากสอบเข้าที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยได้ จึงต้องเข้ามาเผชิญชีวิตเพียงลำพังในกรุงเทพด้วยการอาศัยวัด และบ้านเพื่อนของแม่ จนจบระดับชั้นมัธยม และสอบเข้าเรียนคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พอเรียนจบเป็นช่วงที่เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง หางานทำยาก จึงตัดสินใจไปเรียนต่อระดับปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา สาขา Interactive Telecom ที่ New York University

ช่วงที่อยู่นิวยอร์ก เรียนไป ทำงานไป เป็นเด็กปั๊มบ้าง เสิร์ฟอาหารบ้าง พนักงานเดลิเวอรี่ จนได้เข้าฝึกงานที่บริษัทโฆษณาแห่งหนึ่ง ช่วงนั้นถือเป็นยุคเริ่มต้นของดิจิทัล เทคโนโลยีโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Mobile Technology) เริ่มมีบริการ sms / text message ซึ่งเขาได้ร่วมทำแคมเปญ text message ที่ตึกไทม์ สแควร์ ก่อนจะเจอกับวิกฤตการณ์อีกครั้งกับเหตุการณ์ 911 ที่ทำให้สังคมอเมริกันอยู่ในภาวะไม่ปลอดภัย จึงตัดสินใจกลับมาเมืองไทย

หลังจากกลับมาเมืองไทยเขาได้ทำงานกับบริษัทโทรคมนาคมหลายแห่งทั้งดีแทค บริษัทลูกของ SK Telecom ที่พัฒนาแอปพลิเคชันต่างๆ ขณะเดียวกันก็มีความฝันที่จะพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่สร้างความปลอดภัยให้กับชีวิต และถึงเวลาอันสมควรเมื่อมี “ลูก” ผลิตภัณฑ์ “โพโมะคิดส์วอทช์” จึงพร้อมวางตลาดในประเทศไทยเช่นเดียวกัน

“ผมเป็นพวกแซนวิช เจเนอเรชั่น ที่ครอบครัวมีทั้งผู้สูงอายุและเด็ก เรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญมาก จึงตั้งทีมร่วมกับเพื่อนๆ 4–5 คนพัฒนาผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีที่ใช้เพื่อดูแลความปลอดภัย ซึ่งมาจากอินไซท์ของตัวเองและเพื่อนๆ ที่มีลูกว่าจะมีเครื่องมืออะไรที่คอยช่วยดูแลได้ ประกอบกับช่วงนั้นตลาดสมาร์ทโฟนกำลังเติบโต เราจึงพัฒนาซอฟท์แวร์ในรูปแบบคิดส์วอทช์ โดยใช้ชื่อแบรนด์ POMO ซึ่งมาจาก pop and mom หมายถึงพ่อแม่” ฉัตรชัย ตั้งจิตตรง กล่าว

พาแบรนด์ไทยไปตลาดโลก

ในช่วงแรกของการทำตลาด “โพโมะคิดส์วอทช์” ในประเทศไทย ทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อทดลองตลาด แต่ด้วยอยากให้ผลิตภัณฑ์ของคนไทยเป็นที่รู้จักในต่างประเทศด้วย  จึงนำไอเดียนี้ไปเสนอบน kickstarter  ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่ให้นำเสนอไอเดียต่างๆ ของสหรัฐอเมริกา ถ้าผู้ใช้งานชอบไอเดีย จะมีการพรีออร์เดอร์ หรือบริจาคเพื่อสนับสนุนไอเดีย ซึ่งครั้งนั้นบริษัทได้เงินสนับสนุนถึง 1 แสนเหรียญสหรัฐ พอได้ทุนมาก็เริ่มพัฒนาสินค้า โดยใช้ไทยเป็นฐานในการพัฒนาสินค้า ใช้โรงงานที่จีนเป็นผู้ผลิต โดยมีฐานลูกค้าหลักในช่วงแรกอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 80% และญี่ปุ่น 10%

อย่างไรก็ตาม ด้วยอเมริกัน คอนเนคชั่น เพื่อนฝูงที่รู้จักเมื่อครั้งไปเรียนต่อที่อเมริกา ทำให้การขยายธุรกิจหลักของโพโมะอยู่ในสหรัฐอเมริกา และเม็กซิโกเป็นหลัก โดยปัจจุบันยอดขายจากสหรัฐอยู่ที่ 50% เม็กซิโก 35% และไทย 15% ในเม็กซิโกสินค้าของโพโมะได้รับความนิยมอย่างสูง เพราะมีกรณีเด็กถูกลักพาตัวอยู่บ่อยครั้ง ต้องมีเครื่องมือในการติดตาม ขณะที่มีเหตุแผ่นดินไหวบ่อยเช่นเดียวกัน ทำให้พ่อแม่ต้องหาวิธีติดต่อเด็ก เพราะติดต่อที่โรงเรียนก็ไม่ได้ ที่เม็กซิโกโพโมะเป็นพาร์ทเนอร์กับ Telcel ซึ่งเป็นผู้บริหารคลื่นรายใหญ่ที่มีเครือข่ายทั้งหมด 15 ประเทศในลาตินอเมริกา กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจสูงมาก

สำหรับในสหรัฐอเมริกา โพโมะ ได้พัฒนาเป็นริสต์แบนด์สำหรับผู้สูงอายุด้วย และถูกนำมาใช้สำหรับศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ฟลอริด้า 20 แห่ง ในเครือ Grand Villa Senior Living แต่ละแห่งมีผู้สูงอายุ 60-70 คน ผลิตภัณฑ์ของเราจะติดตามเรื่องข้อมูลสุขภาพ เรื่องของความปลอดภัย ในกรณีที่ผู้สูงอายุเป็นอัลไซเมอร์ออกไปจากศูนย์ก็สามารถติดตามตัวได้ และมีเครื่องมือในการเรียกติดตามตัวผู้ดูแลฉุกเฉินได้หากเกิดอุบัติเหตุ เช่น กรณีล้มในห้องน้ำ หรือขอความช่วยเหลือจากคนดูแลได้จาก SOS feature ซึ่งในประเทศไทยอยู่ระหว่างนำเสนอกับโครงการศูนย์ดูแลผู้สูงอายุเอกชนบางแห่ง

สู่เครื่องมือดูแลสุขภาพจากโควิด-19

ในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้น ด้วยอเมริกันคอนเนคชั่น ทำให้เขามีโอกาสได้ทำโครงการ Bubble Hotel ให้กับหมู่เกาะเคย์แมน ในทะเลแคริบเบี้ยน เกาะเคย์แมนคล้ายกับจังหวัดภูเก็ตของประเทศไทย ธุรกิจส่วนใหญ่มาจากการท่องเที่ยว เมื่อรัฐบาลจำเป็นต้องปิดประเทศ ทำให้ประเทศไม่มีรายได้เนื่องจากโรงแรมปิดหมด เขาจึงนำริสแบนด์ไปใช้สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องเดินทางมาพักผ่อนที่หมู่เกาะเคย์แมน ในช่วงกักตัว 14 วัน นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางระหว่างโรงแรมที่ทำโครงการ Bubble Hotel ได้เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ เมื่อครบ 14 วัน ตรวจไม่มีเชื้อโควิด ถอดริสแบนด์ สามารถเดินทางได้ตามปกติ

ฉัตรชัย กล่าวว่า ช่วงระหว่างที่ต้องถูกล็อกดาวน์อยู่ในประเทศไทย บริษัทมีแนวคิดที่จะนำผลิตภัณฑ์ไปใช้เพื่อช่วยเหลือด้านการท่องเที่ยวเช่นเดียวกัน ซึ่งต้องรอดูเรื่องนโยบายเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ระหว่างได้ทดลองทำโครงการร่วมกับ บริษัท โฟล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ที่ดูแลโครงการ Smart Port ท่าเรืออ่าวปอ ที่จังหวัดภูเก็ต เพื่อเตรียมรองรับนักท่องเที่ยวที่จะเข้ามา เมื่อทางรัฐบาลอนุมัติ จะมีทีมแพทย์ขึ้นไปตรวจสุขภาพ ให้นักท่องเที่ยวสวมริสแบนด์ พร้อมระบบเช็คข้อมูลสุขภาพ หากครบกำหนด 14 วัน ตรวจไม่พบเชื้อโควิด นักท่องเที่ยวก็เข้ามาท่องเที่ยวได้ตามปกติ

“โครงการนี้ ถ้าทำได้จะเกิดประโยชน์กับประเทศมาก ก่อนหน้านี้มีเรือจอดรอเพื่อเข้าไทย 50 – 60 ลำ เมื่อนโยบายยังไม่ชัดเจน ตอนนี้นักท่องเที่ยวก็ไปอินโดนีเซีย บางหลี กันหมดแล้ว ซึ่งหากมีระบบจัดการที่ดี เชื่อว่าจะทำให้การท่องเที่ยวกลับมาได้ และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม เพราะอย่าลืมว่าการท่องเที่ยวเป็นรายได้หลักของไทย” ฉัตรชัยระบุ

นอกจากนี้ โพโมะยังมีอีกหลายโครงการที่จะเข้าไปช่วยเหลือหน่วยงานภาครัฐ ในการนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยในการจัดทำโครงการต่างๆ ที่จะช่วยฟื้นภาคการท่องเที่ยว รวมถึงเป็นเครื่องมือในการสนับสนุนระบบสาธารณสุขของไทย โดยบริษัทจะให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลอย่างยิ่งยวด

พร้อมขยายธุรกิจทุกมิติ

ฉัตรชัย กล่าวว่า หลังจากพัฒนาผลิตภัณฑ์โพโมะ ช่วง 4–5 ปีที่ผ่านมา ในหลายๆ ตลาด ทำให้มีความมั่นใจมากขึ้นในการขยายธุรกิจอีกขั้น โดยนวัตกรรมที่ได้ออกแบบนั้นได้รับรางวัลทั้งจากเวที Consumer Electronic Association (CES) ที่สหรัฐอเมริกา เมื่อปี 2561 ในหมวดอุปกรณ์ติดตามตัวขนาดเล็ก และตัวนาฬิกาโพโมะ ยังได้รับรางวัลที่ 2 จากงาน Design for Asia Award ที่ฮ่องกงในปีเดียวกัน

สำหรับแผนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในระยะต่อไป บริษัทจะให้ความสำคัญกับเทรนด์เรื่องสุขภาพ ผลิตภัณฑ์โพโมะรุ่นใหม่จะสามารถตรวจวัดเรื่องค่าความดันเลือด การเต้นของหัวใจ การเก็บข้อมูลสุขภาพของเด็ก เพื่อให้โพโมะเป็นแพลตฟอร์มที่นอกจากเรื่องความปลอดภัยแล้วยังช่วยพัฒนาสุขภาพของเด็ก เช่น  เก็บข้อมูลความสูง น้ำหนัก คำนวนบวกกับอัตราการเต้นหัวใจ การนอนหลับ  ความดันของเด็ก เพื่อให้คะแนนด้านสุขภาพ เพื่อจะดูว่าเด็กคนนี้มีข้อมูลสุขภาพอย่างไร ต้องดูแลอะไรพิเศษ รวมทั้งการเพิ่มข้อมูลส่วนบุคคลของเด็กแต่ละคน เช่น เด็กแพ้อะไรหรือไม่ มีประกันสุขภาพหรือไม่ อย่างไร เป็นต้น

“เรื่องข้อมูลสุขภาพ ต่อไปกลายเป็นบิ๊กดาต้า ที่สามารถนำมาพัฒนาบริการ เพื่อต่อยอดธุรกิจ การตลาด ระบบสุขภาพสำหรับเด็ก  อย่างไรก็ตาม ต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล ที่คุ้มครองข้อมูลที่เปิดเผยได้ ข้อมูลที่พร้อมจะใส่ในแพลตฟอร์มของเราต้องเป็นเรื่องที่มาจากความยินยอมพร้อมใจทั้งหมดของผู้บริโภค” ฉัตรชัยกล่าว

สำหรับตลาดต่างประเทศ บริษัทมีแผนความร่วมมือกับบริษัท ดิสนีย์ ในการพัฒนาสินค้า โดยใช้ลิขสิทธิ์ดิสนีย์ และอาจจะมีความร่วมมือที่มากขึ้น รวมทั้งการขยายตลาดใหม่ในยุโรป แต่อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูสถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ก่อน ส่วนในประเทศมีแผนทำการตลาดผลิตภัณฑ์ร่วมกับกลุ่มเอไอเอส

บริษัท พีเอ็มเอช โฮลดิ้ง จำกัด ถือเป็นเทคสตาร์ทอัพสัญชาติไทยยุคแรกๆ ซึ่ง ฉัตรชัย ยอมรับว่าเขาค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟ ให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญในเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์เป็นหลัก จากนั้นจึงมองหาพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญด้านอื่นๆ ที่จะเข้ามาช่วยกันเพื่อหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ปัจจุบันทีมงานของพีเอ็มเอช มีประมาณ 15 คน ส่วนใหญ่เป็นโปรแกรมเมอร์

“วิธีการบริหารทีมงานของผม ผมจะเป็นนักฟังที่ดี ผมมีความเชื่อในคนรุ่นใหม่ ซึ่งแน่นอนว่าในธุรกิจเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ต้องปรับตัวให้ทัน พวกเขามีความรู้มากกว่าผม แต่ผมมีประสบการณ์ที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนทีมงาน การตัดสินใจทางธุรกิจที่จะมีความแม่นยำมากขึ้น เพื่อสร้างการเติบโตขององค์กรในอนาคต” ฉัตรชัยกล่าวทิ้งท้าย

จากนี้ไปจะเห็นแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ภายใต้แนวคิด “Family Love is All Around” ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์โพโมะออกมามากขึ้น รับกับยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการยกระดับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างแท้จริง

 


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP