บูม-ธนวรรณ และ เบลล์-ธนาภา กับการสร้างความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวันผ่าน “น้องเนย” ไม่ว่าจะมีมุมมองอย่างไรกับแนวความคิดคาแร็กเตอร์ไอคอน คงปฏิเสธไม่ได้ว่านาทีนี้ หมี “น้องเนย” Butterbear นั้นมีชื่อเสียงโด่งดังไปไกลเกินจินตนาการของคนที่สร้างน้องขึ้นมาเสียอีก
สองพี่น้องผู้อยู่เบื้องหลังน้องเนย ทั้ง บูม-ธนวรรณ วงศ์เจริญรัตน์ และ เบลล์-ธนาภา ปางพุฒิพงศ์ ยอมรับว่าความนิยมของน้องเนยตอนนี้เกินความคาดฝันจริงๆ “เราไม่เคยคิดเลยว่า วันหนึ่งมันจะมีคาแร็กเตอร์จากประเทศไทยไปอยู่ที่ญี่ปุ่น รู้สึกภูมิใจมาก...ทุกวันนี้ก็ยังตื่นมาแบบใช่เหรอ นี่คือความจริงเหรอ” ธนวรรณพูดถึงการเติบโตของน้องเนยที่ความรักจากแฟนๆ ในหลายประเทศทำให้ Butterbear ก้าวไปสู่ระดับสากล กลายเป็นส่วนหนึ่งของสวนสนุก Fuji-Q ในประเทศญี่ปุ่น ไม่ใช่แค่มุมเล็กๆ ในสวนสนุก แต่น้องเนยมีสวนหิมะที่เปิดถึงสิ้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมา มีเครื่องเล่นเก้าอี้ถ้วยน้ำชาหมุน มีร้านขายขนม มีมุมถ่ายรูป
มากไปกว่านั้นภาพของ Butterbear ปรากฏในร้านกาแฟในจีน ร้านป๊อปอัพในเกาหลีใต้ บนสินค้าคอลแลบในต่างประเทศ และในฟีดของแฟนคลับทั่วเอเชีย ความภาคภูมิใจของสองพี่น้องไม่ใช่แค่ยอดวิวหลักล้าน แต่คือการได้ยินคนต่างชาติพูดว่า “น้องมาจากประเทศไทย”

อยากให้ครอบครัวภูมิใจ
แม้ว่าสองพี่น้องเป็นทายาทแบรนด์ดัง Coffee Bean by Dao มองเผินๆ แล้วเหมือนการทำแบรนด์ขนมของตัวเองคือเส้นทางที่กำหนดไว้แล้ว แต่ในความเป็นจริงทั้ง 2 คนต่างวางแผนเส้นทางอาชีพที่อยู่ไกลจากเตาอบและร้านขนม ธนวรรณ เป็นพี่สาว ห่างจากธนาภา 5 ปี เรียนจบด้านจิตวิทยาเด็ก และคิดเรียนต่อปริญญาโทด้านแพทยศาสตร์การเป็นแพทย์ ไม่ใช่เพราะเป็นสิ่งที่อยากเป็นที่สุด แต่เพราะอยากเป็นในแบบที่เธอเชื่อว่าจะทำให้ครอบครัวภูมิใจกับความคิดที่ว่า “เด็กเรียนดีควรเป็นหมอ”
ในขณะเดียวกัน ธนาภา ก็เติบโตมากับกรอบความคิดที่คล้ายกัน แม้เธอจะเรียนปริญญาตรีด้านความมั่นคงและกระบวนการยุติธรรมทางอาญา แต่ลึกๆ ก็รู้ว่าตัวเองไม่เคยเห็นภาพอนาคตในชุดสูทจริงจังได้ชัดเท่าไรนัก ทั้ง 2 คนใช้ชีวิตไปตามทางที่คิดว่าควรจะเป็น จนกระทั่งช่วงโควิดมาถึงธนาภากำลังจะเรียนจบปริญญาตรีแล้วต้องบินกลับมาอยู่ที่ไทย โลกที่เหมือนหยุดหมุน การเดินทางที่จำกัด ทำให้ทั้ง 2 คนได้ยินเสียงตัวเองชัดขึ้นว่าต้องการทำอะไรกันแน่

ความสุขที่ไม่ต้องพยายาม
Butterbear เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผู้คนทั่วโลกถูกบีบอยู่กับความตึงเครียดและความไม่แน่นอน ทำให้สองพี่น้องหวนคิดถึงความรู้สึกแบบเดียวกับตอนเดินเข้าไปในดิสนีย์แลนด์ ความสุขที่ไม่ต้องพยายาม ไม่ต้องอธิบาย แค่ได้เจอก็รู้สึกดีทันที จากบทสนทนาธรรมดาๆ กับคำถามง่ายๆ ว่า ถ้าในประเทศไทยมีอะไรสักอย่างที่แค่เห็นหรือได้กินก็ทำให้รู้สึกมีความสุขได้บ้างจะดีไหม กลายเป็นความคิดว่าจะต้องเป็นคาแร็กเตอร์ที่ตั้งใจส่งต่อความสุขเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน และสำหรับน้องเนย ความสุขไม่เคยเป็นเรื่องที่ต้องทำให้ใหญ่โต หากเป็นเพียงโมเมนต์ธรรมดาที่ทำให้ “ใจฟู” ขึ้นมาได้อีกครั้ง
ทำไมต้องเป็น “หมี” และทำไมต้อง “เนย”
ธนาภามองว่าหมีคือเพื่อนสากลของทุกคน ตั้งแต่วัยเด็กแทบทุกคนเคยมีตุ๊กตาหมีที่ผูกพันทางความรู้สึก และ “เนย” คือหัวใจของขนมอบ เหมือนที่คุณแม่ของเธอพูดเสมอว่า ต่อให้สูตรขนมดีแค่ไหน ถ้าใช้เนยไม่อร่อยขนมก็ไม่อร่อย แนวคิดนี้กลายเป็นรากฐานของ Butterbear ทั้งในแง่รสชาติและตัวตนของแบรนด์ Butterbear จึงไม่ใช่แค่คาแร็กเตอร์น่ารัก แต่คือสัญลักษณ์ของความตั้งใจในรายละเอียดเล็กๆ ที่สร้างประสบการณ์ที่ดีให้คนกิน คนมองเห็น และคนที่ได้สัมผัส
ทำงานกับคนในครอบครัว
ทั้ง 2 คนยอมรับว่าการทำงานกับพี่น้องกันเองไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ข้อดีคือ หลักคิดสำคัญใกล้เคียงกันมาก ความสวยงาม ความรู้สึก และวิสัยทัศน์สอดคล้องกันโดยไม่ต้องอธิบายยาว “แต่ข้อเสียคือ การที่ไม่มีเส้นแบ่งเวลา เสาร์อาทิตย์ 5 ทุ่ม ตี 1 เรื่องงานสามารถเริ่มได้ตลอดเวลา”
ธนวรรณและธนาภายอมรับว่า ถ้าไม่เปิดใจ ไม่รับฟังกันจริงๆ ความเป็นพี่น้องอาจกลายเป็นอุปสรรคแทนที่จะเป็นพลัง สิ่งที่ทำให้ไปต่อได้คือ การกล้าพูด กล้ายอมรับว่าเห็นต่าง และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อแบรนด์ ไม่ใช่เพื่ออีโก้ของใครคนหนึ่ง

นิยามความสำเร็จ
ในวันที่น้องเนยครองใจคนมากมาย มีแฟนคลับอยู่ในหลายประเทศ มีโซเชียลมีเดีลที่มีผู้ติดตามรวมหลายล้าน แต่นิยามความสำเร็จของสองพี่น้องไม่ได้ถูกชี้วัดด้วยตัวเลขทางการตลาด สำหรับธนาภาความสำเร็จไม่ใช่การไปต่างประเทศ หรือความร่วมมือกับแบรนด์ระดับโลก แต่คือข้อความจากใครสักคนที่บอกว่า “วันนี้เหนื่อยมาก แต่พอเห็นน้องเนยแล้วรู้สึกดีขึ้น” สำหรับธนวรรณความสำเร็จคือ การตื่นมาแล้วรู้สึกว่ายังอยากมีวันพรุ่งนี้ อยากทำงาน แม้จะเหนื่อย เพราะมันทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา
ร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลก
Butterbear คอลแลบกับแบรนด์ทั้งในประเทศไทยและระดับโลก ตั้งแต่เครื่องดื่ม ของแต่งบ้าน ไปจนถึงสวนสนุกในญี่ปุ่น การคัดเลือกไม่ได้ยึดติดกรอบตายตัว แต่ดูจาก “พลังบวก” และความร่วมมือที่ส่งเสริมกันและกัน “ถ้ามันยังอยู่ในตัวตนของน้องที่อยากจะเติมพลังบวกให้คนรอบตัวเราก็เปิดรับ” คำตอบจากธนาภา
ธนวรรณยอมรับว่าโซเชียลมีเดียคือแรงขับสำคัญต่อความสำเร็จที่เห็นวันนี้ ในยุคที่ไม่มีโซเชียลมีเดียคงยากมากที่จะเห็นการผสมผสานข้ามวัฒนธรรมขนาดนี้ อย่างก่อนหน้านี้ที่น้องเนยเดินทางไปพบปะแฟนๆ ที่เกาหลีใต้ แม้ไม่ได้คาดหวังจะเป็นงานใหญ่โตอะไร แต่ค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ในกรุงโซลก็เทียบเชิญน้องเนยไปเยือนถึงที่ด้วย
ทุกจังหวะที่ลงตัว
แม้จะเชื่อมั่นในแบรนด์แค่ไหน ธนวรรณยืนยันว่าที่น้องเนยมีวันนี้เพราะจังหวะทุกอย่างลงตัวพอดีจริงๆ ตั้งแต่วันที่ไปยืนเต้นร่วมกิจกรรมหน้าห้างสรรพสินค้า คลิปเต้นวันนั้นเป็นไวรัลที่ประเทศจีนจนมีกลุ่มแฟนคลับบินมากรุงเทพฯ เพื่อเจอน้องเนย ไปจนถึงวันที่มีอีเมลจากแบรนด์จีนติดต่อมาเพื่อคอลแลบ และกลายเป็น Butterbear X Luckin Coffee
แต่เพียง 3 เดือนก่อนคลิปไวรัล หลายๆ วันที่ต้องทิ้งขนมอบสดทั้งหมด ยอดขายผันผวน คำสั่งสินค้าถูกยกเลิกช่วงฤดูฝน ฝ่ายการเงินส่งสัญญาณว่าต้องทบทวนคำถามสำคัญว่า “หรือควรพอแค่นี้”
สิ่งที่พาพวกเขาผ่านจุดนั้นไม่ใช่ความมั่นใจเต็มร้อย แต่คือความเชื่อในผลิตภัณฑ์ว่า ขนมอร่อย คาแร็กเตอร์น่ารัก พร้อมเรื่องราวที่จริงใจและเข้าถึงได้ เป็นสูตรที่ควรจะต้องสำเร็จธนวรรณบอกว่า เริ่มเห็นว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นมาพร้อมบรรจุภัณฑ์สวยงามสำหรับให้เป็นของขวัญมักมียอดขายที่ดีกว่าอย่างอื่น แสดงให้เห็นว่าลูกค้าของ Butterbear ชอบซื้อของให้คนอื่นมากกว่าให้ตัวเอง จึงมีการปรับกลยุทธ์ เปลี่ยนสินค้าไปสู่รูปแบบสำหรับให้เป็นของขวัญมากขึ้น มีอายุยาวขึ้น ปรับคอนเทนต์ให้สื่อถึงใจแฟนๆ ได้ง่ายขึ้นอีก และฟังความคิดเห็นจากลูกค้าแบบตรงไปตรงมา จนกระทั่งทุกอย่างเริ่มลงล็อก

แฟนคลับจริงจัง น้องเนยก็จริงจัง
คาแร็กเตอร์น้องเนยไม่ได้พัฒนาผ่านบริษัทวิจัย แต่ใช้แฟนคลับเป็นเครื่องมือในการศึกษาตลาดแบบเรียลไทม์ แฟนๆ ถามว่า “น้องเนยเรียนอยู่ไหม อายุเท่าไร” อยากเห็นน้องมีเพลง อยากมีแฟนมีต อยากเห็นบ้านน้อง
“มันเหมือนเราโตไปพร้อมแฟนคลับ” ธนาภาอธิบายว่า ทุกความคิดเห็นและคำถามถูกเปลี่ยนเป็นบทใหม่ของเรื่องราว จากเด็กที่ยังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยากเป็นอะไร กลายเป็นคาแร็กเตอร์ที่มีบุคลิกชัดเจน มีพลังบวก มีความขี้สงสัยแบบเด็กๆ ที่อยากลองทุกอย่าง และไม่กลัวที่จะยัง “ไม่เก่ง”
ในมุมของตัวตน ทั้งคู่มองว่าน้องเนยมีชิ้นส่วนของพวกเธอผสมอยู่ สำหรับธนวรรณ น้องเนยมีพลังบวกและความไม่ยอมแพ้ ส่วนธนาภาคือ ความขี้สงสัยแบบเด็ก 3 ขวบที่ทำให้กล้าลองทุกอย่าง “น้องเนยทำให้หลายคนได้กลับไปเป็นเด็กอีกครั้ง” ธนาภากล่าว “เด็กที่มีความสุขกับเรื่องเล็กๆ โดยไม่ต้องพิสูจน์อะไรให้ใครเห็น”
ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้ถ้าเริ่มลงมือทำ
“หากในวันแรกมีใครบอกว่า Butterbear จะได้ร่วมงานกับแบรนด์ระดับโลก และจะกลายเป็นแบรนด์จากประเทศไทยที่คนหลายประเทศรู้จัก เราคงคิดว่าไกลเกินจริง แต่ทุกอย่างเริ่มจากสิ่งเล็กๆ ไอเดีย สินค้า และความคิดที่ว่าต้องลองกันสักตั้ง”
ธนวรรณบอกว่า การสร้างแบรนด์ Butterbear ทำให้เธอเรียนรู้ว่าการเติบโตไม่ได้มาจากความมั่นใจเต็มร้อย แต่มาจากการกล้าตัดสินใจในวันที่ยังไม่พร้อม การออกจากขอบเขตความคุ้นเคยและเดินหน้าท่ามกลางความไม่แน่นอน การยอมรับว่า “ยังไม่รู้” และพร้อมเรียนรู้เสมอ
“เราพยายามทำให้ดีที่สุดในทุกครั้ง และเมื่อเกิดข้อผิดพลาดเราจะรีบทำความเข้าใจ ปรับปรุง และพัฒนาอย่างจริงจัง” และบทเรียนสำคัญคือ Butterbear เติบโตได้เพราะมีทีมที่เชื่อในวิสัยทัศน์เดียวกัน และพร้อมพัฒนางานทุกวัน
ธนวรรณและธนาภายืนยันว่า สำหรับ Butterbear สิ่งสำคัญที่สุดคือการรับฟังความคิดเห็นจากลูกค้า “เพราะท้ายที่สุดแล้ว แบรนด์จะเติบโตไม่ได้เลยหากไม่ฟังคนที่รักและพร้อมสนับสนุน” แผนในอนาคตของ Butterbear ไม่ได้หยุดแค่สินค้า แต่ขยายไปสู่แอนิเมชัน ประสบการณ์จริง คอนเสิร์ต และโลกของคาแร็กเตอร์ที่ลึกขึ้น เป้าหมายไม่ใช่การโตเร็วที่สุด แต่คือการเติบโตอย่างมีความหมาย และเป็นตัวแทนของ “little joy in life” จากประเทศไทย ที่คนต่างวัฒนธรรมสามารถสัมผัสได้โดยไม่ต้องแปลภาษา
และแม้วันนี้ทีมงานจะยังพูดตรงกันว่า “บางทีก็ยังงงว่านี่คือเรื่องจริงใช่ไหม” แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ Butterbear กลายเป็นจุดเช็กอินทางวัฒนธรรมที่ผู้คนหลงรักและจดจำผ่านความรู้สึกอบอุ่นและจริงใจ “เรายังมีสิทธิ์ยิ้มให้กับเรื่องเล็กๆ ได้เสมอ”

เรื่อง: ทิวลิป นาคสมภพ เบลาว์ ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ The SC Equation ปรับสมการสู่ความสมดุลใหม่



