ขอซิ่งอย่าง McQueen สักครั้ง - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

ขอซิ่งอย่าง McQueen สักครั้ง

Forbes Thailand / Admin
28 Aug 2017 | 11:06 am 12137

เคยฝันว่าวันหนึ่งจะได้เป็นนักขับรถแข่งระยะไกลโดยที่ไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงินเป็นล้านๆ ไหม? ถ้าใช่นี่คือโอกาสแล้ว เพราะ ChumpCar และ 24 Hours of Lemons เปิดโอกาสให้นักซิ่งสมัครเล่นมาประลองความเร็วที่ 120 ไมล์ต่อชั่วโมง

คนมีสตางค์ที่ติดใจกีฬาความเร็วนั้นมักจะเลือกวิธีใดวิธีหนึ่งต่อไปนี้หนึ่ง ควักกระเป๋าจ่ายหลักหลายล้านเพื่อซื้อรถแข่งใหม่เอี่ยมไว้จอดโชว์ในโรงรถหรือขณะขับไปแช่ในจุดรถติดได้เก๋ๆ (วิธีนี้เรียกว่า วิถีแบบ Lamborghini) หรือสอง เข้าเรียนหลักสูตรขับรถแข่งอาชีพเพื่อที่จะได้มีโอกาสใช้รถซูเปอร์คาร์ของคนอื่นซิ่งสนั่นแทร็ก โดยไม่ต้องใช้งบมากเหมือนข้อหนึ่ง (หรือวิถีแบบ Bondurant)

ผมเลือกวิธีที่ 3 ครับ ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา มีสนามแข่งรถสำหรับมือสมัครเล่นเปิดตัวขึ้นหลายแห่งด้วยกัน เปิดโอกาสให้ใครก็ตามที่มีใบขับขี่ได้สวมวิญญาณ Steve McQueen หรือ Paul Newman ขึ้นซิ่งรถแข่งของตัวเองตะลุยสนามที่มีความท้าทายเป็นอันดับต้นๆ ของสหรัฐฯ ด้วยความเร็วสุดขีดความกล้าของหัวใจ ซึ่ง 2 สนามที่มีชื่อเสียงมากที่สุด และยังมีชื่อที่ตลกที่สุดด้วยนั่นก็คือ ChumpCar และ 24 Hours of LeMons

สำหรับ ChumpCar นั้นเล่นคำมาจากชื่อรายการแข่ง Champ Car ซึ่งปัจจุบันไม่มีแล้ว ขณะที่ 24 Hours of LeMons ตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ Le Mans รายการแข่งขันรถแข่งระยะไกลระดับตำนาน ทั้ง 2 รายการมีการตั้งข้อจำกัดด้านงบประมาณด้วย โดย Chump จำกัดค่าใช้จ่ายตามคะแนน ขณะที่ LeMons กำหนดเพดานราคารถแข่งไว้ที่ 500 เหรียญสหรัฐฯ แต่ราคาเท่านั้นก็ซื้อได้แต่เพียงรถผุๆ ที่ต้องซ่อมกันอีกเยอะ

เพื่อนเก่าของผม 2 คน Bill Rowan ที่เป็นนักบินที่ผ่านการฝึกฝนในกองทัพ กับ Rob Mecarini ประธานบริษัทสำรวจมหาสมุทรไปซื้อ Toyota MR-2 เครื่องยนต์ขนาดกลางรุ่นปี 1989 มาได้ในราคาไม่กี่ร้อยเหรียญ แต่การตั้งเพดานราคาไว้ที่ 500 เหรียญนั้นไม่เพียงพอที่จะซื้ออุปกรณ์ด้านความปลอดภัยได้ เราต้องการระบบดับเพลิง โครงรถ หลังคาเสริมแรง โครงรัดหมวกนิรภัย ฯลฯ แต่ก่อนที่จะเพิ่มชิ้นส่วนเหล่านี้เข้าไปได้ เราต้องถอดชิ้นส่วนอื่นๆ ออกเพื่อให้รถน้ำหนักเบาขึ้น เบ็ดเสร็จเราก็ได้รถแข่งราคา 1 หมื่นเหรียญ

จากนั้นเรายกระดับมันขึ้นมาสักหน่อย ติดตั้งเหล็กกันโคลงเพื่อให้รถมีปฏิกิริยาตอบสนองที่ดียิ่งขึ้นแม้ต้องแลกกับความเร็วที่คาดว่าจะลดลง สร้างระบบทำความเย็นให้กับคนขับ โดยใส่น้ำแข็งผ่านท่อเข้าไปในเสื้อที่มีลักษณะเป็นหลอด อัพเกรดเบรค เปลี่ยนยางใหม่ และติดตั้งวิทยุสื่อสาร 2 ทิศทาง ในที่สุดรถแข่งของเราก็มีราคาเพิ่มเป็น 2 หมื่นเหรียญ

นี่ยังไม่ทันลงแข่งเลยนะครับ แต่โชคดีว่าทีมของเรามีช่างยนต์มืออาชีพอย่าง Sean Kelleher ซึ่งเป็นสมาชิกคนที่ 4 ของทีม “Mid-Engine Crisis” ของเรา โดยปกติแล้ว Chump หรือ LeMons จะแข่งขันกันวันละ 8 ชั่วโมงเป็นเวลา 2 วัน หลังจากที่พวกเราซ้อมกันมาเป็นปีๆ แต่หากทีมใดไม่มีช่างเครื่องแล้วล่ะก็ คงจะยืนระยะแข่งไม่ได้นานขนาดนั้น

 

บรรยากาศการแข่งขันรายการ ChumpCars สนามแข่งขันสำหรับมือสมัครเล่นได้ดัดแปลงรถราคาถูกมาประลองความเร็ว (Photo Credit: turnology.com)

สุดท้ายผลงานของเขาก็ได้อวดโฉมในสนามแข่งหลังจากที่จ่ายเงินค่าสมัคร 1,600 เหรียญ Mid-Engine Crisis ก็ได้สัมผัสสนามแข่งเป็นครั้งแรก โดยต้องบี้กับรถแข่งอีก 103 คันในการแข่งขันของ Chump ที่กินระยะเวลา 2 วัน

เพื่อนร่วมทีมของผมเป็นผู้ขับก่อน อย่างไรก็ตามเบรคที่แน่นทำให้รถของพวกเขาหมุนไปมา ระบบไฟฟ้าก็เริ่มออกอาการแปลกๆ Chump อาจจะเป็นรายการแข่งที่ชื่อตลกสักเล็กน้อย แต่นักซิ่งแต่ละคนเอาจริงแบบไม่มีใครยอมใคร (ความเร็วขึ้นแตะ 120 ไมล์ต่อชั่วโมงอยู่บ่อยๆ) ตอนที่ผมพยายามเร่งเครื่องในรอบแรกก็มีรถอีกหลายสิบคันที่ซิ่งแซงผ่านหน้าผมไปแบบไม่เกรงใจ จากนั้นรถ MR-2 ก็ตายสนิท

วันที่ 2 ยิ่งอาการหนัก เมื่อผมเร่งเครื่องขณะอยู่บนสนามแข่ง เครื่องก็ดับทันที ผมจึงต้องขยับขึ้นไปจอดข้างทางอีกครั้ง ตลอดระยะเวลาแข่งขัน 2 วัน เราแข่งจบเพียงรอบเดียว เมื่อคำนวณจากระยะทางที่เราขับอยู่บนสนามก็เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนราคาแพงพอๆ กับจ้าง Matt Damon มาจากดาวอังคาร

 

24 Hours of Lemons สนามแข่งรถที่มีจิตวิญญาณของความสนุกและตลก คุณจะได้พบเห็นรถหน้าตาแปลกๆ ที่นี่ (Photo Credit: carthrottle.com)

 

สำหรับการแข่งขันรายการที่ 2 ของทีม เราเปลี่ยนไปแข่งที่สนามของ LeMons ซึ่งมีความเร็วไม่แพ้กัน แต่อาจจะปนความตลกมากกว่า โดยรถแข่งส่วนใหญ่มาจากแนวคิดน่ารักๆ เช่น Peugeot ชื่อ French Toast หรือ Saabs of Anarchy ผู้น่าเกรงขาม รถแข่งคันใดที่กระทำผิดกติกาจะมีบทลงโทษพิลึกๆ เช่น จะต้องสร้างรถยนต์ใหม่ทั้งคันจากกระดาษแข็ง ขณะที่ผู้ชนะจะได้เงินรางวัล 500 เหรียญ จ่ายเป็นเหรียญล้วนๆ

เราทาสี MR-2 ของเราใหม่ให้เป็นธีม Car Wars พร้อมแปลงโฉมเป็น MR2-D2 เพื่อรักษาจิตวิญญาณแห่งความเป็น LeMons แต่พลังไม่ยอมสถิตย์อยู่กับเรา ครั้งนี้รถแข่งของเราทำหน้าที่อย่างดีแล้วเชียว แต่ก็เจอปัญหาในวันเสาร์ เมื่อนักขับคนหนึ่งซิ่งชนกำแพงจนการแข่งขันหยุดลงชั่วคราวตามด้วยฝนกระหน่ำจนไม่สามารถจัดการแข่งขันได้

พอถึงวันอาทิตย์ก็ทำผลงานชดเชยขึ้นมาได้ ผมออกสตาร์ทอย่างระวังตัวจนแม้กระทั่งรถที่เหมือนกับรถตัดหญ้า รถผุๆ คอยาว รวมทั้งรถรุ่นล่างอย่าง Ford Pinto ยังแซงผมไปเลย

 

ระหว่างเบรครอบวิ่ง: ผู้เขียน Randall Lane ขณะเตรียมตัวซิ่งด้วย MR2-D2 ในการแข่ง ณ 24 Hours of LeMons

ระหว่างเบรครอบวิ่ง: ผู้เขียน Randall Lane ขณะเตรียมตัวซิ่งด้วย MR2-D2 ในการแข่ง ณ 24 Hours of LeMons

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ผมซ้อมมานับร้อยนับพันรอบ แต่จากการเร่งความเร็วสูงสุดเวลาขับอยู่คันเดียวแล้วเปลี่ยนมาเป็นซิ่ง 100 ไมล์/ชั่วโมงโดยที่มีรถคันอื่นล้อมหน้าล้อมหลังขนาบข้างนี่มันแตกต่างระดับเดียวกับซื้อแหวนหมั้นที่ Tiffany กับกรูกันเข้าไปซื้อของในร้าน Walmart ในวัน Black Friday อย่างไรอย่างนั้น เวลาแข่งขันที่ Chump หรือ LeMons มันไม่ใช่การขับด้วยความเร็วที่เหมาะสมสูงสุด แต่มันคือการควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในสนามไม่ให้ได้รับผลกระทบ

ขณะที่การแข่งขันดำเนินต่อไป ผมก็ใช้เวลาต่อรอบน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งคนอื่นๆ แซงผมยากแล้ว จากนั้นผมจึงเริ่มแซงคนอื่นบ้าง รวมทั้งเจ้า Pinto คันนั้นด้วย พูดง่ายๆ คือ ผมแข่งรถจริงๆ แล้วครับ ผมยังอวดเก่งอีกด้วย เริ่มเบรคช้าลงและเร่งเครื่องหนักขึ้นไปอีก พอถึงโค้งหนึ่ง รถผมก็หมุน 360 องศา มองเห็นกองทัพรถแข่งพุ่งเข้าหาอยู่แว้บเดียวเท่านั้นก็ไถลเข้าไปในทุ่ง

แต่ผมก็ติดใจไม่น้อย เราใช้เวลาเยอะมากๆ เพียงเพื่อจะอยู่บนสนามแข่งอันตราย สูดกลิ่นไอเสีย มันเป็นสนามที่ต้องเสียเงินไม่มีวันจบ แต่ก็คุ้มค่ากับอะดรีนาลีนที่ได้หลั่งออกมา ช่วงเวลาดีๆ กับเพื่อนฝูง และการทำงานกับระบบเครื่องยนต์ชั้นนำ ทำให้ทีม Mid-Engine Crisis อยากจะลงแข่งขันในฤดูกาลที่ 2 เต็มที่แล้วครับ เรากำลังลงชุดเกียร์ใหม่ ตัวป้อนอากาศเย็นเข้าเครื่อง และยางใหม่

ทำให้รถแข่งราคา 500 เหรียญของเรากลายเป็น 25,000 เหรียญไปแล้ว

 

เรื่อง: Randall Lane
เรียบเรียง: ปาริชาติ ชื่นชม


คลิกอ่าน “ขอซิ่งอย่าง McQueen สักครั้ง” ฉบับเต็มได้ที่ Forbes Thailand Magazine ฉบับ กรกฎาคม 2560 ในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP