ชาตรี ศิษย์ยอดธง ยกระดับมวยไทยสู่พลังซอฟต์พาวเวอร์โลก

ชาตรี ศิษย์ยอดธง ยกระดับมวยไทยสู่พลังซอฟต์พาวเวอร์โลก

ผู้คนส่วนใหญ่เมื่อมั่งมีแล้วอาจอิ่มเอม แต่บางคนกลับรู้สึกว่า “หัวใจว่างเปล่า” ความหมายในชีวิตคนเรานั้นไม่เหมือนกัน และนั่นกลายเป็นจุดเริ่มต้นสังเวียนโลกของศึกมวยไทยในนาม “ONE Championship”


    ความจนมันโหดร้ายและน่ากลัว แต่ก็เป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ ทำให้คนต้องการสร้างฐานะ สร้างความมั่นคง และสร้างความสุขให้ครอบครัวด้วยแรงขับจากภายใน ดังเช่น ชาตรี ศิษย์ยอดธง (ชาตรี ตรีศิริไพศาล) ประธานและ CEO ของ ONE Championship วัย 54 ปี ที่สู้ชีวิตมาตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อธุรกิจของครอบครัวล้มละลายในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ทำให้บ้านแตกเหลือเพียงมารดา เขาต้องเรียนรู้กับความยากจน จากเด็กที่เคยมีฐานะแต่กลับต้องต่อสู้ดิ้นรน หาเงินส่งตัวเองเรียนอยู่กับมารดาชาวญี่ปุ่น (Michiyo) และน้องชาย

    “ผมเป็นลูกคนโต ในใจคิดเสมอว่าต้องดูแลครอบครัว ต้องส่งตัวเองเรียน ต้องดูแลแม่และน้อง ทำให้ต้องสู้ทุกวิถีทาง มีความรู้อะไรก็นำมาหารายได้ด้วยการเป็นครูพิเศษ” ชาตรีเปิดประเด็นการสัมภาษณ์กับทีมงาน Forbes Thailand อีกครั้ง หลังเคยให้สัมภาษณ์ไปเมื่อต้นปี 2561 ขณะนั้นเขาทำ ONE Championship เผยแพร่รายการแข่งขันมวยไทยและศิลปะการต่อสู้ของเอเชียไปแล้ว 128 ประเทศ แต่ในวันนี้รายการของเขาถ่ายทอดสดไปกว่า 195 ประเทศทั่วโลก มีคู่สัญญาเครือข่ายช่องทีวีในการถ่ายทอดสดมากกว่า 200 แห่งกระจายในทุกประเทศ มีการจัดอีเวนต์มวยไทยกว่า 60 อีเวนต์ต่อปี กำลังจะเพิ่มเป็น 72 อีเวนต์ และจะไปสู่เป้าหมายที่ 150 อีเวนต์ต่อปี ด้วยจังหวะการเติบโตแบบก้าวกระโดด



รวมพลังวิสัยทัศน์: ผลักดันมวยไทยสู่กีฬาโลก

    แม้เราต่างรู้จักเขาในนามของ ชาตรี ศิษย์ยอดธง แต่จุดเริ่มต้นของความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่นี้ เกิดจากวิสัยทัศน์ที่ทรงพลังจากหลายฝ่าย นับจากตัวเขาเองที่หลงใหลในแม่ไม้มวยไทยและร่ำเรียนกับครูมวย “ยอดธง เสนานันท์” หรือ “ครูยอดธง” ที่ค่ายมวย “ศิษย์ยอดธง” จ.ชลบุรี ด้วยเป็นค่ายมวยอันดับ 1 ในจังหวัดที่ครอบครัวอาศัยอยู่ช่วงนั้น และเป็นที่มาของนามสกุลศิษย์ยอดธง จนชีวิตผกผันสู่เส้นทางศิลปะมวยไทย จนมาถึงวันที่พบกับ บรรจง บุษราบวรวงษ์  ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทในเครือแฟร์เท็กซ์ กรุ๊ป ผ่านการแนะนำจากโปรโมเตอร์มวยชื่อดัง

    บรรจง หนึ่งในผู้ร่วมเส้นทางสำคัญนี้กล่าวถึงชาตรีและ ONE Championship ว่า เขารู้จักชาตรีเมื่อ 10 ปีที่แล้ว โดยทราบว่าชาตรีเปิดค่ายมวยที่สิงคโปร์ในชื่อ Evolve MMA  ซึ่งบรรจงเคยไปเยี่ยมค่ายมวยดังกล่าว เขาได้เห็นวิสัยทัศน์ของชาตรีที่เชิญนักกีฬาที่มีชื่อเสียงซึ่งขณะนั้นแขวนนวมไปแล้วมาเป็นครูมวย ไม่ว่า สามเอ (ไก่ย่างห้าดาว) หรือน้องโอ๋ (ฮาม่ามวยไทย) ซึ่งสำหรับเขาแล้วนับว่ามีวิสัยทัศน์มาก...1 ปีถัดมาบรรจงได้มีโอกาสพูดคุยกับพนักงานที่ Evolve และแจ้งว่าแฟร์เท็กซ์สนใจจะเป็นสปอนเซอร์ โดยจะจัดการหาอุปกรณ์ในการชกมวยมาให้ทั้งหมด จากนั้นเขาจึงได้เริ่มคุยกับชาตรี 

    จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อนายสนามมวยลุมพินีขอความช่วยเหลือจากบรรจงเพื่อปฏิรูปสนามให้ "ปลอดการพนัน" แต่แนวคิดดังกล่าวส่งผลให้โปรโมเตอร์คนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยและไม่ส่งนักมวยขึ้นชก บรรจงจึงดึงชาตรีเข้าร่วมโปรเจกต์นี้จนเกิดเป็นรายการ ONE ลุมพินีแม้ช่วง 3 ปีแรกของการสร้างธุรกิจมวยจะขาดทุนหนัก แต่ด้วยยอดผู้ชมออร์แกนิกที่สูง ทำให้ชาตรีเจรจาช่องทางถ่ายทอดสดได้ง่ายขึ้น ความร่วมมือครั้งนี้ไม่เพียงแต่พลิกฟื้นวงการมวยไทยในช่วงวิกฤตโควิด-19 แต่ยังเป็นการยกระดับมวยไทยสู่มาตรฐานสากลตามวิสัยทัศน์ของเขา

    ในวันนั้นบรรจงมีความเชื่อมั่นในตัวชาตรีอย่างมาก เขาเคยพูดกับชาตรีว่า “ผมเชื่อว่าคุณชาตรีจะเป็นบุคคลเดียวที่นำพามวยไทยไปไกลได้ในระดับโลก  ที่ผ่านมาทั้งตัวผมเองและคุณทรงชัยซึ่งเป็นโปรโมเตอร์ที่มีชื่อเสียงต่างพยายามผลักดันมวยไทยไประดับโลก แต่ก็ทำได้แค่ 10-20% เท่านั้น ทว่าตั้งแต่ ONE เปิดตัวเข้ามาคนก็ค่อยๆ รู้จักมวยไทยมากขึ้น ได้รับความนิยมมากขึ้น” เขาย้ำว่า ชาตรีเป็นคนฉลาด มีฝ่ายสนับสนุนที่ดี และมีวิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่ในการพัฒนามวยไทย

    “ที่สำคัญอีกอย่างคือ การที่ชาตรีเปลี่ยนมวยไทยจาก 5 ยกเป็น 3 ยก ปิดช่องโหว่ปัญหาจากเดิมที่มวยไทยจะดูเชิงกันก่อนในยกแรก และค่อยชกจริงในยกที่ 2 และ 3 ซึ่งหากพอรู้แล้วว่าฝ่ายไหนเป็นผู้ชนะ บางครั้งยก 4 และ 5 นักมวยอาจไม่ชกกันแล้ว ซึ่งชาวต่างชาติมักไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นแบบนี้ นักมวยทำอะไรกัน ซึ่งผมมองว่ามันเป็นภาพลักษณ์ที่ไม่ดี”



    การเดินทางที่เริ่มจาก 3 วิสัยทัศน์ ไม่ว่าจากชาตรี, บรรจง และสนามมวยลุมพินี ที่ต้องการสร้างคุณค่าให้แก่วงการมวยในวันนั้นจึงนับเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญ ที่ทำให้วันนี้มวยไทยเริ่มโด่งดังไปในระดับโลก “ผมมองว่าเมื่อก่อนไม่มีใครสามารถทำได้ แต่มาวันนี้มวยไทยทำให้ใครๆ อยากเดินทางมาไทยเพื่อมาเรียนมวยไทย บางคนได้ไปชกในรายการ ONE ผมพูดได้เลยว่าเป็นเพราะคุณชาตรีและการมาของ ONE” บรรจงกล่าวถึงชาตรีด้วยความชื่นชม “ผมอยากจะขอบคุณคุณชาตรีที่ทำให้มวยไทยและประเทศไทยมีชื่อเสียงมากขึ้นในระดับโลก และทำให้นักมวยหลายคนได้มีชีวิตที่ดีขึ้น” บรรจงกล่าวทิ้งท้ายถึงพลังซอฟต์พาวเวอร์ที่ชาตรีขับเคลื่อนมาจนถึงวันนี้


ซอฟท์ พาวเวอร์ไทย แรงบันดาลใจระดับโลก

    แม้ชาตรีจะมีโปรไฟล์ที่พิสูจน์ความสามารถมาแล้วมากมาย ไม่ว่าการจบ MBA จาก Harvard และปริญญาตรีจาก Tufts University รวมทั้งการสร้างสตาร์ทอัพใน Silicon Valley ก่อนจะผันตัวเป็นนักลงทุนใน Wall Street และเฮดจ์ฟันด์ระดับโลกที่มีสินทรัพย์ในการบริหารระดับสากลกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือกว่า 1.65 หมื่นล้านบาท ในขณะที่อายุเพียง 35 ปี แม้เขาจะร่ำรวยจนซื้อคอนโดหรูให้มารดาได้ แต่แท้จริงแล้วนั้นเขากลับรู้สึกถึงความว่างเปล่าในใจ จนกระทั่งได้รับคำแนะนำจากมารดาว่า “เมื่อยืนได้มั่นคงแล้วต้องคิดช่วยผู้อื่น” ซึ่งนั่นคือที่มาของการก่อตั้ง ONE Championship เพื่อผลักดันมวยไทยเป็นซอฟต์พาวเวอร์ระดับโลก 

    เหตุที่ชาตรีเลือกมวยไทยไม่เพียงเพราะเป็นกีฬาที่เขารักมากที่สุด แต่คือวิสัยทัศน์ที่ต้องการยกระดับหนึ่งในศิลปะการต่อสู้ที่สำคัญของเอเชีย ไปพร้อมๆ กับการสร้างฮีโร่ที่สามารถให้แรงบันดาลใจจากเรื่องราวของพวกเขาได้ “เป้าหมายสูงสุดของ ONE Championship คือการสร้างโอกาส และทำให้นักมวยคนจนเป็นซูเปอร์ฮีโร่ ผมอยากให้เรื่องราวของพวกเขาสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คน มวยไทยจึงไม่ใช่แค่ศิลปะการต่อสู้แต่มันคือแรงบันดาลใจ” ชาตรีกล่าว 

    นี่จึงไม่มากไปที่จะกล่าวได้ว่า ONE Championship ได้นำมวยไทยพุ่งทะยานสู่การเป็นกีฬาโลกแล้วในวันนี้ สิ่งที่ยืนยันความสำเร็จคือการที่ ONE Championship สามารถถ่ายทอดสดได้ 195 ประเทศทั่วโลก นับเป็นการส่งออกซอฟต์พาวเวอร์ก้าวไกลในระดับประเทศ “เราถ่ายทอดสดทุกอาทิตย์ 195 ประเทศ ลองคิดดูจะดึงดูดการรับชมได้กี่สายตาที่เป็นมูลค่าทั้งหมด เราช่วยเศรษฐกิจไทยได้ถึง 400 ล้านเหรียญต่อปี” เขาบอกเล่าอย่างตื่นเต้นกับผลตอบรับที่ดี 

    หนึ่งในหลักฐานของความสำเร็จนั่นคือ การที่ ONE Championship ได้รับการรายงานจาก Nielsen ในหัวข้อ “Year in review: Sports Consumption Evolution” ในปี 2021 ไว้ว่า รายการมวย ONE Championship  ได้รับความนิยมในโซเชียลมีเดียรวมทุกช่องทาง (Facebook, Instagram, YouTube และ TikTok) อยู่ในอันดับ 2 ของโลก (รองจาก NBA) โดยมียอดชมรวมกว่า 1.38 หมื่นล้าน และเข้าถึงผู้ชมทั่วโลก (cumulative reach) อยู่ในอันดับ 4 ของโลกในปี 2021 โดยมีผู้ชมที่ไม่ซ้ำกันถึง 406 ล้านคน “รายการแข่งขัน NBA อายุกว่า 70 ปี Premier Leagues กว่า 100 ปี แต่ ONE Championship เราเดินทางมาแค่ 14 ปี เราเดินมาไกลเกินฝัน ไม่คิดว่าจะมาได้เร็วขนาดนี้” ชาตรีบอกเล่าด้วยความภาคภูมิใจ


    ปัจจุบันชาตรีลงทุนไปแล้วกว่า 100 ล้านเหรียญ หรือกว่า 3.3 พันล้านบาท ทั้งในด้านแบรนด์ การตลาด และในนักกีฬา ONE ที่มีนักกีฬาระดับแชมป์โลกหลายร้อยคนจากทั่วโลก ไม่ว่าจากอเมริกา อังกฤษ ยุโรป ฝรั่งเศส เยอรมนี ประเทศไทย ญี่ปุ่น จีน ซึ่งรวมถึงนักกีฬาชาวไทย 6 คนที่ดำรงตำแหน่งแชมป์โลก ONE ในปัจจุบัน และ ONE ให้เงินนักกีฬามากที่สุดทั่วโลก ที่ผ่านมาแม้ชาตรียอมรับว่ายังขาดทุน แต่นับจากนี้ไปเขามั่นใจว่าจะทำกำไรได้อย่างแน่นอน 


    ONE Championship ยังคงเดินหน้าอย่างฮึกเหิมและมั่นคงด้วยพลังใจที่มุ่งมั่นของชาตรี “ครูยอดธงสอนผมตั้งแต่ตอนเด็กๆ ว่า เมื่อก้าวขึ้นเวทีแล้วต้องมีใจเต็มร้อย แพ้ชนะไม่เป็นไร แต่ใจต้องเต็มร้อย ในปี 2568 เราจัดมาแล้ว 60 อีเวนต์ รวมทั้งในต่างประเทศ ไม่ว่าจีน อาหรับ กาตาร์ ญี่ปุ่น อเมริกา ส่วนปี 2569 นี้เราจะไปจัดที่ยุโรป บราซิล ซึ่งรวมๆ ประมาณ 72 อีเวนต์ นับจากนี้ไปคือการเติบโตที่จะก้าวกระโดดต่อเนื่อง” ชาตรีกล่าว “ตอนนี้ผมไปเดินสายทั่วโลก รู้สึกว่านี่มันความจริงหรือเปล่า หรือว่าเป็นความฝัน วันนี้ในใจผมมันไม่ว่างเปล่าอีกต่อไปแล้ว” ชาตรีกล่าวปิดท้าย



ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์ 




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : บรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล เถ้าแก่โรงสีผู้ก่อตั้งโรงไฟฟ้า

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ในรูปแบบ e-magazine