เกรียงศักดิ์ บัวนุ่ม WGE มุ่งสู่ Top 5 - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

เกรียงศักดิ์ บัวนุ่ม WGE มุ่งสู่ Top 5

20 กว่าปีก่อน เกรียงศักดิ์ บัวนุ่ม ชายหนุ่มจากพัทลุงมุ่งหน้าสู่เมืองหลวงด้วยความตั้งใจจะเป็นวิศวกรโยธาให้บิดามารดาภาคภูมิใจ และเชื่อว่าเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงให้ชีวิต ทว่าหลังเป็นลูกจ้างเพียง 11 ปี เขาก็ออกมาสร้างอาณาจักรจนนำพา บริษัท เวล เกรด เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ WGE  เข้าตลาดหลักทรัพย์เพื่อความยั่งยืน

อาคารสำนักงานใหญ่ 4 ชั้นเพิ่งรีโนเวตแล้วเสร็จปี 2563 ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ เกรียงศักดิ์ บัวนุ่ม ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหารนำ บริษัท เวล เกรด เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ WGE เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ขณะที่บริษัทมีอายุ 10 ปี โดย WGE ทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอาคารและสิ่งปลูกสร้างต่างๆ ให้บริการด้านบริหารและควบคุมการก่อสร้าง โดยปี 2562 และ 2563 มีรายได้ 1,516 และ 865 ล้านบาท กำไรสุทธิ 115 และ 45 ล้านบาทตามลำดับ ทั้งนี้ไตรมาสแรกของปี 2564 มียอดรับรู้รายได้ (backlog) 3,105 ล้านบาท

ครอบครัวสายช่าง

เกรียงศักดิ์เป็นคนพัทลุง เติบโตในครอบครัวเกษตรกร บิดามารดาทำสวนยางพารา ทำนา แม่รับจ้างเย็บผ้าเป็นอาชีพเสริม พ่อเป็นช่างไม้ เขาเลือกเรียน ปวช. รอบบ่าย เพื่อใช้เวลาช่วงเช้าช่วยมารดาเก็บน้ำยางพารา หลังจากนั้นไปเรียน ปวส. ที่โคราช และเข้ากรุงเทพฯ เพื่อเรียนต่อระดับปริญญาตรีด้านวิศวโยธาที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร เพื่อต้องการแบ่งเบาภาระทางบ้านระหว่างเรียนปริญญาตรีจึงกู้เงินกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาปีละ 100,000 บาทเป็นค่าใช้จ่าย หลังเรียนจบ 3 ปีก็ใช้คืนกองทุนฯ จนครบถ้วน

“บ้านผมเป็นครอบครัวช่าง พี่น้อง 3 คนเป็นวิศวกรหมด น้องสาวจบวิศวเคมี น้องชายจบวิศวไฟฟ้า แม่เป็นช่างเย็บผ้า พ่อเป็นช่างไม้ ทำวงกบประตูหน้าต่าง แป ทำเครื่องหลังคา ทำเป็นรายได้เสริมช่วงว่างเว้นจากช่วงทำสวนยาง ผมช่วยเลี้ยงวัวนม ตัดหญ้า ช่วยแม่เก็บน้ำยางตอน 6-7 โมงที่พ่อไปกรีดไว้ตั้งแต่ตี 2 ตี 3 ก่อนไปทำงานช่างไม้ วันหยุดปิดภาคเรียนก็เป็นลูกมือพ่อที่ทำงานอยู่บนหลังคาบ้าน”

ระหว่างเรียนปริญญาตรีมีการเปิดรับสมัครนายช่างองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) วุฒิการศึกษา ปวส. อัตราจ้างเดือนละ 5,700 บาท เขาจึงไม่รีรอที่จะสอบเข้ารับราชการเป็นนายช่าง อบต. ย่านปทุมธานี เมื่อสอบผ่านจึงทำเรื่องขอย้ายไปเรียนวันเสาร์อาทิตย์เพื่อจะได้ทำงานในวันจันทร์-ศุกร์ ด้วยวิธีการนี้ทำให้สามารถเรียนและทำงานไปด้วย ในที่สุดเกรียงศักดิ์สามารถคว้าปริญญาวิศวโยธาพ่วงเกียรตินิยมอันดับ 2 มาให้บิดามารดาชื่นใจ

เมื่อเป็นวิศวกรเต็มตัวจึงวางแผนชีวิตใหม่ โดยลาออกจาก อบต. มาทำงานเป็นวิศวกรฝึกหัดที่ บริษัท เอ.เอส. เอ. การช่าง จำกัด กระทั่งเติบโตได้เป็นผู้จัดการฝ่ายก่อสร้าง มีรายได้หลักแสนตั้งแต่อายุ 30 ปี ทว่าเมื่อบรรยากาศในการทำงานไม่สนุกและท้าทายอีกต่อไป เกรียงศักดิ์จึงลาออกมาตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้างในปี 2553 ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท มีหุ้นส่วนอีก 2 คนคือ ศิริพงษ์ ศิริสวัสดิบุตร เจ้านายเก่า และ วายุ ทองพูน เพื่อนร่วมงานและเป็นรุ่นน้องสถาบัน โดยช่วง 2 ปีแรกยังทำงานที่บริษัทเก่าควบคู่ไปด้วย และได้รับการสนับสนุนจากนายเก่าเป็นอย่างดี

“เดิมคิดว่าจะเติบโตไปพร้อมกับบริษัท ผมทำงานจนบางทีลูกค้าคิดว่าเป็นลูกเจ้าของ เราดีลงานตั้งแต่งานเล็กๆ กระทั่งงานสำคัญมากๆ ซึ่งบางเรื่องเป็นหน้าที่ของเจ้าของเท่านั้น อายุ 30 ปีได้ขึ้นเป็นผู้จัดการฝ่ายก่อสร้างแล้ว ควบคุมดูแลงานก่อสร้างทุกโครงการของบริษัท งานในมือตอนนั้นมูลค่าหลัก 2-3 พันล้าน ภูมิใจมาก คิดว่าเราเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้บริษัทเติบโต”

 บทบาทใหม่เจ้าของกิจการ

แรกเริ่มก่อตั้งบริษัท WGE มีพนักงาน 20-30 คน รับงานหลายประเภท ทั้งการปรับปรุงอาคาร งานตกแต่งภายใน งานระบบปรับอากาศในโรงงาน ช่วงแรกหางานค่อนข้างยาก เนื่องจากบริษัทยังไม่เป็นที่รู้จักแต่ก็ยังได้รับโอกาสจากลูกค้าของบริษัทเดิม

จุดเปลี่ยนสำคัญมาจากการได้งานก่อสร้างโรงพยาบาลและคอนโดมิเนียมที่ภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เขาคุ้นเคย เนื่องจากตอนเป็นวิศวกรต้องดูแลงานก่อสร้างทางภาคใต้หลายแห่งทำให้รู้จักกับผู้รับเหมา แรงงาน และหน่วยงานภาครัฐโปรเจ็กต์ใหญ่งานแรกคือ ก่อสร้างโรงพยาบาลที่จังหวัดนครศรีธรรมราชมูลค่า 180 ล้านบาท

“ลูกค้าเป็นเจ้าของโรงพยาบาลที่กระบี่ ซึ่งเราเคยทำงานให้ ติดต่อมาว่าจะสร้างตึกใหม่ที่นครศรีธรรมราชให้เสนอราคา เราเป็นบริษัทเล็กต้นทุนสู้คู่แข่งได้สบาย สิ่งที่ยากคือ งาน 180 ล้าน แต่ WGE มีผลงานแค่ 5-10 ล้าน present กรรมการหลายรอบ โชคดีที่ท่านประธานให้โอกาส ผมเดินทางไปนครศรีธรรมราชทุกอาทิตย์ อยู่ครั้งละ 3-4 วัน ไปวางแผน ควบคุม และประชุมเอง…

“ช่วงที่งานใกล้เสร็จกำลังทดลองใช้อุปกรณ์ห้องผ่าตัด ระบบปรับอากาศ เพื่อนที่ทำงานในบริษัทดีเวลลอปเปอร์โทรหาบอกว่า ลูกค้าอยากหาผู้รับเหมาทำงานที่หาดใหญ่ ผมก็เข้าไปคุย เขาเอาโปรเจ็กต์ให้ดู ผมอึ้งเลย งานเรา 180 ล้านก็ว่าใหญ่แล้ว มูลค่าโครงการนั้น 900 ล้านบาท เฉพาะส่วนที่เราต้องทำ ก็คิดว่าเขาไม่กล้าจ้างหรอก เพราะคุณสมบัติไม่เหมาะสมทุนจดทะเบียนแค่ 5 ล้าน และไม่เคยทำคอนโดฯ”

แม้จะมีข้อจำกัดทั้งเงินทุน ประสบการณ์และแรงงาน และคิดว่าลูกค้าคงไม่จ้าง แต่ลึกๆ เขามั่นใจว่า โครงการนี้ไม่เกินความสามารถ ถ้าเพียงแต่จะมีเงินทุน

“ลูกค้าให้ทำ proposal ผมก็ทำ และเชิญผู้บริหารไปดูโรงพยาบาลที่นครศรีธรรมราช มีห้องพัก ห้องวอร์ดคนป่วย ห้องผ่าตัด และอื่นๆ เรา present เต็มที่…สุดท้าย เขาให้งานในเงื่อนไขว่า ให้เงิน advance 20% คือ 180 ล้านบาท…ดราม่ายังไม่จบ หลังจากดีลกันมาร่วม 3 เดือน พอเริ่มคุยเรื่องสัญญารายละเอียดเยอะมาก เราเด็กบ้านนอก ลูกค้าเป็นบริษัทมหาชนมีฝ่ายกฎหมายมาร่าง นั่งคุยกันจนเคลียร์จบปัญหามีเรื่องเดียวแต่ใหญ่มากคือ การเซ็นสัญญาต้องมีหนังสือค้ำประกัน (Letter of Guarantee: LG) 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มูลค่า 45 ล้านค้ำประกันสัญญา ฉบับที่ 2 อีก 180 ล้านค้ำประกันเงินเบิกล่วงหน้า

“บริษัทเราจดทะเบียน 5 ล้านจะหาเงินที่ไหน ผมติดต่อแทบทุกธนาคาร หาอยู่เป็นเดือนก็ไม่ได้ สุดท้ายกลับไปบอกดีเวลลอปเปอร์ว่า หา LG ไม่ได้ และยื่นข้อเสนอใหม่คือ ไม่รับเงินล่วงหน้า หากไม่เอาก็ไม่ต้องหา LG แต่ขอเบิกเงินค่างานเดือนละ 2 ครั้ง เครดิต 15 วัน ผู้บริหารโครงการรับไปคุยกับฝ่ายกฎหมายและผู้บริหารระดับสูง”

ช่วง 2 อาทิตย์ระหว่างรอคำตอบ ผู้บริหารหนุ่มบอกว่า นอนไม่หลับเลย แต่เขาก็ไม่อยู่เฉย สั่งลูกน้องเอารถแม็คโครเข้าเคลียร์พื้นที่ เตรียมจัดทำสำนักงานสนาม ให้ลูกค้าเห็นว่ามีความพร้อมและอยากทำ เมื่อลูกค้าตอบตกลง เกรียงศักดิ์มีเวลาดีใจไม่นานนักก่อนกลับมาเครียดใหม่ เพราะต้องจบโปรเจ็กต์ภายใน 1 ปีครึ่ง ช่วงนั้นจึงเร่งเคลียร์งานที่คั่งค้างและไม่รับงานอื่นเพิ่มเลย

“ผมกับคุณวายุไปเฝ้าที่ไซต์งาน พอทำได้ 11 เดือน ได้ อ.6 ใบอนุญาตเปิดใช้อาคาร คือยังมีงานต้องเก็บอีกบางส่วนแต่วัดกันตรงที่ว่าได้ อ.6 ลูกค้าให้โบนัส 23 ล้าน นอกเหนือจาก payment อย่างอื่น งานนั้นประสบความสำเร็จมาก บริษัทอายุ 4 ปีทำงานคอนโดมูลค่า 900 ล้านก็ได้ ผลงานไปประมูลงานใหม่ ไปทำกับแสนสิริหรือบริษัทระดับ top 5 ของประเทศ ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ๆ”

ถามว่า ทำอย่างไรจึงได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าและมีงานอย่างต่อเนื่อง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WGE ตอบว่า ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างคือ การอาสาลูกค้าเข้ามาแก้ปัญหา นำความรู้ความเชี่ยวชาญมาบริหารจัดการงานไม่ให้เกิดปัญหา เนื่องจากลักษณะงานก่อสร้างส่วนใหญ่มีความยุ่งยากซับซ้อน ไม่มีรูปแบบตายตัวแน่นอนในแต่ละโครงการ มีผู้เกี่ยวข้องเยอะมาก กระบวนการจัดการจึงแตกต่างกัน

“หัวใจสำคัญของธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง คือ บริหารความคาดหวังของลูกค้าที่คาดหวังว่างานต้องทันเวลา มีคุณภาพ งบไม่บานปลาย การจะประสบความสำเร็จไม่ใช่แค่ทำงานให้เสร็จ แต่ต้องบริหารจัดการความคาดหวังของลูกค้าให้ได้ด้วย ถามว่าใช้อะไรวัด ก็ดูว่าโครงการต่อไปลูกค้ายังใช้บริการเราอีกหรือไม่ ถ้าลูกค้าให้งานเราทำต่อก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ยังรักษาลูกค้าไว้ได้”

การเติบโตในช่วงหลายปีที่ผ่านมาคงช่วยยืนยันได้เป็นอย่างดี ผู้บริหาร WGE ยังบอกอีกว่า ตั้งแต่ตั้งบริษัทมาไม่เคยขาดทุนเลย

สร้างทีมมืออาชีพ

หลังจบโปรเจ็กต์คอนโดมิเนียมที่จังหวัดหาดใหญ่ ทำให้บริษัทมีความพร้อมทั้งเงินทุน ผลงาน ประสบการณ์ จึงเดินหน้าขยายงานเต็มกำลัง ได้งานจากลูกค้าใหม่และดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ๆ บริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง เปิดไซต์งานหลายแห่งพร้อมกัน ทำให้มีปัญหาหลายอย่างตามมา

“จากเดิมแค่หางาน ทำงานๆ ไม่มีหรอก inspiration เด็กต่างจังหวัดสมัยก่อนถูกสอนว่า ขยัน ซื่อสัตย์ อดทน มัธยัสถ์ พ่อแม่ก็ไม่ได้สอนปรัชญาอะไร ทำได้ 3-4 ปีบริษัทเริ่มโต มีปัญหาทุกอย่าง เราไม่ได้อ่านหลักบริหารจัดการคน ไม่ว่างนั่งอ่านหนังสือหรือเรียนต่อ ไม่มีที่ปรึกษา ทำไปเรียนรู้ไป พอบริษัทเริ่มโตเริ่มวางโครงสร้าง นำระบบ ISO มาใช้ คิดถึงการเติบโตแบบยั่งยืน ช่วงนั้นความคิดเอาบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์แวบเข้ามาว่าเป็นแนวทางที่เราต้องเลือกใช้เริ่มหาข้อมูล อ่านเงื่อนไข เอาตัวเองเข้าไปศึกษา อบรมหลักสูตรของ ก.ล.ต.” เกรียงศักดิ์ บัวนุ่ม กล่าว

เกรียงศักดิ์ขยายความว่า กรรมการบริหารส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องทำให้เกิดปัญหาการบริหาร เมื่อความคิดเห็นไม่ตรงกัน เกิดความขัดแย้ง บั่นทอนกำลังใจ ไม่อยากคุย ไม่อยากทำงาน จึงเปลี่ยนวิธีคิดวิธีบริหารองค์กรให้เป็นมืออาชีพ ลดความเกรงใจลง เปิดใจคุยกัน โดยใช้ผลงานเป็นตัวตั้ง

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WGE กล่าวถึงการดำเนินธุรกิจในช่วงปีแรกๆ ว่าเนื่องจากยังไม่ค่อยมีประสบการณ์ในการบริหารธุรกิจ ปัญหาต่างๆ จึงประดังเข้ามาทุกรูปแบบ ทั้งการเงิน บุคลากร วิธีคิด ฯลฯ เขาต้องค่อยๆ เรียนรู้และแก้ไขไปทีละเรื่อง

“ผมเคยนั่งคิดย้อนกลับไปในช่วงที่เพิ่งเริ่มต้นนะ พยายามคิดหาเหตุผลว่าเพราะอะไรเราถึงผ่านอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ ผมเองก็ยังหาข้อสรุปชัดเจนไม่ได้คิดว่าอาจเป็นเพราะเราเป็นนักสู้ ไม่เคยมีสักครั้งที่ผมคิดจะล้มเลิก ไม่เคยหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาพูดเลยแม้แต่ครั้งเดียว หลังจากผ่านช่วงเริ่มต้นมาเราได้เรียนรู้ปัญหามีประสบการณ์ เราปรับวิธีคิด เปลี่ยนมุมมองให้เป็นอย่างมืออาชีพ ทำให้เริ่มตั้งหลักวางโครงสร้าง กำหนดแนวทางการบริหารเพื่อไปสู่เป้าหมายคือ นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ พอเป้าชัดเราก็เริ่มบทใหม่แห่งการเดินทางคือ การเอาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในวาระครบรอบ 10 ปีของการก่อตั้ง WGE”

แต่ถึงแม้จะเตรียมการจนพร้อมทุกด้านทว่าการระบาดของโควิด-19 ก็ส่งผลกระทบพอสมควร

“ต้นปี 2563 เรามีความพร้อมที่จะแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชน พร้อมจะยื่น filing เพื่อขออนุญาตนำบริษัทเข้าจดทะเบียนกลางปี แต่พอถึงเดือนมีนาคมโควิด-19 ระบาด ประเทศไทยประกาศ lockdown เริ่มเครียดว่าจะเอาอย่างไรดี โครงการก่อสร้างที่ตกลงราคากันแล้วก็เริ่มส่งสัญญาณชะลอ หรือเลื่อนโครงการกระทบกับเป้ารายได้ที่คาดไว้…

“ตอนนั้นลูกค้าเลื่อนและชะลองานไปประมาณ 4 โครงการ รายได้หายไปเกือบประมาณ 1 พันล้าน รายได้ปี 2563 จากเป้าหมายจะโต 20% กลับลดลง 40% จากปี 2562 เราพยายามแก้ปัญหา เร่งหาลูกค้าใหม่ ประมูลงานเพิ่ม เพื่อชดเชยรายได้ที่หายไป วันที่ 3 พฤศจิกายน ปี 2563 เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์วันแรกถือว่าประสบความสำเร็จ ถึงแม้มูลค่าระดมทุนจะน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้แต่เราพอใจกับจุดที่ได้ มากกว่าตัวเงินคือ ความภูมิใจในทีมงานที่ฝ่าฟันกันมาถึงจุดนี้ได้ ถือว่าเราเติบโตขึ้นอีกขั้นหนึ่ง

“ตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีพัฒนาการตามลำดับอย่างต่อเนื่องช่วง 4 ปีแรกอยู่กับการจัดการระบบภายในเราได้รับรองมาตรฐาน ISO-9001 ปี 2557 ต่อมาปีที่ 5 (ปี 2558) เรานำระบบ ERP เข้ามาใช้ในกระบวนการทำงาน ปีที่ 10 แปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนและเสนอขายหลักทรัพย์ (IPO) ได้สำเร็จ มีงานก่อสร้างมากขึ้น…ปีนี้ 3 เดือนแรกบริษัทหางานได้ 3.5 พันล้าน และวางเป้าหมายไว้ที่ 4 พันล้าน คิดว่าไม่น่ามีปัญหา”

เพื่อให้บริษัทเติบโตอย่างต่อเนื่อง เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจ จึงได้จัดพอร์ตใหม่ให้ครอบคลุมประเภทของงานก่อสร้าง ล่าสุดขยายสู่กลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต รับก่อสร้างโรงงานอุตสาหกรรมกลุ่มงานโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สะพาน ถนน เขื่อนป้องกันตลิ่ง โดยเพิ่มเครื่องจักรและขยายทีมงานรองรับ

ในตอนท้ายประธานกรรมการบริหาร WGE กล่าวถึงเป้าหมายภายใน 5 ปีข้างหน้าว่า จะขยายการรับงานมูลค่ามากกว่า 5 พันล้านบาท ซึ่งเขามั่นใจว่าเป้าหมายนี้ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน รวมทั้งจะนำ WGE ขึ้นแท่น top 5 ธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง-อาคารสูง เมื่อเทียบกับบริษัทในขนาดเดียวกันซึ่งมีอยู่ประมาณ 10 แห่ง

 ภาพ: กิตติเดช เจริญพร


คลิกอ่านฉบับเต็ม และบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกรกฎาคม 2564 ในรูปแบบ e-magazine

BACK TO TOP