สุชาติ เจียรานุสสติ กองทุนหมื่นล้าน ล่าอสังหาฯ ทั่วเอเชีย - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Fabulous 40s & 50s
  • People >
  • สุชาติ เจียรานุสสติ กองทุนหมื่นล้าน ล่าอสังหาฯ ทั่วเอเชีย

สุชาติ เจียรานุสสติ กองทุนหมื่นล้าน ล่าอสังหาฯ ทั่วเอเชีย

Forbes Thailand

ชายหนุ่มวัย 52 ปี นาม สุชาติ เจียรานุสสติ ผู้ก่อตั้ง SC Capital Partners ที่ประเทศสิงคโปร์ ปรากฏตัวในวันนัดพบกับ Forbes Thailand ในชุดเสื้อเชิ้ตอ่อนทับด้วยแจ็คเก็ตสีดำ พร้อมกับเป้ที่สะพายอยู่ข้างหลังเพียงไม่กี่นาทีหลังจากการพูดคุยก็สังเกตได้ว่า เขามีบุคลิกเรียบง่าย ไร้การปรุงแต่ง มีอารมณ์แจ่มใส่ และเป็นคนมองโลกในแง่ดี ซึ่งบุคลิกดังกล่าว แลดูจะขัดแย้งกับบทบาทและหน้าที่ที่เขารับผิดชอบอย่างการบริหารกองทุนอสังหาริมทรัพย์ ที่ต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันของโลกการลงทุนที่มีการแข่งขันอย่างดุเดือด

 

“ผมเป็นคนง่ายๆ” สุชาติ เกริ่นกับทีมงาน พร้อมเสริมว่าเขาชอบใช้ชีวิตติดดิน และไม่ชอบที่จะเป็นที่รู้จักมากในสังคมจึงไม่ใช่เรื่องแปลก หากวันหนึ่งจะเห็นเขานั่งทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ริมถนนในกรุงเทพฯ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในต่างแดน

ชีวิตของสุชาติโลดโผนอยู่ในต่างประเทศตั้งแต่เด็ก โดยหลังจบ ป.5 พ่อของเขาได้ส่งเขาไปศึกษาต่อที่ฮ่องกง ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาจะได้เรียนรู้ภาษาจีน จากนั้นเขาก็ไปศึกษาต่อระดับมัธยมศึกษาตอนปลายที่ประเทศอังกฤษ และเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีที่ London School of Economics and Political Science สาขาเศรษฐศาสตร์การเงิน และปริญญาโทที่ Imperial College of Science & Technology & Medicine โดยได้รับทุนจากธนาคารแห่งประเทศไทย หลังจบการศึกษา เขาเลือกดูงานต่อที่สถาบันการเงินในประเทศอังกฤษอีก 1 ปี ไม่ว่าจะเป็นที่ Citibank และ Bank of England

เมื่ออายุ 24 ปี สุชาติได้เดินกลับสู่บ้านเกิดและเริ่มงานกับธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อใช้ทุนคืน โดยรับผิดชอบงานด้านการธนาคาร ดูแลด้านเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเมื่อครบกำหนดการใช้ทุน 3 ปี เขาได้เรียนรู้ว่า การเป็นข้าราชการที่แบงก์ชาติไม่ได้เป็นชีวิตที่เขาต้องการ ทว่าเขามีความสนใจงานด้านการลงทุนมากกว่า ประกอบกับการเป็นหนุ่มไฟแรงที่อยากลองวิชา ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจลาออกเพื่อตามหาความฝัน

ประเทศสิงคโปร์เป็นเป้าหมายถัดไปของสุชาติ เนื่องจากในปี 2534 เกาะอันมั่งคั่งแห่งนี้เป็นตลาดสำคัญด้านการลงทุนในภูมิภาค มีกิจกรรมการซื้อขายเชื่อมโยงกับทั่วโลก และมีตลาดตราสารทางการเงินที่มีการพัฒนามากกว่าประเทศไทย โดยเขาเริ่มงานกับกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ Temasak Holdings จากนั้นจึงตัดสินใจร่วมงานกับเจพีมอร์แกน โดยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเทรดดิ้ง ไม่ว่าจะเป็นสินค้าด้านโภคภัณฑ์ อัตราแลกเปลี่ยนหรืออัตราดอกเบี้ย

กระทั่งในปี 2541 เขาถูกทาบทามจาก ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้น ให้กลับมาช่วยงานแก้ไขปัญหาการเงินของประเทศไทย ที่กำลังได้รับผลกระทบอย่างสาหัสจากวิกฤตต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540 ซึ่งเขาตอบตกลงในที่สุด อีก 1 ปีต่อมา เขาเดินทางกลับสิงคโปร์อีกครั้งเพื่อร่วมงานกับกองทุนอสังหาริมทรัพย์ Westbrook สัญชาติอเมริกันและได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์การลงทุนด้านอสังหาริมทรัพย์ที่เขาไม่เคยมีมาก่อน

ในปี 2547 สุชาติก่อตั้ง SC Capital Partners Group ขึ้นมา ซึ่งในปัจจุบัน SC บริหารกองทุนอยู่ทั้งหมด 4 กองทุน ภายใต้ชื่อ Real Estate Capital Asia Partners (RECAP): RECAP I, II, III และ IV ซึ่งเป็น private equity fund โดยทุกวันนี้ กองทุนทั้ง 4 สามารถระดมทุนได้สูงถึง 6 หมื่นล้านบาท เน้นการลงทุนในทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคเอเชีย โดยเขาดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการการลงทุนและมีหน้าที่บริหารธุรกรรมการลงทุน

ปัจจุบัน กองทุนของเขาเป็นที่น่าจับตาในภูมิภาค ด้วยผลตอบแทนให้กับนักลงทุนถึง 20% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงทีเดียวผู้คนจำนวนมากมักเชื่อว่า การเป็นนักลงทุนนั้น จำเป็นต้องก้าวเร็วกว่าคนอื่นหนึ่งก้าว “แต่ผมเคยมีนายคนหนึ่งที่บอกว่าจริงๆ แล้ว การก้าวเร็วกว่าคนอื่นหนึ่งก้าวโดยลำพัง อาจตายก่อนได้ เหมือนๆ กับการก้าวช้าไปหนึ่งก้าว ที่อาจตายได้เหมือนกันดังนั้น เราควรก้าวไปเพียงครึ่งก้าวเท่านั้น”เขาแย้มหลักคิดด้านการลงทุนอย่างระมัดระวัง

เขาเปิดเผยเคล็ดลับการลงทุนว่า เขาจะเข้าซื้อสินทรัพย์เมื่อคนอื่น “กลัว” เพราะนั่นคือ “โอกาส” และเขาจะไม่เลือกซื้อทรัพย์สินที่มีปัญหา ทว่า จะเลือกซื้อทรัพย์สินที่ดี แต่เจ้าของมีปัญหา วิกฤตซึ่งเกิดขึ้นที่ญี่ปุ่นจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวและมีวิกฤตนิวเคลียร์ตามมาในปี 2554 โดยหลายฝ่ายมองว่า ธุรกิจท่องเที่ยวของดินแดนซากุระจะเข้าสู่ภาวะย่ำแย่ เพราะนักท่องเที่ยวเริ่มหวาดกลัว แต่สำหรับสุชาตินั้น เขากลับมองว่า ประเทศนี้ยังมีอนาคต โดยเขาคาดการณ์ไว้ว่า ในที่สุดแล้ว ประเทศญี่ปุ่นจะต้องเลือกที่จะเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไป เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ

และแล้วคำทำนายของเขาก็เป็นจริง ในปี 2557 นักท่องเที่ยวไทยสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวญี่ปุ่นได้ 15 วันโดยไม่ต้องขอวีซ่า นอกจากนี้ เขายังเชื่อว่า การท่องเที่ยวของญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มสดใส เนื่องจากในปี 2563 ดินแดนแห่งซากุระจะเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬาโอลิมปิก

ในวันนี้ กองทุนของเขาได้ซื้อโรงแรมที่ญี่ปุ่นไปแล้ว 48 แห่งแต่ได้ขายไปทั้งสิ้น 7 แห่ง เนื่องจากมีแนวโน้มที่ไม่น่าประทับใจในอนาคต สุชาติมองว่า ญี่ปุ่นยังถือเป็นตลาดสำคัญในการลงทุน นอกจากนี้ กองทุนของเขายังเข้าไปซื้ออสังหาริมทรัพย์ในประเทศอื่นๆ ที่มีอนาคตสดใส เช่น ประเทศจีน เกาหลีใต้ ฮ่องกง สิงคโปร์ เวียดนาม เมียนมา มัลดีฟส์ และออสเตรเลีย

“การลงทุนบนโลกนี้จริงๆ แล้วน่ากลัวมาก เนื่องจากดอกเบี้ยเกือบครึ่งของโลกในตอนนี้ติดลบ และยังไม่มีแนวโน้มที่จะฟื้นเลย…มันไม่มีอะไรมากระตุ้นได้อีก และลูกกระสุนก็ไม่เหลือแล้วด้วย” เขากล่าว

วินัย – หัวใจแห่งการลงทุน

หัวใจของการบริหารกองทุนอสังหาริมทรัพย์ให้ประสบความสำเร็จ คือการมีวินัย กล่าวคือ ก่อนจะลงทุนใดๆ สุชาติจะศึกษาอย่างถี่ถ้วนถึงศักยภาพของโครงการที่จะซื้อ โดยปัจจัยหลักนั้นคือโครงการจะต้องไม่มีความเสี่ยงสูง และต้องมีจังหวะการเข้าซื้อที่ดีวินัยเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากเขาตระหนักอยู่เสมอว่า “นักลงทุน” จะเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนที่สุดหากการลงทุนผิดพลาดซึ่งเงินทุนเหล่านั้น อาจมาจากมหาวิทยาลัยที่ต้องการผลตอบแทนไปสนับสนุนการศึกษา เช่น การให้ทุนการศึกษา หรือกองนจากประเทศที่สาม ที่ต้องการเงินเหล่านี้ไปพัฒนาโครงการต่างๆ เพี่อยกระดับคุณภาพชีวิต

เป้าหมายของสุชาติในอนาคต คือการปั้นให้ SC ของเขาเป็นบริษัทที่บริหารทรัพย์สินอสังหาริมทรัพย์ที่ “เชี่ยวชาญ” และมี“จริยธรรม” ในเวลาเดียวกัน เขาคาดหวังว่าจะสามารถระดมทุนได้ราว 3-4 หมื่นล้านต่อปีในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ซึ่งสอดคล้องกับแผนระดมทุน 5 ปี ที่จะมียอดเงินระดมทุนมากขึ้น 2-3 เท่าจาก 6 หมื่นล้านบาท นั่นหมายความว่า ยอดทุนยอดรวมทั้งหมดในเวลานั้นจะอยู่ที่ราว 2 แสนล้านบาท และเป็นไปได้ว่า บริษัทของเขาจะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งใดแห่งหนึ่ง

BACK TO TOP