ธิดารัตน์ รอดอนันต์ SWI โรงงานแป้งมันแห่งเอเชีย

ธิดารัตน์ รอดอนันต์ SWI โรงงานแป้งมันแห่งเอเชีย

รุ่น 2 ของครอบครัวที่ทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายแป้งมันสำปะหลังในจังหวัดนครราชสีมา และเป็นผู้นำการส่งออกแป้งมันสำปะหลังของไทย ครองส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับต้นๆ ของทวีปเอเชีย


    แม้ประเทศไทยจะไม่ใช่แหล่งผลิตมันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก ทว่าเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังเป็นอันดับ 1 ติดต่อกันมาหลายปี โดยพื้นที่เพาะปลูกใหญ่ของไทยอยู่ในภาคอีสาน คิดเป็น 57% และจังหวัดที่เพาะปลูกมากที่สุดคือ นครราชสีมา เป็นที่ตั้งโรงงานแป้งมันสำปะหลังจำนวนมาก รวมถึง บริษัท สงวนวงษ์อุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังรายใหญ่ของประเทศไทย

    ทศพล ตันติวงษ์ ได้ก่อตั้ง บริษัท สงวนวงษ์อุตสาหกรรม จำกัด (SWI) ในปี 2517 เพื่อผลิตแป้งมันสำปะหลัง ทั้งที่ไม่มีความรู้ด้านนี้มาก่อน ช่วงแรกมีกำลังการผลิต 30 ตันต่อวัน และใช้เวลาเพียง 5 ปีก็เป็นที่รู้จักได้รับการตอบรับจากลูกค้า

    ปัจจุบันบริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากมันสำปะหลัง สินค้าหลักประกอบด้วยแป้งมันสำปะหลัง (native starch), แป้งมันสำปะหลังดัดแปร (modified starch), เส้นใยมันสำปะหลัง และฟลาวมันสำปะหลัง ยอดขาย 90% มาจากการส่งออกทั่วโลก ลูกค้ารายใหญ่คือจีน ช่วงที่ขายดีมากๆ ยอดขายคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60%

    นอกจากนี้ ยังมีบริษัทในเครืออีกหลายแห่ง อาทิ 1. บริษัท สงวนวงษ์สตาร์ช จํากัด ประกอบธุรกิจผลิตและส่งออกแป้งมันสำปะหลังและมันสำปะหลังดัดแปร 2. บริษัท ที-ไฟเบอร์ อินโนเวชั่น จำกัด ผลิตและส่งออกแป้งมันสำปะหลังไปยังตลาดโลก 3. บริษัท สงวนวงษ์ เอ็นเนอร์ยี จำกัด ให้บริการด้านผลิตและจำหน่ายพลังไฟฟ้าและก๊าซ 4. บริษัท โคราช ไบโอเอ็นเนอร์ยี จำกัด 5. บริษัท โคราช เอ็นเนอร์จี พลัส จำกัด ผลิตและการส่งจ่ายกระแสไฟฟ้า 6. โรงเรียนปลูกปัญญา สถาบันการศึกษาทางเลือกที่เปิดรับตั้งแต่ระดับเนอร์สเซอรี่ถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย

    ก่อนจะมาทำธุรกิจนี้ “ทศพล” เป็นตัวแทนขายน้ำมันสามทหารและทำร้านอะไหล่รถยนต์ ต่อมาเห็นว่ามีคนทำไร่มันสำปะหลัง ลานมัน และโรงแป้ง รายได้ดี จึงชักชวนญาติพี่น้องและเพื่อนมาลงทุนทำโรงแป้งมัน ช่วงแรกล้มลุกคลุกคลานพอสมควร กระทั่งได้รู้จักกับวิศวกรไทยที่จบจากเยอรมนี ซึ่งแนะนำว่าหากจะทำแป้งคุณภาพดีต้องใช้เครื่องจักรเยอรมัน และปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เหมือนกับชาวยุโรปที่ผลิตแป้งมันฝรั่ง


ปรับโครงสร้าง

    ธิดารัตน์ รอดอนันต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทในเครือสงวนวงษ์อุตสาหกรรม บุตรสาวคนโตของทศพลให้สัมภาษณ์ทีมงาน Forbes Thailand ภายในงาน Food Ingredients Asia 2025 ซึ่งจัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เดือนกันยายน ปี 2568 ระหว่างการพูดคุยมีลูกค้าชาวต่างชาติแวะมาเจรจาธุรกิจที่บูธอยู่เป็นระยะ

    “คุณพ่อเป็นคนมีความใฝ่ฝัน อยากให้แป้งมีคุณภาพดีที่สุด อยากใช้ตัวนี้ differentiate ตัวเองออกจากคนอื่นให้ลูกค้าประทับใจและเขาก็ทำสำเร็จ...เราได้รับการยอมรับจากตลาด หลังจากนั้นตลาดเติบโตอย่างต่อเนื่อง เมื่อมีชื่อเสียงว่าแป้งคุณภาพดีทำให้ธุรกิจเติบโต เนื่องจากเป็นครอบครัวใหญ่ส่วนคุณพ่อเป็นน้องคนเล็กการจะลงทุนต่างๆ ไม่สะดวก...คุณพ่อทำงานรับเงินเดือนอย่างเดียว ไม่ได้มองเห็นครบทั้งธุรกิจ อาจเป็น pain point ของการทำงานกงสี”

    ผู้บริหาร SWI บอกว่า ตอนที่มาช่วยงานบิดาทำธุรกิจช่วงแรกไม่ค่อยมีความสุขเท่าไร เพราะงานไม่เป็นระบบ ไม่ชอบงานด้านการเงิน และคิดจะไปทำงานที่อื่น เมื่อมีการแบ่งธุรกิจในปี 2537 ทำให้ได้มาทำด้านอุตสาหกรรมการผลิตเต็มตัวเนื่องจากบิดารับส่วนของโรงงานมา ส่งผลให้มีหนี้สินทันทีประมาณ 200 ล้านบาท

    “ตอนนั้นยังเด็กอยู่คิดว่าจะสำเร็จหรือ รับมาทำไม แล้วเราจะชำระหนี้คืนได้หรือเปล่า พอรับมาแล้วมีโชคช่วย เป็นช่วงที่แป้งดิบมีโอกาสทำกำไรจากภาวะหัวมันขาดแคลน แป้งในตลาดไม่พอใช้ ทำให้กำไรต่อหน่วยเพิ่มขึ้น”

    ธิดารัตน์เข้ามาช่วยงานบิดาในปี 2533 หลังเรียนจบปริญญาโทจากศศินทร์ ซึ่งขณะนั้นกิจการยังเป็นของกงสี โดยดูแลด้านการตลาดและปรับพอร์ตลูกค้าใหม่ เธอบอกว่า ความที่บิดาเป็นคนใจดีจึงขายสินค้าครั้งละมากๆ ในราคาถูกให้กับลูกค้าประจำ ทั้งที่ในปีหนึ่งๆ วัตถุดิบราคาไม่แน่นอน มีทั้งช่วงที่ราคาถูกและราคาแพง

    “เราช่วยเรื่องการตลาด ดู account ตรงนี้ว่าราคาถูกขายทำไม เพราะอนาคตสินค้าราคาจะขึ้น ควรขายน้อยลงหรืออย่าเพิ่งขาย ก่อนหน้านี้คุณพ่อทำงานยุ่งไม่มีคนช่วยดู พอมีคนช่วยทำให้มองเห็นปัญหา ตรงไหนขาดทุนก็ขายน้อยหน่อย ตรงไหนการแข่งขันสูง location สู้ไม่ได้ ก็ไม่ทำต่อ ขายลูกค้าในประเทศไม่มีกำไรก็หาตลาดอื่น ทำให้เราได้จัด portfolio ลูกค้าใหม่ และทำตลาดต่างประเทศมากขึ้น ก็เป็นโอกาสดีที่หัวมันขาดแคลน ราคาแป้งสูง หลายๆ ตลาดเรียกราคาได้ บางทีจังหวะดีๆ ก็ได้กำไรมา ทำให้เราสามารถมีเงินชำระหุ้นส่วนได้เร็วกว่าที่คิด...

    “พอเราและน้องเข้ามาก็ปรับทั้งกำลังการผลิต โครงสร้างรูปแบบธุรกิจ ไม่ขายแบบเดิม ปรับ portfolio ลูกค้า ลูกค้าเดิมที่มาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อบางรายก็ไม่ได้ขายแล้ว เราเลือกกลุ่มลูกค้าที่เหมาะกับธุรกิจ และดีไซน์ธุรกิจให้เหมาะกับบริบทของบริษัท เนื่องจากไม่สามารถแข่งขันด้านราคาจึงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี บริการ และคุณภาพสินค้า”



    ในการทำตลาดต่างประเทศช่วงแรกบุกตลาดเอเชีย เช่น จีน มาเลเซีย ไต้หวัน และเป็นจังหวะดีมีการข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) ภาษีค่อยๆ ลดลงจาก 10% เหลือ 0% ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น

    “ทำให้การค้าระหว่างไทยกับจีน growth มาก จีนอยู่ในช่วงเปิดประเทศและโตด้วยการลงทุนอุตสาหกรรม เราเติบโตอย่างต่อเนื่องเป็นตัวเลข 2 digit...เราโตไล่ไปกับการเจริญเติบโตของประเทศจีน โชคดีที่อยู่ในช่วง develop เส้นทางการค้ากับจีน”

    บริษัทสามารถรับซื้อหัวมันสำปะหลังสดจากชาวไร่วันละ 5,000 ตัน มีกำลังการผลิตสูงสุดอยู่ที่ 1,500 ตันต่อวัน และใช้มันสำปะหลังมากกว่า 1 ล้านตันต่อปี มียอดขายผลิตภัณฑ์แป้งมัน 300,000-400,000 ตันต่อปี รายได้ของทั้งกลุ่มบริษัทเฉลี่ยอยู่ที่ 8,000-10,000 ล้านบาทต่อปี ขึ้นกับสถานการณ์ราคามันสำปะหลัง และครองอันดับ 1 ของประเทศไทยในการส่งออกแป้งมันสำปะหลังดิบ ส่วนแป้งมันดัดแปรเป็นอันดับ 4 รวมทั้งมีส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในทวีปเอเชีย ปีไหนมีออร์เดอร์ล้นเกินกำลังการผลิตก็จะรวบรวมจากโรงงานอื่นมาจำหน่ายให้ลูกค้า

    “เราทำ net working กับโรงแป้งอื่นๆ สมมติได้ออร์เดอร์ใหญ่มาก็รวบรวมหาโรงแป้งที่ทำงานกับเรา เข้าไปจัดการโลจิสติกส์ คุณภาพ การเงิน การตลาด และส่งออกในนามเรา ตอนแรกลูกค้าก็ถามว่าทำไมไม่ทำเอง แต่เรา proof แล้วว่าสามารถบริหารจัดการได้มีประสิทธิภาพ ราคาแข่งขันได้ เราทำแบบนี้มาเรื่อยๆ ทำให้มียอดขายเยอะ เพราะทำงานร่วมกับโรงแป้งอื่นด้วย...

    “ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเติบโตช้าลง โดนกีดกันทางการค้า ในจีนก็มีโรงงานเกิดขึ้นเยอะมาก จีนไม่มีระบบโควต้าปล่อยให้แข่งขันอิสระ...ในไทยก็มีคนวิ่งไปขายของมากขึ้น ทำให้ margin ลดลง บางทีก็ใช้ข้าวโพด คือเขาใช้ (แป้ง) ข้าวโพดนานแล้ว แต่พบว่าใช้แป้งมันสำปะหลังดีกว่า ถ้าราคาดีจีนจะเลือกแป้งมันสำปะหลังก่อนเลย ใช้เป็นวัตถุดิบส่วนหนึ่งในการผลิตกระดาษ อาหาร”



ผู้ส่งออกรายใหญ่

    ข้อมูลจากวิจัยกรุงศรี ธนาคารกรุงศรีอยุธยา หัวข้อแนวโน้มธุรกิจอุตสาหกรรมมันสำปะหลัง 2568-2570 โดย ชัยวัช โซวเจริญสุข ระบุว่า ปี 2566 ผลผลิตมันสำปะหลังทั่วโลกมีประมาณ 333.7 ล้านตัน โดยทวีปแอฟริกาเป็นแหล่งผลิตใหญ่ที่สุด คิดเป็น 63.9% รองลงมาคือทวีปเอเชีย อเมริกา คิดเป็น 27.8% และ 8.2% ตามลำดับ หากพิจารณาเป็นรายประเทศ ไนจีเรียเป็นผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลกคิดเป็น 18.8% รองลงมาคือ คองโก และไทย คิดเป็น 13.5% และ 9.2%

    ขณะที่ปริมาณการส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังทั่วโลกอยู่ที่ 26.3 ล้านตัน ซึ่งไทยเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่ของโลก โดยความต้องการนำเข้าส่วนใหญ่มาจากประเทศในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะจีนที่นำเข้าสูงถึง 40.8%

    ทั้งนี้มันสำปะหลังเป็นพืชอาหารที่มีความสำคัญเป็นอันดับ 5 ของโลก รองจากข้าวโพด ข้าวเจ้า ข้าวสาลี และมันฝรั่ง เนื่องจากมีปริมาณแป้งสูง สามารถนำไปใช้ประโยชน์ 4 ด้านคือ อาหาร, อาหารสัตว์, เป็นวัตถุดิบในการผลิตเอทานอลเพื่อใช้เป็นพลังงานชีวภาพ และใช้ในภาคอุตสาหกรรม อาทิ แอลกอฮอล์ เครื่องนุ่งห่ม ยา กระดาษ เคมีภัณฑ์ โดยปี 2567 ไทยมีผลผลิต 28.6 ล้านตัน แหล่งผลิตใหญ่อยู่ในภาคอีสานคิดเป็น 57% และจังหวัดที่เพาะปลูกมากที่สุดคือนครราชสีมา

    ในปี 2567 ไทยยังคงเป็นผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์มันสำปะหลังรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีส่วนแบ่งในตลาดส่งออกอันดับ 1 มีสัดส่วนอยู่ที่ 25% โดยผลิตภัณฑ์มันเส้นมีสัดส่วนอยู่ที่ 19% แป้งมันสำปะหลังดิบ 62% และแป้งมันสำปะหลังดัดแปร 31% ทั้งนี้โครงสร้างตลาดส่งออกของไทยอยู่ในภูมิภาคเอเชียเกือบทั้งหมด โดยจีนเป็นตลาดอันดับ 1 ด้วยสัดส่วน 64% รองลงมาคือ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ไต้หวัน มาเลเซีย ด้วยสัดส่วน 6%, 6%, 4% และ 4%

    ปลายเดือนกันยายน ปี 2568 กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศเปิดเผยตัวเลขส่งออกสินค้ามันสำปะหลัง 8 เดือนแรกของปี 2568 ว่ามีปริมาณรวม 6.37 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 36.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีการส่งออกเพียง 4.66 ล้านตัน และตั้งเป้าการส่งออกมันสำปะหลังในปี 2568 อยู่ที่ 7.5 ล้านตัน



    ผู้บริหาร SWI คาดว่ารายได้ของกลุ่มบริษัทปี 2568 ไม่ถึงหมื่นล้านบาทเนื่องจากค่าเงินบาทแข็ง ประกอบกับแป้งมันจากเวียดนามราคาถูกกว่า ค่าเงินด่องยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง แป้งมันราคาลดลง 30%

    “ปีนี้เป็นปีที่ยาก เพราะเวียดนามขายแป้งราคาถูกมาก และยังซื้อหัวมันราคาถูกจากลาว เขมรได้...ทั้งที่มันในเวียดนามก็น้อยลง ถ้าไม่ได้จากเพื่อนบ้านก็สูสีกับไทย ปกติราคาถูกว่าไทย 10-15 เหรียญสหรัฐฯ แต่ลูกค้าก็ยังซื้อจากไทย พอเวียดนามเงินอ่อนและราคาถูกปีนี้จึงขายมากกว่าไทย พอราคาถูกและไป offer ตลาดราคาดีที่มีคู่แข่งน้อย ด้วยราคาถูกกว่า 70 เหรียญ (กก.ละ 2-3 บาท) ทำให้ตลาด Southeast Asia เสียราคา...ตอนนี้การแข่งขันด้านราคารุนแรง ราคาแป้งมันในตลาดต่างประเทศ gap ห่างมาก ที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกแป้งมันสำปะหลังอันดับ 1 ของโลก แต่ปีนี้แพ้เวียดนาม ส่วนแป้งมัน modified ยังชนะ”

    แม้ว่าบริษัทจะมีจุดแข็งด้านคุณภาพและการบริการ แต่มาตรฐานของบริษัทก็มีความสำคัญไม่น้อย เพราะแต่ละประเทศมีกฎข้อบังคับต่างกัน โดยเฉพาะชาติตะวันตกที่การซื้อแป้งมัน ไม่ได้หมายความว่าซื้อสินค้าอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับองค์ประกอบต่างๆ ของบริษัทด้วย

    “เขา audit บริษัทด้วยว่ามีความยั่งยืน มีธรรมาภิบาลหรือไม่ ดูแลพนักงานดีไหม ใช้แรงงานเด็กหรือเปล่า…เรามีโอกาสได้ทำงานกับบริษัทใหญ่ที่ต้องการคุณสมบัติเยอะ ซึ่งยากหน่อยแต่ทำให้เราแยกความแตกต่างของสินค้าได้ เพราะบางครั้งไม่พร้อมจะแข่งด้านราคา เราไม่ได้อยู่ใน location ที่ต้นทุนถูก โรงแป้งในไทยมี 100 กว่าแห่ง แค่แข่งในไทยก็เยอะแล้ว ยังมีเวียดนาม ลาว อินโดนีเซีย บางตลาดเห็นราคาก็เหนื่อยทำแทบไม่ได้เลย…นอกจากคุณภาพแล้ว เรามีสินค้าใหม่ๆ ที่คนอื่นไม่มี สินค้ามีลักษณะพิเศษซึ่งคนอื่นไม่อยากผลิต มีเทคโนโลยีเข้าไปเกี่ยวข้อง เรามีทีมพัฒนาผลิตภัณฑ์...

    “สินค้าที่เราขายค่อนข้าง made-to-order ไม่ใช่ made-to-stock เพราะลูกค้าเราค่อนข้างมีความ unique เราเข้าใจความต้องการของลูกค้า และควบคุมคุณภาพให้ consistence ได้ นี่คือการแยกเราจากคนอื่น การควบคุมคุณภาพและกระบวนการผลิตค่อนข้างเข้มงวด ทำให้เราสามารถผลิตสินค้าที่มี spec ละเอียดสำหรับลูกค้าบางกลุ่มได้ ซึ่งต้นทุนการผลิตแพงกว่าต้นทุนทั่วไป แต่ตลาดตรงนี้ไม่ได้มีเยอะ เป็น niche หรือ premium market...เราทำทุกตลาด premium ก็อยู่ตลาดบน หรือตลาดแข่งราคาเราก็อยู่ เป็นการบริหาร port เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างโอกาสให้บริษัทด้วย”

    “แป้งฟลาวของเราพูดว่าดีที่สุดในโลก เรื่องของ texture เราศึกษามาหลายมุม ในการนำไป apply ใช้ ได้รับการยอมรับในหลายตลาด ฟลาวไม่เหมือนแป้งมันสำปะหลังทั่วไป เพราะยังมี mineral มี fiber ที่อยู่ในพืช จึงนำไปทำกลุ่มเบเกอรี่ได้ และความเป็น gluten free ลูกค้าเอาไปแทนในกลุ่มแพ้ gluten ได้ ชาวตะวันตกที่แพ้เป็นตลาดใหญ่ระดับหนึ่ง แม้แต่คนทั่วไปพออายุมากขึ้นหากบริโภคกลูเตนจะไม่ดีกับท้อง เราต้อง educate ให้ลูกค้าเข้าใจ”

    สำหรับทิศทางในอีก 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทจะใช้เครื่องจักรในการผลิตมากขึ้น รวมทั้งเพิ่มการพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ซึ่งปัจจุบันรายได้จากสินค้ากลุ่มนี้ยังไม่ถึง 1% และว่าเกษตรกรรมต้องอยู่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และคาดหวังว่ารัฐบาลจะปรับปรุงนโยบายและงบประมาณเพื่อสร้างภาคเกษตรให้มีความมั่นคง เพื่อความยั่งยืนในการบริหารจัดการอาหารของประเทศ และสร้างเศรษฐกิจที่ดีให้กับเกษตรกรซึ่งเป็นคนที่อยู่ต้นน้ำและเป็นฐานของประเทศ

    “การค้าที่อาศัยตลาดต่างประเทศมีปัจจัยภายนอกเยอะ เช่น เงินบาทแข็ง แป้งจากไทยเสียความสามารถในการแข่งขัน การที่ต้นน้ำยังไม่เข้มแข็ง ชาวไร่อายุมาก ยากจน ไม่สามารถเพิ่มผลผลิตและปรับปรุงคุณภาพในไร่ ขณะที่คนรุ่นใหม่ก็ไม่สนใจทำไร่ มองไปอีก 5-10 ปีข้างหน้าประเทศไทยมีความเสี่ยงว่าวัตถุดิบจะเพียงพอหรือไม่”



ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์ และ SWI 



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : สมิทธิ์ เมฆอรุณกมล ผสานเสน่ห์ไทย เติมนิยาม ONSENS

อ่านเรื่องราวธุรกิจอื่นๆ ที่น่าสนใจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนธันวาคม 2568 ในรูปแบบ e-magazine

TAGGED ON