เปิดกลยุทธ์สร้าง "อินเตอร์ ฟาร์มาฯ" กับ ทรงวุฒิ ศักดิ์ชลาธร - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Entrepreneurs
  • People >
  • เปิดกลยุทธ์สร้าง “อินเตอร์ ฟาร์มาฯ” กับ ทรงวุฒิ ศักดิ์ชลาธร

เปิดกลยุทธ์สร้าง “อินเตอร์ ฟาร์มาฯ” กับ ทรงวุฒิ ศักดิ์ชลาธร

ทรงวุฒิ ศักดิ์ชลาธร ผู้ก่อตั้ง บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นการทำงานในตำแหน่งพนักงานขาย และทุ่มเทฝีมือแบบสุดกำลังจนเติบโตแบบก้าวกระโดดขยับขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารในบริษัทชั้นนำมากมาย ซึ่งด้วยประสบการณ์ที่เก็บเกี่ยวมาตลอดชีวิตการทำงาน เขาจึงตัดสินใจลุกขึ้นสร้างธุรกิจเพื่อสุขภาพแบบครบวงจรตั้งแต่พัฒนา คิดค้น และจำหน่าย

บริษัท อินเตอร์ ฟาร์มา จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2549 เติบโตอย่างต่อเนื่องจนสามารถเข้าจดทะเบียนหลักทรัพย์กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในตลาดหลักทรัพย์ฯ เอ็มเอไอ ได้เป็นที่สำเร็จ พร้อมกับเริ่มซื้อขายเมื่อ 5 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปดูที่ผลประกอบการใน 9 เดือนแรกของปี 2562 บริษัททำรายรวม 278 ร้อยล้านบาท เติบโตราว 24 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2561

อ่านความสำเร็จผ่านประสบการณ์ทำงาน

ทรงวุฒิเริ่มต้นชีวิตการทำงานเหมือนกับพนักงานออฟฟิศทั่วไป สิ่งที่เขาทำทันทีที่จบจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือการเดินเข้าไปเขียนใบสมัครในบริษัทเวชภัณฑ์เหมือนเพื่อนๆ และก็เริ่มต้นที่ตำแหน่งที่เล็กที่สุดนั่นคือพนักงานขาย ทว่าสิ่งที่เขามีมากกว่าคนอื่นคือ “ความตั้งใจ” ส่งผลให้ในปีแรกของการทำงาน ทรงวุฒิก็สามารถคว้าตำแหน่ง Best Seller ได้เป็นที่สำเร็จ

“ตั้งใจครับ ตั้งใจมากด้วยที่จะเป็น Best Seller ให้ได้” ทรงวุฒิ พาเราย้อนกลับไปสู่อดีตในวัยเริ่มต้นทำงาน “ผมเป็นคนชอบความท้าทาย ดังนั้นเมื่อเข้าไปทำงานและเห็นว่ามีรางวัลนี้ สิ่งแรกที่ทำเลยคือเช็กลิสต์ว่าต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งมันไม่ใช่แค่ขายให้ได้เยอะอย่างเดียว แต่ต้องส่งรายงาน สรุปออกมาเป็นตัวเลขให้เห็นว่าวันหนึ่งไปขายกี่แห่ง และแต่ละที่ผลตอบรับเป็นอย่างไรบ้าง เรียกว่าไล่เก็บ Score ให้ตรงกับ Criteria ที่เขากำหนดไว้ทุกข้อจนสำเร็จ”

เมื่อโจทย์ในการทำงานของเขาคือการเติบโต ส่งผลให้เมื่อบริษัทเปิดตำแหน่ง Business Development Specialist เขาจึงตัดสินใจก้าวเข้าไปสมัครทันที ถึงแม้จะรู้ว่าตัวเองมีประสบการณ์การทำงานไม่ถึง 5 ปีตามที่กำหนด “ผมเชื่อว่าถูกปฏิเสธยังดีกว่าไม่ได้ลอง แต่สิ่งที่ได้รับกลับมามันยิ่งกว่านั้น ผมได้โอกาสให้ทำงานนี้ทั้งที่มีประสบการณ์ทำงานแค่ปีเดียว ซึ่งทั้งหมดก็เป็นเพราะเขาเห็นถึงผลงานที่โดดเด่น นิสัยที่ไม่เคยเกี่ยงงาน และความทุ่มเทแบบสุดตัว”

ทรงวุฒิคือต้นแบบที่ยืนยันให้เห็นชัดว่า “ความตั้งใจ” เอาชนะทุกข้อกำหนดได้ ส่งผลให้ผู้ชายคนนี้เติบโตแบบก้าวกระโดดในฐานะของคนทำงาน พร้อมกับขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารในวัยเพียง 25 ปี

มอง “ปัญหา” เป็น “บทเรียน”

ท่ามกลางโอกาสที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง เขาก็ต้องเผชิญกับปัญหาที่ถือเป็นประสบการณ์ครั้งใหญ่ในชีวิตนั่นคือการต้องนั่งเก้าอี้คุมลูกน้องที่มีอายุเยอะกว่า พร้อมกับแบกรับการลองของจากทุกทิศทาง “แต่หลายคนที่ลองของในวันนั้นกลับกลายมาเป็นเพื่อนรักกันในวันนี้เลยนะครับ” ทรงวุฒิกล่าวพร้อมเสียงหัวเราะ ก่อนจะขยายความว่าวันนั้นหัวเราะไม่ออกเหมือนในวันนี้ แต่หลักการเดียวที่เขายึดมั่นก็คือการให้อภัย

“ถ้าเราเก็บทุกอย่างมาเป็นอารมณ์ มันจะยุ่งไปหมด ดังนั้นทักษะสำคัญอย่างหนึ่งของคนทำงานบริหารคือการให้อภัย หากเราปล่อยวางได้ ไม่ติดใจ หรือเก็บมาโกรธแค้น งานก็จะราบรื่น ทั้งเราและเขาก็ทำงานต่อได้ แต่นั่นคุณเองก็ต้องพัฒนาตัวเองให้ชนะการทดสอบของเขาให้ได้ด้วยนะ”

หมั่นศึกษาตนเอง

ถึงจะสนุกกับการทำงานแค่ไหน แต่ทรงวุฒิไม่เคยละเลยที่จะถามตัวเองตลอดว่า Where we are now? “การได้รู้ว่าตัวเองยืนอยู่ตรงไหนมันสำคัญมากนะ เพราะมันจะทำให้ได้รู้ว่าตัวเองจะเดินไปทางไหนต่อและต้องทำอะไรต่อบ้างเพื่อไปให้ได้ถึงจุดนั้น”

“ส่วนตัวผมชอบการทำงานเพื่อเอารางวัล ผมจะตั้งเป้าตลอดว่าปีนี้อยากได้รางวัลอะไรบ้าง เพราะผมเชื่อในเกณฑ์ที่รางวัลแต่ละประเภทกำหนดไว้ หากเราทำตามต่อให้ไม่ได้รับรางวัลแต่เราจะทำงานนั้นอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น เป็นการวัดตัวเองในเชิงคุณภาพได้อย่างดี”

และในที่สุดเมื่อถึงวันหนึ่งที่เขาตอบคำถามนี้กับตัวเองว่าอยากจะเป็นเจ้าของธุรกิจ ทำให้ผู้ชายคนนี้ตัดสินใจแยกตัวจากบริษัทที่หากมองกันในแง่รายได้ทุกอย่างกำลังไปได้สวย พร้อมกับรับเงินปันผลก้อนใหญ่เพื่อเอาไปลงทุนในหุ้น ซึ่งเขาเล่าว่าเป็นอีกหนึ่งการตัดสินใจในชีวิตที่ถูกต้องมาก เพราะเงินก้อนนี้เปรียบเสมือนการปูพื้นฐานให้ตัวเองพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเปลี่ยนจากพนักงานเป็นเจ้าของบริษัท

หลุดกับดักธุรกิจ

“ช่วงเริ่มต้นยากเสมอครับ” ทรงวุฒิเล่า “อย่างแรกเลยคือการเป็นผู้บริหารมันมีกับดักความสบายที่ยึดเกี่ยวเราไว้มากมาย เพราะบริษัทจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้คุณไม่หนีไปไหน ทั้งรถประจำตำแหน่ง คนขับรถ ห้องพักระดับห้าดาว บินทุกครั้งต้องได้นั่งแบบ First Class รวมไปถึงสวัสดิการในชีวิตอีกมากมาย เบิกค่าอาหารได้ ฟิตเนสมีให้ ค่าโทรศัพท์ก็ไม่ต้องจ่ายเอง และที่สำคัญคือผลตอบแทนต่อเดือนที่สูงมาก แต่เมื่อมาเป็นเจ้าของธุรกิจ ความสบายทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนเป็นความประหยัด เพราะเราต้องบริหารเงินให้มีประสิทธิภาพสูงสุด”

และในที่สุดเขาก็ทำสำเร็จ อินเตอร์ฟาร์มาฯ ที่เขาสร้างมาเติบใหญ่และแข็งแรง ภายใต้วิสัยทัศน์สำคัญคือการเป็นบริษัทที่ขายสุขภาพที่ดี โดยทรงวุฒิแบ่งผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายออกเป็น 4 กลุ่ม ประกอบด้วย

1.ผลิตภัณฑ์สุขภาพและนวัตกรรมความงามสำหรับคน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์รักษาสุขภาพและชะลอวัย 2.ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมความงาม ซึ่งจะเน้นหนักที่เวชสำอางเป็นหลัก 3.ผลิตภัณฑ์สุขภาพสำหรับสัตว์ ได้แก่ผลิตภัณฑ์ดูแลและส่งเสริมสุขภาพของสัตว์เลี้ยง “ยุคนี้คนให้ความสำคัญกับสัตว์เลี้ยงเหมือนเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว ดังนั้นอะไรที่ใครว่าดี ทุกคนจะยอมลงทุน” เขากล่าวย้ำ ในขณะที่กลุ่มที่ 4 เป็นผลิตภัณฑ์สำหรับปศุสัตว์ “อันนี้เราออกแบบมาสำหรับหมูและไก่เพื่อให้เจ้าของฟาร์มลดการใช้ยาปฏิชีวนะ ซึ่งถ้าลดตรงนี้เมื่อนำมาแปรรูปเป็นอาหาร คนกินเองก็ปลอดภัย ไม่มีสารพิษตกค้างมาทำอันตราย”

ด้วยความที่คิดมาตลอดว่าอยากทำอะไรที่ตอบโจทย์แนวคิด Value your Life เพราะเขาเชื่อว่า คุณค่าของชีวิตคือสุขภาพที่ดีและการมีชีวิตที่ยืนยาวอย่างมีคุณภาพจึงเกิดเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อให้ผู้บริโภคมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีสมดุลในระบบร่างกาย ผ่านกระบวนการที่ใส่ใจในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การคิดค้นและนำเสนอผลิตภัณฑ์

“เราไม่ได้ทำอาหารเสริม เราอยู่ตรงกลางระหว่างอาหารเสริมกับยา ส่งผลให้เราเป็นเจ้าเดียวที่เข้าไปขายในคลินิกและโรงพยาบาลได้”

ทรงวุฒิทิ้งท้ายเคล็ดลับความสำเร็จไว้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากการสังเกต ทุกครั้งที่เดินทางในหน้าที่การงาน เขาพยายามอัพเดตตัวเองตลอดเวลา เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการทำงานที่สำคัญ และที่สำคัญคือต้องไม่หยุดเรียนรู้ พยายาม พัฒนาทักษะตัวเองเรื่อยๆ เพราะถ้าหยุด โลกจะแซงหน้าทันที

“ในส่วนของอุปสรรคบอกเลยว่าต้องเจอแน่ๆ ดังนั้นคนที่คิดจะเป็นเจ้าของธุรกิจควรมีความมุ่งมั่นมากๆ อย่าลืมว่าล้มได้แต่ต้องรีบลุกให้ไว เลิกคิดว่าทำไมไม่โชคดีเหมือนคนอื่น แต่ให้มองว่าปัญหาคือบันไดสู่ความสำเร็จ” ทรงวุฒิ ทิ้งท้ายด้วยความมุ่งมั่นก่อนจะปิดบทสนทนาว่า “หัวใจของความสำเร็จคืออย่ามัวแต่มองรายได้และเอาใจผู้บริโภค ให้หันมาสนใจความสุขของพนักงานด้วย เพราะถ้าเขามีความสุขในการทำงาน เราก็เหมือนประสบความสำเร็จไปแล้วครึ่งหนึ่ง”

 

ภาพ: กิตติเดช เจริญพร


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP