กะทิออร์แกนิคเมืองจันท์ปั้นแบรนด์ไทยสู่ครัวโลก - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • Entrepreneurs
  • People >
  • กะทิออร์แกนิคเมืองจันท์ปั้นแบรนด์ไทยสู่ครัวโลก

กะทิออร์แกนิคเมืองจันท์ปั้นแบรนด์ไทยสู่ครัวโลก

พรพรรณ ปัญญาภิรมย์

ไร่จรัญวงศ์พลิกโฉมอาณาจักรมะพร้าวจันทบุรี แจ้งเกิด “เมอริโต้” ครองตลาดกะทิออร์แกนิคไทยเดินหน้าต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่เครื่องปรุงรสสำหรับครัวไทย พร้อมเสิร์ฟคุณภาพระดับโลก

“หากต้องการฟื้นฟูป่า สิ่งเดียวที่ต้องทำคือ ให้เอาคนออกจากป่า แล้วธรรมชาติจะฟื้นฟูตัวเอง” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (เมื่อเสด็จเยือนจังหวัดราชบุรีในช่วงที่ป่าไม้ถูกทำลายและที่ดินไร้แร่ธาตุจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่ต่อเนื่องยาวนาน) กลายเป็นแรงบันดาลใจผลักดันให้เจ้าของไร่มะพร้าวแห่งจันทบุรีลุกขึ้นสู้กับวิกฤตทางเศรษฐกิจปี 2540 ทั้งที่ไม่มีเงินลงทุนซื้อปุ๋ย และสารเคมีบำรุงต้นมะพร้าวซ้ำเติมด้วยปรากฏการณ์เอลนิโญ่ที่ทำให้ไร่มะพร้าวต้องเผชิญกับความแห้งแล้งยาวนานผิดฤดูกาล ทำให้มะพร้าวบนผืนดิน 2,200 ไร่ถูกทำลายทรุดโทรมจนน่าใจหาย

ความเปลี่ยนแปลงที่ทำให้สามพี่น้องจรัญวงศ์แทบสิ้นเนื้อประดาตัวกลับกลายเป็นพลังบวกให้พวกเขาเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสและน้อมรับความเปลี่ยนแปลงอย่างถึงที่สุดเพื่อให้สามารถยืนหยัดอยู่บนเส้นทางธุรกิจที่ผูกพันในวิถีของมะพร้าวมากกว่า 4 ทศวรรษ นับตั้งแต่เริ่มต้นอุตสาหกรรมน้ำมันมะพร้าวในปี 2518 จากโรงงานใน อ. เมือง จ. ชลบุรี ได้ขยับขยายสู่เจ้าของไร่มะพร้าวที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทยที่ อ. ท่าใหม่ จ. จันทบุรี ในปี 2526 พร้อมดำเนินธุรกิจผลิตและส่งออกกะทิ น้ำมะพร้าว และน้ำมันมะพร้าวในปี 2536 ภายใต้ชื่อ บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารเมอริท จำกัด

“เราถังแตกในช่วงวิกฤต เราต้องปล่อยให้ไร่อยู่ด้วยตัวเองเพราะขาดเงินซื้อปัจจัยการผลิต ช่วงแรกที่หยุดการบำรุงพันธุ์ด้วยเคมี สภาพไร่ดูไม่ได้จนอยากเผาทิ้งและขายที่ แต่ในที่สุดความสมบูรณ์ตามธรรมชาติเริ่มกลับมาใน 2-3 ปี ทำให้เห็นว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้เกษตรเคมี เราจึงเข้าโครงการเกษตรอินทรีย์ในปี 2543 จนถึงปัจจุบัน” พีรโชติ จรัญวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผลิตภัณฑ์อาหารเมอริท จำกัด เล่าถึงจุดเริ่มของการเป็นผู้บุกเบิกกะทิเกษตรอินทรีย์รายแรกของประเทศ ในยุคสมัยที่ประเทศไทยยังรู้จักเพียงข้าวเกษตรอินทรีย์

สำหรับด้านการผลิตแล้วนั้นโรงงานในชลบุรีของครอบครัวจรัญวงศ์ยังคงเดินเครื่องจักรรับจ้างผลิตตามออร์เดอร์การส่งออกกะทิ น้ำมะพร้าว และน้ำมันมะพร้าวทั่วโลก โดยรับซื้อผลผลิตมะพร้าวจากภายนอกแทนมะพร้าวจากไร่จันทบุรีซึ่งได้รับการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสู่เกษตรอินทรีย์เต็มรูปแบบทั้ง 2,200 ไร่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการผลิตกะทิเกษตรอินทรีย์บุกตลาดต่างประเทศภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านเกษตรอินทรีย์ชาวเยอรมัน เพื่อรับรองผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคแท้มาตรฐานสากลจากสถาบันต่างๆ ทั่วโลก ได้แก่ ออสเตรเลีย แคนาดา สหรัฐอเมริกาสหภาพยุโรป อังกฤษ บราซิล และญี่ปุ่น โดยสามารถสร้างความเชื่อมั่นตลอดระยะเวลามากกว่า 20 ปีว่า แบรนด์เมอริโต้เป็นผลิตภัณฑ์ออร์แกนิคแท้ 100%

“คำว่าเกษตรอินทรีย์ (organic) และเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรอง (certified organic) มีความแตกต่างกัน เราเป็นกะทิเกษตรอินทรีย์ในประเทศเพียงรายเดียวที่ได้รับการรับรองจากองค์กรหรือสถาบันต่างๆ ราว 8 สถาบัน โดยทุกปีผู้ตรวจสอบจากประเทศต่างๆ จะเดินทางตรวจสอบพื้นที่ของเราอย่างละเอียด เพื่อให้ได้มาตรฐานเกษตรอินทรีย์ในระดับสากล”

นอกจากนั้น ในต่างประเทศยังพร้อมอ้าแขนรับกะทิเกษตรอินทรีย์หน้าใหม่จากประเทศไทยในน่านน้ำที่ดีมานด์มากกว่าจำนวนผู้ท้าชิงส่วนแบ่งทางการตลาด เนื่องจากกะทิเกษตรอินทรีย์มีความท้าทายกว่าเกษตรเคมี นับตั้งแต่วิธีการปลูกที่ไม่ใช้เคมีภัณฑ์ และปุ๋ยเคมีที่มีโอกาสปนเปื้อนในผลมะพร้าว ทำให้เกิดปัญหาเจ็บป่วยจากสารพิษตกค้าง และความพยายามคงวิถีดั้งเดิมของชุมชนให้มากที่สุด เพื่อสร้างผลผลิตที่ยั่งยืน ขณะเดียวกันเกษตรอินทรีย์ยังคำนึงถึงกระบวนการทางธรรมชาติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมหรือจริยธรรมต่อวงจรของธรรมชาติ ซึ่งครอบคลุมทุกสรรพสิ่งในวงจร พร้อมยกตัวอย่างการนำเข้าไส้เดือนจากต่างประเทศเพื่อย่อยสลายดินให้เป็นปุ๋ยต้องผ่านการพิจารณาผลกระทบที่มีโอกาสเกิดขึ้นอย่างรอบด้าน เช่น ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับไส้เดือนในพื้นที่เดิม

“ปีแรกที่เริ่มต้นส่งออกกะทิเกษตรอินทรีย์ขายได้ 65 ตันต่อปีเราก็ดีใจ จนถึงวันนี้ 3,000-4,000 ตันต่อปี เราเห็นความสำคัญของการสร้างคุณค่าในแบรนด์ โดยเปลี่ยนแปลงจากการรับจ้างผลิตเป็นสร้างแบรนด์เติม O มาจากคำว่า organic เข้าไปในชื่อบริษัทกลายเป็นแบรนด์ “Merito” และเปิดตัวแบรนด์กะทิเกษตรอินทรีย์ครั้งแรกในไทยวันที่ 19 พฤศจิกายน 2556”

ผลจากความมุ่งมั่นพยายามหลายทศวรรษ พีรโชติสามารถแจ้งเกิดแบรนด์เมอริโต้ทั่วโลกในฐานะกะทิเกษตรอินทรีย์ไทยที่ผ่านการรับรองมาตรฐานระดับสากลจากนานาสถาบัน พร้อมครองตลาดและยอดขายกะทิเกษตรอินทรีย์แบรนด์เดียวในประเทศไทยแบบไร้คู่แข่งขัน

จากข้อมูลภาพรวมธุรกิจเกษตรอินทรีย์ไทยในปี 2558 โดยมูลนิธิสายใยแผ่นดินย้ำชัดถึงแนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นของธุรกิจเกษตรอินทรีย์ไทย โดยสวีเดนเป็นประเทศที่ตลาดออร์แกนิคขยายตัวมากที่สุดราว 38% รองลงมาได้แก่ สหรัฐอเมริกา 11% ฝรั่งเศส 10% และเยอรมนี 5% ทั้งนี้จากการสำรวจข้อมูลโดยมูลนิธิสายใยแผ่นดินพบว่า จำนวนฟาร์มเกษตรอินทรีย์ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในช่วงเวลาดังกล่าวขยับเพิ่มขึ้นจาก 9,281ฟาร์ม เป็น 9,961 ฟาร์ม

จัดทัพเมอริโต้คู่ครัวไทย

โอกาสที่มีอยู่อย่างไม่จำกัดในน่านน้ำที่มีคู่แข่งน้อยราย พีรโชติเล็งจังหวะต่อยอดความหลากหลายในผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ภายใต้แบรนด์เมอริโต้ โดยเดินหน้าขยายขอบเขตทางธุรกิจสู่การเป็น เครื่องปรุงรสสำหรับครัวไทย หรือ organic ingredients for Thai cuisine สำหรับผู้บริโภคไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม) เริ่มจากประเทศเวียดนามซึ่งประชาชนมีกำลังซื้อและความต้องการผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์

จากกระแสการบริโภคอย่างยั่งยืนในผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ที่ได้รับความนิยมทั่วโลก และกลยุทธ์การเพิ่มความหลากหลายในผลิตภัณฑ์ พีรโชติมั่นใจเป้าหมายรายได้รวมช่วงสิ้นปีเติบโต 10% จากรายได้รวม 1.08 พันล้านบาทในปี 2558 (ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า 977.32 ล้านบาท) และเพิ่มกำลังการผลิตจาก 1,249 TEU (twenty foot equivalent unit) เป็น1,500 TEU ซึ่งแบ่งเป็นยอดจำหน่ายมะพร้าวทั่วไป 80% และจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ 20%

“เราไม่จำเป็นต้อง mass หรือจำหน่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป กลุ่มเป้าหมายของเราเป็นผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของอาหารในบรรจุภัณฑ์มากกว่าราคาของผลิตภัณฑ์” พีรโชติย้ำถึงเป้าหมายที่ชัดเจน

อย่างไรก็ตาม พีรโชติยอมรับถึงความท้าทายในการสร้างการเติบโตให้กับผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ภายใต้ข้อจำกัด ด้าไนวัตถุดิบที่มีจำนวนจำกัด โดยเฉพาะในช่วงระยะหลายปีที่ผ่านมาที่ความต้องการของผู้บริโภคเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งบริษัทได้ก้าวผ่านความท้าทายดังกล่าว ด้วยการสร้างความร่วมมือกับมูลนิธิสายใยแผ่นดิน (Green Net) เพื่อเพิ่มผลผลิตวัตถุดิบและดำเนินธุรกิจบนรากฐานแห่งความยั่งยืน

โดยไร่เขายังเปิดให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจเดินทางเขามาหาความรู้และความเข้าใจด้านเกษตรอินทรีย์  โดยมีที่พักในลักษณะโฮมสเตย์สามารถรองรับผู้เข้าพักได้ 35 คน เพื่อสัมผัสวิถีชีวิตและกระบวนการเกษตรอินทรีย์ยั่งยืนในสวนมะพร้าวอย่างใกล้ชิดรวมถึงการใช้ปัจจัยทางธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพสร้างผลผลิตด้านเกษตรอินทรีย์แท้จริง

“เราทำให้คำว่า ออร์แกนิคสามารถจับต้องได้ ไม่ใช่แค่คำที่ติดอยู่ข้างฉลาก เราต้องการให้ผู้บริโภคเข้าถึงหัวใจของออร์แกนิคสวนมะพร้าวของเราเรียบง่ายมาก แต่มีความรู้มากมายในนั้น” พีรโชติปิดท้ายหลักบริหารที่คงรูปแบบองค์กรขนาดเล็ก ซึ่งพร้อมขับเคลื่อนสู่เป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืนร่วมกัน

 


คลิ๊กเพื่ออ่านฉบับเต็ม “กะทิออร์แกนิคเมืองจันท์ปั้นแบรนด์ไทยสู่ครัวโลก” ได้ที่ Forbes Thailand ฉบับเดือนธันวาคม 2559

BACK TO TOP