Ines Caldeira ดัน L’Oreal ไทย สู่ Beauty Tech Company อันดับ 1 - Forbes Thailand
X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

Ines Caldeira ดัน L’Oreal ไทย สู่ Beauty Tech Company อันดับ 1

เอกรัตน์ สาธุธรรม

Ines Caldeira นับเป็นสตรีที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในภาคธุรกิจของประเทศโปรตุเกส จากการจัดอันดับของ Forbes Portugal เมื่อปี 2561 เธออยู่ลำดับที่ 7 ใน 20 คน ด้วยฝีมือการบริหารบริษัทความงามระดับโลกสัญชาติฝรั่งเศสอย่างL’Oréal

Caldeira เป็นผู้หญิงคนแรกที่นั่งในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ L’Oréal Protugal และมีอายุน้อยที่สุดเพียง 35 ปี วันนี้ฝันของ Caldeira เป็นจริงเมื่อเธอข้ามจากอีกฝั่งโลกมานั่งตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ L’Oréal ประเทศไทยด้วยเป้าหมายสู่ Beauty Tech Company อันดับ 1

“ฉันตกหลุมรักเมืองไทย เมื่อ 13 ปีที่แล้วฉันเดินทางเข้ามาในฐานะนักท่องเที่ยว ได้สัมผัสสิ่งที่ดีงามหลายอย่างในเมืองไทยคิดถึงขั้นว่าสักวันต้องมาใช้ชีวิตในไทยให้ได้ในที่สุดความฝันก็เป็นจริง” Ines Caldeira กรรมการผู้จัดการ L’Oréal ประเทศไทย กล่าวกับ Forbes Thailand ในบ่ายวันหนึ่ง ด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม เธอย้อนไปถึงการเดินทางในฐานะนักท่องเที่ยว ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในปลายทางของคนรักการท่องเที่ยวอย่างเธอ สิ่งที่เธอชอบมากที่สุดคือ คนไทย รอยยิ้ม และอาหารไทย รวมถึงการเปิดกว้างรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย

ก่อนหน้านั้นเธอประจำอยู่ที่ L’Oréal Protugal 4 ปี ในตำแหน่งผู้จัดการประจำประเทศโปรตุเกส ตลอดเส้นทางการทำงานกับ L’Oréal Group เธอรับผิดชอบธุรกิจของ L’Oréal มาแล้ว 3 ประเทศ รวมถึงบทบาทด้านการพัฒนาธุรกิจที่ L’Oréal สำนักงานใหญ่ ประเทศฝรั่งเศส และบริหารธุรกิจของ L’Oréal ในสเปนเป็นเวลากว่า 4 ปี ถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความท้าทายทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุดประเทศหนึ่ง

Caldeira ผ่านประสบการณ์ที่ถูกเคี่ยวกรำในตลาดที่มีความท้าทายที่สุดอย่างภูมิภาคยุโรปกว่า 17 ปี วันนี้เธอพร้อมมาขับเคลื่อนเป้าหมายของ L’Oréal Group เพื่อส่งมอบ “ความงามสำหรับทุกคน” (Beauty for All) เพื่อตอบสนองทุกความต้องการและทุกความแตกต่างด้านความงามแก่ผู้บริโภคไทย

ภาพรวมอุตสาหกรรมความงามเมื่อปี 2560 จากการรายงานของยูโรมอนิเตอร์ ระบุว่าเติบโต 7.8% มีมูลค่ารวม 1.68 แสนล้านบาทแบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ดูแลผิว (skincare) 47% ผลิตภัณฑ์ผม (hair) 18% เครื่องสำอาง (makeup) 14% ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทำความสะอาดร่างกาย (hygiene) 16% และ น้ำหอม (fragrance) 5% ขณะที่ปี 2561 อุตสาหกรรมนี้ยังเติบโตต่อเนื่อง สวนทางกับสภาพเศรษฐกิจของโลก และแน่นอนว่าปี 2562 ยังคงเป็นปีที่โลกของความงามยังมีความท้าทาย โดยเฉพาะการเผชิญหน้ากับมรสุมของ Digital Transformation

ขณะที่ L’Oréal หลายปีที่ผ่านมา ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าตลาดครองอันดับ 1 ในกลุ่มของผลิตภัณฑ์ดูแลผิว ข้อมูลเมื่อปี 2560 ตลาดนี้เติบโต 8.7% มีมูลค่าตลาดรวม 7.87 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า 84% ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวร่างกาย 16%

 

หลอมดิจิทัลเข้ากับความงาม

Caldeira ยอมรับว่า วันนี้โลกเปลี่ยนไปมาก เป็นโลกแห่งความไม่แน่นอน มีความซับซ้อน ส่งผลกระทบในเชิงธุรกิจโดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับผู้บริโภค (consumer) พฤติกรรมที่เปลี่ยนไม่ว่าจะเป็นความเชื่อ การติดต่อสื่อสารหรือแม้แต่เรื่อง demographic ของคนการออกเดินทางของผู้บริโภคการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เธอรวมไปถึงปรากฏการณ์ของ Digital Transformation ที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคยิ่งเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

L’Oréal ก้าวสู่ยุค Digital Transformation มาแล้วหลายปี เพราะอุตสาหกรรมความงามมีการเปลี่ยนแปลงสูง มีความคึกคักตลอดเวลาเป็นอุตสาหกรรมเดียวที่ไม่ว่าธุรกิจจะเป็นอย่างไร แต่ความสวยความงามยังเป็นเรื่องที่คนให้ความสำคัญ ในอนาคตการเติบโตในอุตสาหกรรมความงามจะยิ่งสูงมากกว่าอีกหลายเท่าตัว

พร้อมเผยว่า เธอตั้งเป้าจะให้ L’Oréal ประเทศไทย เป็น Beauty Tech Company อันดับ 1 ให้ได้ในเร็ววันแผนขึ้นสู่ Beauty Tech Company อันดับ 1 ของ L’Oréal ต้องอาศัยองค์ประกอบหลายอย่าง Caldeira ยกตัวอย่างหนึ่งในหลายๆ เทคโนโลยีที่ L’Oréal กำลังเปิดตัวสู่ผู้บริโภคผ่านแอพพลิเคชั่นที่เรียกว่า ModiFace ใช้เทคโนโลยี AR (Augmented Reality) ผู้บริโภคสามารถเลือกเมกอัพที่เหมาะกับใบหน้าได้แบบเสมือนจริง เป็นเครื่องมือที่ให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ได้เร็วขึ้นและเหมาะกับสไตล์ของตัวเองมากที่สุดแอพพลิเคชั่นนี้ L’Oréal ซื้อมาจากบริษัทสตาร์ทอัพแห่งหนึ่ง และนำมาพัฒนาต่อเริ่มเปิดตัวไปบางประเทศบ้างแล้ว

“การก้าวสู่ Beauty Tech Company เบอร์ 1 ในไทย หรือการดึงดิจิทัลเข้ามาขับเคลื่อน ไม่ได้หมายความว่าทุกอย่างต้องไปอยู่บนแพลตฟอร์มออนไลน์ หรือดิจิทัลทั้งหมด แต่เราจะใช้การผสมผสานระหว่างออนไลน์และออฟไลน์ L’Oréal จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ และบริการในออนไลน์เพื่อให้เข้าถึงง่าย ผู้บริโภคอาจสร้างแรงบันดาลใจจากโลกออนไลน์ และ L’Oréal อาจไปให้บริการต่อในโลกออฟไลน์ ขณะที่สุดท้ายแล้วผู้บริโภคอาจกลับมาซื้อที่ออนไลน์ก็ได้” เธอกล่าวและเห็นว่าทุกวันนี้โลกออนไลน์และออฟไลน์แทบไม่มีพรมแดนระหว่างกัน

พลังแห่งการทำงานเป็น “ทีม”

Caldeira เผยถึงสไตล์การบริหารและการทำงานว่า เธอเชื่อในความสามารถของบุคลากร เชื่อว่าถ้าบริษัทให้การสนับสนุนและเสริมสร้างให้ทีมงานมีความแข็งแกร่งคนเหล่านั้นจะมีแรงกระตุ้นที่จะเติบโตไปได้

“ฉันเชื่อในพลังงานของการทำงานเป็นทีม ที่ L’Oréal เรามีเป็นคำที่เรียกว่า Team is a Hero ทีมคือฮีโร่ ไม่ใช่จากคนๆ เดียวฉันเชื่อว่าทำงานคนเดียวจะสำเร็จได้บางส่วนแต่การทำงานเป็นทีมจะทำให้ความฝันเป็นความจริงได้ คนเดียวทำอาจประสบผลสำเร็จในงานงานหนึ่ง แต่ว่าทีมจะทำให้เหนือเป้าหมายขึ้นไปได้อีก ทีมจะทำให้ความสำเร็จกลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องจดจำ ไม่ใช่ฉันคนเดียวที่จะทำให้ L’Oréal เป็นอันดับ 1 แต่ต้องจากทั้งบริษัท”

Caldeira ทิ้งท้ายก่อนจบการสัมภาษณ์วันนั้นกับบทสรุปที่ว่า “L’Oréal เชื่อว่าความงามสร้างแรงบันดาลใจ และเสริมศักยภาพในตัวคนได้มากกว่าที่เป็นอยู่ความงามเป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าถึงได้”

และหากถามว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้เธออยู่กับ L’Oréal มานานถึง 18 ปีนับตั้งแต่เรียนจบ Caldeira ซึ่งเพิ่งเป็นคุณแม่ของลูกชายวัยไม่ถึงขวบ บอกว่า “เพราะ L’Oréal มีหลายอย่าง ทั้งทัศนคติ ความเชื่อ ที่ตรงกับสิ่งที่ฉันถูกเลี้ยงดูมา ที่นี่เปิดกว้างในเรื่องความหลากหลาย ความเท่าเทียมทางเพศ อายุ เชื้อชาติ การให้โอกาสคนทุพพลภาพ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ฉันถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก และสุดท้ายฉันก็ได้มาทำงานกับองค์กรที่เปรียบเหมือนเป็นตัวฉัน มันมีความเชื่อมโยงกันพอดี


ติดตามอ่านฉบับเต็ม “Ines Caldeira ดัน L’Oreal ไทย สู่ Beauty Tech Company อันดับ 1” ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับ มีนาคม 2562 หรือคลิกอ่านในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP