นันทิยะ ดารกานนท์ WINMED ยกระดับอาวุธเฮลธ์เทค - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • People
  • SMALL GIANTS >
  • นันทิยะ ดารกานนท์ WINMED ยกระดับอาวุธเฮลธ์เทค
นันทิยะ ดารกานนท์ WINMED ยกระดับอาวุธเฮลธ์เทค

นันทิยะ ดารกานนท์ WINMED ยกระดับอาวุธเฮลธ์เทค

สงครามโรคที่ทั่วโลกต้องเข้าร่วมพัฒนาวัคซีนเป็นเกราะกำบังและเทคโนโลยีเป็นอาวุธสู้รบกับวิกฤตร้ายแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ได้กลายเป็นโอกาสให้ WINMED เร่งเครื่องขยายฐานกลุ่ม B2C ด้วยนวัตกรรมทางการแพทย์ควบคู่แผนลงทุนห้องแล็บเตรียมเซลล์รักษาโรคมะเร็งและการตรวจหาเชื้อ HPV พร้อมสร้างการเติบโตรับเทรนด์โลก 

ภายใต้ยุทธศาสตร์การผลักดันให้อุตสาหกรรมทางการแพทย์ในประเทศไทยเป็นหนึ่งในธุรกิจ new s-curve และ การขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเป็นศูนย์การสุขภาพนานาชาติหรือ medical hub ด้วยนโยบายและกฎระเบียบที่ส่งเสริมการลงทุน เพื่อยกระดับการให้บริการด้านสุขภาพและบริการด้านสาธารณสุขสู่การเป็นศูนย์กลางการให้บริการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล ซึ่งครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องมือแพทย์ที่เป็นผลิตภัณฑ์กลุ่มเป้าหมาย 11 กลุ่ม รวมถึงโครงสร้างประชากรที่มีแนวโน้มจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นในอนาคต และเทรนด์การดูแลสุขภาพทั่วโลกได้กลายเป็นโอกาสสำคัญให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างก้าวกระโดด 

นันทิยะ ดารกานนท์

วันหยุดคุณพ่อ (สุเมธ) คุณแม่ (ชลลดา) จะชอบพาเราไปติดต่อขายของ ทำให้เราเห็นตั้งแต่เกิดว่าทำธุรกิจเป็นอย่างไร โดยคุณพ่อจะดูโรงงานในประเทศไทย ส่วนคุณแม่ผมไปเปิดสำนักงานขายที่อเมริกา ผมจึงไปเป็นลูกมือช่วยคุณแม่ที่อเมริกาตั้งแต่ 10 ขวบ โดยวันหยุดก็จะเข้าไปช่วยคุณแม่ที่ออฟฟิศและช่วยที่โรงงาน ซึ่งช่วงที่เรียน high school จะมีสาขาวิชาชีพให้เลือก เราเลือกเรียนอิเล็กทรอนิกส์ และสามารถเขียนโปรแกรมส่งสัญญาณไฟเบอร์ออฟติก หรือต่อทรานซิสเตอร์ได้เองตั้งแต่สมัยนั้น โดยอยู่ในสายนี้มาตลอด 4 ปีทำให้อยากลองเปลี่ยนสายบ้าง จึงเรียนต่อปริญญาตรี Apply Physic และกลับเมืองไทยมาช่วยคุณพ่อที่โรงงาน ซึ่งทำให้ค้นพบว่าเราชอบงานขายหรือการเจรจาติดต่อกับคนมากกว่า” 

นันทิยะ ดารกานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วินเนอร์ยี่ เมดิคอล จำกัด (มหาชน) (WINMED) เล่าถึงความสนใจในนวัตกรรมเทคโนโลยีและการทำธุรกิจที่เริ่มต้นตั้งแต่วัยเด็กซึ่งมักจะติดตามมารดาติดต่องานการขายสินค้าในต่างประเทศเป็นประจำ ก่อนจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ทำงานในธุรกิจของครอบครัวอย่างจริงจังในช่วงที่ศึกษาปริญญาตรี สาขาฟิสิกส์ประยุกต์ใน University of California, Davis ประเทศสหรัฐอเมริกา ด้วยการทำงานในกลุ่มสหยูเนี่ยนและโกดังใน Los Angeles ทุกวันหยุด จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาและเดินทางกลับมาทำงานกับกลุ่มสหยูเนี่ยน ประเทศไทยอีกครั้งประมาณ 2 ปี จึงตัดสินใจศึกษาต่อปริญญาโท สาขาบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

ในขณะที่ศึกษาระดับปริญญาโท นันทิยะมีโอกาสเข้าเรียนแลกเปลี่ยนที่ Duke University, North Carolina สหรัฐอเมริกา ประมาณ 3 เดือน และเล็งเห็นโอกาสการทำธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายสินค้าทางการแพทย์จากงานเอกสารวิจัย 10 ธุรกิจดาวรุ่งในประเทศไทย ซึ่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพ (healthcare) ถือเป็นปัจจัยสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ โดยเฉพาะสินค้าที่มีเทคโนโลยีชั้นสูง หรือมีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากสินค้าที่มีอยู่ในขณะนั้น รวมถึงธุรกิจดังกล่าวยังสอดคล้องกับความสนใจส่วนตัวในการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ทั่วโลก 

ตอนเริ่มต้นธุรกิจอายุยังไม่ถึง 30 ปีและเพิ่งจบปริญญาโท ทำให้วันนั้นเราเต็มไปด้วยความฮึกเหิม เพราะครอบครัวของเราทำธุรกิจมาตลอด เราจึงเชื่อว่าเราก็ต้องทำได้เช่นกัน แต่ความคิดกับความจริงมันต่างกัน ซึ่งเราต้องขอบคุณครอบครัว คุณพ่อและคุณแม่ที่เป็นพี่เลี้ยงในการเจรจาต่อรองครั้งแรก รวมถึงเรื่องการวางระบบต่างๆ เช่น ระบบบัญชี การเงิน การวางบิล โกดัง หรืองาน back office ทั้งหมด ทำให้เราผ่านความท้าทายเหล่านั้นมาได้แบบไม่ยากจนเกินไป โดยส่วนที่ท้าทายมากที่สุดจะเป็นเรื่องงานขายและการตลาด เพราะเราไม่ได้จบทางด้านนี้มา ซึ่งเราก็มีทีมที่มีประสบการณ์การขายและการตลาดในแวดวงนี้มานานเป็น 10 ปีเข้ามาช่วย” 

ซีอีโอวัย 52 ปี ยังคงระลึกถึงช่วงเวลาแห่งความท้าทายในการก่อร่างสร้างธุรกิจนำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์จากผู้ผลิตต่างประเทศในปี 2537 โดยใช้ชื่อ บริษัท วีนัสเทคโนโลยี่ จำกัด และสามารถเริ่มต้นก้าวแรกทางธุรกิจได้สำเร็จหลังจากรับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการรับบริจาคโลหิตและส่วนประกอบโลหิตของ บริษัท Haemonetics ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เพียงผู้เดียวในปี 2539 ซึ่งให้ความไว้วางใจบริษัทอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน 

ช่วงเริ่มธุรกิจเป็นจังหวะที่บริษัท Haemonetics กำลังหาผู้แทนจำหน่ายใหม่ในประเทศไทยและเจรจากันลงตัว เราจึงเริ่มทำปีแรกและกำไรทันทีในปี 2539 จนกระทั่งปี 2540 ฟองสบู่แตก เราแทบล้มทั้งยืน เพราะเพิ่งเริ่มต้นยังไม่มีเครดิต และเราทำธุรกิจนำเข้าเป็นเงินเหรียญสหรัฐฯ สต็อกเครื่องที่มีขึ้นเป็นทวีคูณ จากหนี้ที่มี 1 บาทกลายเป็น 2 บาท หรือ 10 ล้านบาทเป็น 20 ล้านบาท โดยกลายเป็นบทเรียนการทำงานว่า ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ซึ่งเราตัดสินใจประคับประคองธุรกิจให้ไปต่อ เพราะเห็นดีมานด์ที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องและเชื่อมั่นในอนาคตของธุรกิจนี้” 

หลังจากเพียรพยายามฟันฝ่าอุปสรรควิกฤตขาดทุนเป็นเวลากว่า 2 ปีนันทิยะสามารถพลิกฟื้นธุรกิจให้สามารถทำกำไรได้สำเร็จ พร้อมสร้างการเติบโตทางธุรกิจอย่างต่อเนื่องด้วยการลงทุนใน บริษัท อะนิวเดย์ จำกัด (AND) ประกอบธุรกิจจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีที่เกี่ยวกับสุขภาพและสุขอนามัยในสัดส่วนร้อยละ 99.99 และ บริษัท โปรเฟสชั่นแนล ลาโบราทอรี่ แมแนจเม้นท์ คอร์ป จำกัด (Pro-Lab) ซึ่งประกอบธุรกิจให้บริการตรวจและวินิจฉัยโรคทางห้องปฏิบัติการในสัดส่วนร้อยละ 12.55

ขณะเดียวกันยังเดินหน้าเพิ่มผลิตภัณฑ์นำเข้าและจำหน่ายเครื่องอุปกรณ์สำหรับการเก็บ การตรวจวิเคราะห์ วินิจฉัย และการบำบัดรักษาทางการแพทย์จากผู้ผลิตชั้นนำในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งเป็นกลุ่มธุรกิจจัดจำหน่ายอุปกรณ์การแพทย์ ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพสตรี ผลิตภัณฑ์ธนาคารโลหิต ผลิตภัณฑ์ความปลอดภัยของโลหิต ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีเซลล์บำบัด ผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเพื่อสุขภาพ เช่น เครื่องดักจับยุงแบรนด์ Black Hole, Cyclone, Mosquito Magnet, ผลิตภัณฑ์ควบคุมการติดเชื้อ รวมทั้งกลุ่มธุรกิจให้บริการห้องปฏิบัติการวินิจฉัยทางการแพทย์ 

พอร์ตหลักของเราสองพอร์ตแรกเกี่ยวกับเลือดหรือโลหิต แบ่งเป็นการแยกส่วนประกอบของเลือดประมาณร้อยละ 30 และการตรวจเลือดอีกร้อยละ 30 อีกส่วนเป็นมะเร็งปากมดลูกประมาณร้อยละ 33-35 ที่เหลือจะเป็นด้านเทคโนโลยีเซลล์บำบัดที่ทำมาตั้งแต่ปี 2542 เป็นงานด้านวิจัย ซึ่งปัจจุบันนำไปรักษามะเร็งเป็น cell technology และสุดท้ายเป็นพอร์ตด้าน consumer product โดยหลักการเลือกสินค้านำเข้าของเราอย่างแรกต้องมองอนาคตว่าเป็นอย่างไร การเติบโตของความต้องการและผู้เล่นขณะนั้น ซึ่งสินค้าที่เรานำเข้าส่วนใหญ่จะมีผู้เล่นในตลาดน้อย โดยเราพยายามหาสินค้า niche ที่มีเทคโนโลยีและมี patient เพื่อที่เราลงทุนแล้วจะได้มีเวลาทำธุรกิจอยู่กับเขาได้นาน” 

รุกส่งนวัตกรรมขยายฐาน B2C 

แม้ปัจจุบันบริษัทจะสามารถสร้างการเติบโตได้อย่างมั่นคงจากการเป็นผู้นำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากผู้ผลิตชั้นนำ 23 บริษัทใน 12 ประเทศ โดยมีผู้ผลิตต่างประเทศที่ให้ความเชื่อมั่นแต่งตั้งบริษัทเป็นผู้จัดจำหน่ายเพียงผู้เดียวในประเทศไทย (exclusive distributor) เป็นระยะเวลายาวนาน เช่น บริษัท Miltenyi Biotec ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์สำหรับใช้ในการคัดแยกสเต็มเซลล์เพื่อใช้ประกอบการรักษาโรคมะเร็ง บริษัท Haemonetics ประเทศสหรัฐอเมริกา ผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ปั่นแยกพลาสมาและเกล็ดโลหิต และ บริษัท Grifols ประเทศสเปน ผู้ผลิตชุดตรวจสำหรับตรวจโลหิตเพื่อดูภาวะการติดเชื้อจาก HIV, HBC และ HCV เป็นต้น 

อย่างไรก็ตามนันทิยะเล็งเห็นโอกาสการต่อยอดธุรกิจให้ครอบคลุมฐานผู้บริโภคทั่วไป (B2C) และการบริการทางการแพทย์ที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทั่วโลก ด้วยการลงทุนจัดตั้ง วินเมด คลินิกเทคนิคการแพทย์ สำหรับให้บริการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์โดยนักเทคนิคการแพทย์และห้องปฏิบัติการ GMP ได้แก่ การให้บริการตรวจหาสารพันธุกรรมของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในรูปแบบ real-time PCR, rapid antigen พร้อมทั้งให้บริการตรวจวินิจฉัยไวรัสก่อโรคมะเร็งปากมดลูกและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงให้บริการการผลิตเซลล์ เช่น CAR-T Cells, NK Cells, Mesenchymal Stem Cells (MSC) เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งและโรคระบบภูมิคุ้มกันโดยวิธีภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) ทั้งยังให้บริการห้องปฏิบัติการ GMP สำหรับงานวิจัย 

แล็บของเรามี 3 ชั้น ปัจจุบันชั้นล่างด้านหลังจะเป็นสถานที่ตรวจโควิด-19 และเตรียมชั้น 2 เป็นห้องแล็บตรวจมะเร็งปากมดลูกและ HPV ชั้น 3 เป็นออฟฟิศ ซึ่งในอนาคตเราจะมีการตรวจอย่างอื่นเพิ่มขึ้น โดยในปีนี้เราเพิ่งได้รับอนุญาตจาก อย. ให้มีการตรวจ HIV วัดปริมาณจำนวนเชื้อ HIV ได้ ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งที่เรานำเข้ามาเสริมในห้องแล็บจากที่มีการตรวจ HPV อยู่แล้ว” 

ขณะเดียวกันนันทิยะยังเดินหน้าลงทุนขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เพื่อระดมทุนสำหรับก่อสร้างห้องปฏิบัติการที่ครอบคลุมงานด้านการเตรียมผลิตภัณฑ์เซลล์เพื่อการรักษาด้วยวิธีเซลล์บำบัด (cell therapy) และการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ผ่านชุดเก็บเซลล์ผิดปกติที่ปากมดลูกจากช่องคลอดด้วยตนเอง (self collect) รวมทั้งชำระคืนเงินกู้และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ 

โควิด-19 ทำให้โครงการที่วางแผนไว้ชะลอลง จากเดิมที่จะทำห้องแล็บเกี่ยวกับอุปกรณ์ชุดตรวจมะเร็งปากมดลูก และเปิดตัวชุดตรวจมะเร็งปากมดลูกและกามโรค HPV โดยเราทำห้องแล็บเตรียมไว้ แต่เมื่อโควิด-19 มาเราจึงทำ RT-PCR ก่อน ซึ่งการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ถือเป็นพัฒนาการทางธุรกิจสำคัญที่จะทำให้เราสามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง และทำให้เราเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต โดยเฉพาะการขยายด้าน B2C ซึ่งต้องมีการลงทุนในหลายด้าน ดังนั้น การจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงถือเป็นการต่อยอดที่สำคัญ รวมถึงการเป็นบริษัทมหาชนยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทได้มากขึ้น” 

สำหรับการลงทุนก่อสร้างห้องปฏิบัติการ ด้านการเตรียมผลิตภัณฑ์เซลล์ที่ได้มาตรฐานเพื่อการรักษาด้วยวิธีเซลล์บำบัด (cell therapy) ซึ่งเป็นการรักษาโดยใช้หลักการภูมิคุ้มกันบำบัด (immunotherapy) และเป็นหนึ่งในทางเลือกการรักษาโรคมะเร็งทั้งในยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่นนานกว่า 5 ปี ซึ่งในประเทศไทยเริ่มนำมาใช้รักษาผู้ป่วย มะเร็งเต้านมที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ตั้งแต่ต้นปี 2563 และอยู่ระหว่างการติดตามเพื่อประเมินผลการรักษา โดยบริษัทได้วางแผนซื้อเครื่องคัดแยกและเพาะเลี้ยงเซลล์ในระบบปิดแบบอัตโนมัติ (CliniMACS Prodigy System) และก่อสร้างห้องปฏิบัติการในลักษณะทยอยลงทุนต่อเนื่อง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นไป 

ส่วนมะเร็งปากมดลูกเราทำอยู่แล้วตั้งแต่ปี 2546 และเป็นเจ้าตลาดมาตลอด โดยสินค้าของเรามีการใช้งานทั้งโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ รวมถึงโครงการของ สปสช. ที่กำลังทยอยเปลี่ยนจาก Pap Smear เป็น HPV ซึ่งเรามองเป็นโอกาสการเติบโตของเรา ขณะเดียวกันในปัจจุบันมีผู้หญิงที่ต้องตรวจ HPV ในไทยจำนวนมากกว่า 20 ล้านคน แต่ตรวจจริงแค่ 6-7 ล้านคนจากหลายเหตุผล ทำให้รักษาไม่ทันและอัตราการเสียชีวิตสูง ดังนั้น ตลาดนี้ถือเป็น blue ocean ที่เราสามารถนำเทคโนโลยีและ know-how มาต่อยอดเป็น new s-curve ใหม่ของเรา โดยเราน่าจะเป็นรายแรกๆ ที่ทำตลาดด้านนี้ และเป็นรายเดียวที่ไม่ได้ทำเฉพาะ HPV แต่มีกามโรคด้วย ซึ่งเราเตรียมเปิดตัวไตรมาส 3 ปีนี้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์” 

นันทิยะกล่าวถึงแผนลงทุนห้องปฏิบัติการตรวจหาเชื้อไวรัส HPV ผ่านชุดเก็บเซลล์จากช่องคลอดด้วยตัวเอง (self collect) แบรนด์เอวาขยายฐานลูกค้า B2B เช่น กลุ่มบริษัทคู่สัญญากับโรงพยาบาล คลินิกแพทย์ ร้านขายยา และช่องทางตลาดออนไลน์ควบคู่ตลาดออฟไลน์ (omni channel) เป็นต้น รวมทั้งกลุ่ม B2C โดยเป็นกลุ่มผู้บริโภคเพิ่มช่องทางการขายขยายฐานการรับรู้รายได้ให้บริษัท ซึ่งลูกค้าสามารถส่งตัวอย่างที่จัดเก็บกลับมาให้บริษัททำการวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการโดยนักเทคนิคการแพทย์ผู้ชำนาญการ เพื่อรายงานผลกลับไปยังสถานพยาบาลหรือลูกค้าโดยตรง 

เรามองห้องแล็บเป็น value added ที่จะเติบโตหลายเท่าตัวในอนาคต ซึ่งถ้าเรามองจำนวนผู้หญิงที่ยังไม่ได้ตรวจ HPV 15 ล้านคนเป็น blue ocean แค่เปอร์เซ็นต์เดียวก็ 150,000 คน ถือว่ามูลค่าตลาดน่าสนใจ โดยตลาดนี้อาจจะไม่ได้ขายเฉพาะ HPV เท่านั้น แต่ยังมีความต้องการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพหรือความสวยความงามเสริมเข้ามา รวมถึงสิ่งที่เราทำอยู่เราไม่ได้มองแค่ประเทศไทย แต่ยังสามารถขยายไปเอเชียแปซิฟิกหรือต่างประเทศ” 

นอกจากนั้น นันทิยะยังให้ความสนใจการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่ม B2C ซึ่งวางแผนต่อยอดผลิตภัณฑ์เครื่องจับยุงที่บริษัทเป็นผู้นำเข้ารายแรกในประเทศไทยสู่การวิจัยคิดค้นนวัตกรรมเกี่ยวกับแมลงดูดเลือดและยุงจำหน่ายในประเทศและส่งออกไปยังต่างประเทศทั้งช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ รวมถึงยอดคำสั่งซื้อชุดตรวจคัดกรองโควิด-19 แบบเร่งด่วน (ATK) ทั้งแบรนด์ JOYSBIO และ LITUO จากกลุ่มลูกค้า สถานพยาบาล คลินิกผู้ประกอบการ บริษัทเอกชน และประชาชนทั่วไปผ่านร้านขายยา ช่องทางออนไลน์เข้ามาอย่างต่อเนื่อง 

การชนะประมูล ATK จากองค์การเภสัชกรรมให้เป็นผู้จัดหาและนำเข้าผลิตภัณฑ์จำนวน 1 ล้านชุดถือเป็นก้าวสำคัญของเราและเรายังมีการเซ็นสัญญาส่งมอบสินค้า ATK กับร้าน Watsons อีกล้านกว่าชุด ซึ่งเป็นโมเดิร์นเทรดช่องทางการกระจายสินค้าช่องทางเดียวกับชุดตรวจมะเร็งปากมดลูกและเครื่องที่เกี่ยวกับแมลงดูดเลือด โดยเราพยายามรักษาการเติบโตให้ได้ร้อยละ 40-50 ตลอด และมองว่าปีนี้เราน่าจะเติบโตได้ร้อยละ 50 เพราะตลาดที่เรากำลังเข้าไปเป็นตลาดใหญ่และสินค้า B2C ค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งถ้าเราแบ่งธุรกิจเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ธุรกิจด้านการแพทย์อาจจะเติบโตไม่มากแต่ค่อนข้างสม่ำเสมอ ขณะที่ธุรกิจ B2C จะเป็นกลุ่มที่มีอนาคต โดยเฉพาะการนำนวัตกรรมเทคโนโลยี และองค์ความรู้ทางการแพทย์ผสมผสานกับช่องทางออนไลน์ยิ่งมีโอกาสเติบโต” 

นันทิยะย้ำความมั่นใจในการเติบโตแตะระดับมากกว่าพันล้านบาทในปีหน้า ด้วยกุญแจสำคัญที่เกิดจากการเป็นบริษัทมหาชนที่มีความน่าเชื่อถือและผลิตภัณฑ์นำเข้าที่มาจากผู้ผลิตชั้นนำระดับโลก ซึ่งเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมทางการแพทย์จากความทุ่มเททำการตลาดและสร้างแบรนด์เป็นเวลานาน รวมถึงหลักบริหารที่ให้ความสำคัญกับการวางระบบให้เป็นมาตรฐานในทุกมิติการทำงาน พร้อมกำหนดทิศทางและค่านิยมองค์กร “IMPACT” เพื่อให้บุคลากรในองค์กรสามารถขับเคลื่อนไปยังเป้าหมายเดียวกัน 

ภาพลักษณ์ของ WINMED แบ่งเป็นด้านการแพทย์และผู้บริโภค โดยเราต้องการให้แพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์มองบริษัทในปัจจุบันว่า เราพยายามเสริมศักยภาพของบริษัทให้มั่นคง หาเทคโนโลยีที่ทันสมัยตอบโจทย์การแพทย์ทั้งการรักษา วิจัย และวิเคราะห์โรคต่างๆ ให้คนไข้ ขณะเดียวกันเราต้องการสร้างแบรนด์ WINMED และแบรนด์ย่อยต่างๆ ให้ผู้บริโภคเห็นว่า สิ่งที่เรานำเสนอให้กับผู้บริโภคเป็นสิ่งที่มีนวัตกรรม และจุดยืนโดดเด่นในราคาที่จับต้องได้ รวมทั้งช่องทางการเข้าถึงสินค้าที่ครอบคลุม ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราพยายามทำให้เกิดขึ้น” 

ภาพ: กิตติเดช เจริญพร

อ่านเพิ่มเติม:


คลิกอ่านฉบับเต็มและบทความทางด้านธุรกิจได้ที่นิตยสาร Forbes Thailand ฉบับเดือนกรกฎาคม 2565 ในรูปแบบ e-magazine

BACK TO TOP