นัชชา โอภากุล นำแพชชั่นปั้น JUX. ธุรกิจสกินแคร์รักษ์โลก - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • People
  • Thriving 30s >
  • นัชชา โอภากุล นำแพชชั่นปั้น JUX. ธุรกิจสกินแคร์รักษ์โลก
นัชชา โอภากุล นำแพชชั่นปั้น JUX. ธุรกิจสกินแคร์รักษ์โลก

นัชชา โอภากุล นำแพชชั่นปั้น JUX. ธุรกิจสกินแคร์รักษ์โลก

ชื่อ นัชชา โอภากุล หรือ ซีน อาจจะคุ้นหูคุ้นตาใครหลายคน แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่ผู้หญิงคนนี้ต้องการ การเป็นบุคคลสาธารณะไม่ใช่เป้าหมายของเธอ สิ่งที่เธอต้องการคือการไล่ตามความฝันของเธอในการเข้าสู่วงการสกินแคร์ โดย ตอนนี้ ดูเหมือนว่า หนทางสู่ความฝันดังกล่าวคือการก่อตั้ง JUX.

นัชชา โอภากุล หรือ ซีน ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ โดยนัชชาเผยว่า ตัวเธออยากเป็นผู้ประกอบการและเป็นเจ้าของธุรกิจสกินแคร์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และปราศจากสารอันตราย เนื่องจากเธอเองก็ประสบปัญหาผิวจากส่วนผสมที่เป็นอันตรายเช่นกัน 

แต่แม้ว่าจะมีข้อมูลต่างๆ ที่จำเป็นในการสร้างแบรนด์แล้ว กลับมีจิ๊กซอว์ตัวหนึ่งที่หายไปในการที่จะสร้างแบรนด์อันสมบูรณ์แบบ จิ๊กซอว์ตัวนั้นก็คือ คอนเซ็ปต์ที่แปลกใหม่

ในที่สุด นัชชาก็ค้นพบจิ๊กซอว์ดังกล่าวหลังจากเดินทางไปยังอินโดนีเซียคนเดียวเมื่อปี 2019 เพื่อเป็นการ “soul searching” โดยเมื่อสามารถปีนถึงยอดภูเขาไฟได้สำเร็จหลังใช้เวลามาหลายวัน นัชชาก็ค้นพบกับความสวยงามและน่าอัศจรรย์ในเหล่าพฤกษาที่เติบโตอย่างสวยงามบนภูเขาไฟยามพระอาทิตย์ตก

JUX. Skincare
ทริปปีนเขาของนัชชา

นัชชากล่าวว่า ณ ตอนนั้นมีความคิดว่าสิ่งที่สวยงามสามารถเกิดขึ้นได้แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะไม่เป็นใจทำให้เธอเริ่มหันไปสนใจพืชประเภท extremophyte ที่สามารถเติบโตได้ในธรรมชาติที่สุดโต่งจนสิ่งมีชีวิตทั่วไปไม่สามารถอยู่รอดได้ จึงนำจุดนั้นขึ้นมาเป็นตัวชูโรง และเมื่อกลับมาถึงประเทศไทยก็เริ่มลงมือทันที โดยนำเงินส่วนตัวที่มีอยู่มาเป็นเงินลงทุนในวัย 35

จากธรรมชาติสุดโต่งของภูเขาสูงทะลุฟ้า นัชชาก็นำแรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติอันหฤโหดอื่นๆ ของโลกใบนี้ ไม่ว่าจะเป็นใต้ทะเลลึก ธารน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ หรือแม้กระทั่งทะเลทรายสุดแห้งแล้ง มาอยู่เบื้องหลังการวางคอนเซ็ปต์ของทางแบรนด์เราเป็นแบรนด์แรกของโลกที่วางคอนเซ็ปต์แบบนี้และสื่อสารแบบนี้ ค่อนข้างใหม่แต่ disruptive” ซึ่งนัชชามองว่าจุดนี้ทำให้ JUX. แตกต่างกับแบรนด์อื่นๆ

ปัจจุบันคอลเล็กชั่นต่างๆ ของ JUX. สามารถสื่อให้เห็นถึงคอนเซ็ปต์เหล่านี้อย่างชัดเจน เช่น Skin Barrier Repair Face Wash สบู่ล้างหน้าในคอลเล็กชั่น Ocean-Inspired ที่มีสารสกัดจากสาหร่ายสีแดงพบได้ในท้องทะเลลึก เป็นต้น

JUX. Skincare
Skin Barrier Repair Face Wash

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าธรรมชาติอย่างเดียวจะตอบปัญหาได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะปัญหาผิวผู้บริโภคมองว่า [ผลิตภัณฑ์] ธรรมชาติ หรือ ออร์แกนิกดีที่สุด มันเป็นความเชื่อที่โดนปลูกฝังแบบเหรียญด้านเดียว เราควรจะให้ความสำคัญกับเรื่องประสิทธิภาพและความสะอาดปลอดภัยต่อผิวมากกว่า

นัชชาจึงนำธรรมชาติมาผสานกับวิทยาศาสตร์ เปรียบเสมือนการมองเหรียญสองด้าน นำไปสู่การตั้งชื่อแบรนด์ JUX. ซึ่งมาจากคำว่า ‘juxtapose’ ที่หมายถึงการนำสิ่งสองสิ่งมาเทียบเคียงกัน แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของสองสิ่งนั้น ซึ่งก็คือส่วนผสมจากธรรมชาติ และเทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์อันล้ำสมัย

ธรรมชาติผสานศาสตร์แห่งวิทย์

คำว่าธรรมชาตินั้นเริ่มมีการนำมาใช้เป็นกลยุทธ์การตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้ มาจากการที่ผู้คนหันมาดูแลสุขภาพตัวเองมากขึ้น และถอยห่างจากสารเคมีต่างๆ โดยเฉพาะการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงาม

ในบทความ The Guardian เกี่ยวกับสารเคมีในผลิตภัณฑ์ประเภท personal care ซึ่งเผยแพร่ในปี 2019 ระบุว่า TEDX ได้ตรวจพบการใช้สารรบกวนการทำงานของต่อมไร้ท่อ 200 ชนิดในผลิตภัณฑ์ประเภทดูแลส่วนบุคคลและผลิตภัณฑ์ความงามในปัจจุบัน

หนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่มีสารปนเปื้อนในตลาดคือ บาล์มที่มีส่วนผสมจากปิโตรเลียม ทั้งนี้เพราะโดยธรรมชาติแล้วปิโตรเลียมมีสาร PAHs หรือ polycyclic aromatic hydrocarbons ปนเปื้อน หากกระบวนการผลิตไม่ได้มาตรฐาน หรือกลั่นกรองสารปนเปื้อนนี้ออกไปไม่หมด ก็อาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ นัชชาจึงร่วมมือกับแล็บต่างประเทศพัฒนา Alchemist Slave บาล์มอเนกประสงค์ที่ใช้ vegan wax จากพืชผสาน shea butter แทนการใช้ปิโตรเลียม และขี้ผึ้ง

โดยนัชชามองว่า JUX. ไม่ใช่ธุรกิจความงาม แต่เป็นธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพ หรือ personal care มากกว่า เมื่อถามถึงความแตกต่างระหว่างคำสองคำที่ดูเหมือนจะใช้แทนกันได้นี้ นัชชาก็อธิบายว่าถ้าเป็นสกินแคร์มันก็จะใกล้เคียงกับคำว่าสุขภาพ เพราะนี่มันเกี่ยวกับสุขภาพของผิวเรา ผิวคืออวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในร่างกายของเรา เราก็ต้องดูแลเขาให้ดี

JUX. Skincare
ผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของ JUX.

อีกทั้ง การเป็นแบรนด์ดูแลผิวพรรณนั้น หมายความว่าต้องมีความใส่ใจในทุกๆ อย่างมากกว่า และต้องมีความละเอียดรอบคอบในการดำเนินธุรกิจสูง โดยนัชชามองว่า ตัวเธอต้องเป็นด่านหน้าให้แก่ผู้บริโภค เพื่อส่งมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้แก่ลูกค้า

แม้ว่าทางแบรนด์จะเลือกใช้ส่วนประกอบธรรมชาติที่มี enzymes หรือ extremozymes ซึ่งมีงานวิจัยรับรองประสิทธิภาพ นัชชากลับเผยว่าเราไม่เรียกแบรนด์เราว่าเป็น natural แต่เราเรียกว่า clean คำว่า natural มันเป็นการ greenwashing…ทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกมันมีองค์ประกอบทางเคมี น้ำยังเป็นเคมี ซึ่งก็คือ H2O” และกล่าวต่อว่าต้องดูว่าส่วนประกอบนั้นผ่านกระบวนการอะไรมา แล้วมาเป็นตัว final product ได้อย่างไร เพราะบางทีก็อาจเกิดสารปนเปื้อนจากกระบวนการเหล่านั้นได้

สวย สะอาด สู่สากล

จากเทรนด์ธรรมชาติ ก็เกิดเป็นเทรนด์ Clean Beauty หรือ สวยอย่างสะอาด ที่ปัจจุบันเริ่มจะมาแรงขึ้นเรื่อยๆ และผู้บริโภคก็คาดหวังให้ผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาใช้สะอาดกว่าเดิมมากขึ้นเรื่อยๆ อีกด้วย โดยงานวิจัย NielsenIQ พบว่าในปี 2021 ผลิตภัณฑ์สะอาดซึ่งปราศจากพาราเบน ซัลเฟต และสารกลุ่มพาทาเลตโตขึ้นร้อยละ 13 ในขณะที่ผลิตภัณฑ์ซึ่งปราศจากพาราเบน และซัลเฟตโตขึ้นร้อยละ 8

แม้ว่าปัจจุบันจะยังไม่มีมาตรฐานที่แน่นอนในการนิยามคำว่า ‘clean’ คืออะไร แต่นัชชามองว่า นั่นคือหน้าที่ของผู้ประกอบการที่จะต้องสื่อสารให้ลูกค้าเข้าใจในมาตรฐานคำว่า ‘clean’ ในความหมายของแบรนด์แต่ละแบรนด์

สำหรับ JUX. ทางแบรนด์มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับเทรนด์นี้ว่า “Clean is more ให้มากกว่าสิ่งที่คุณมองเห็น อีกทั้ง เชื่อว่าจะส่งผลดีในระยะยาวมากกว่า และหันไปเน้นการทำการตลาดตามมาตรฐาน clean ของแบรนด์ JUX. เอง

นอกจากเรื่องผิวเผินอย่างบรรจุภัณฑ์ ที่ทางแบรนด์เลือกใช้พลาสติกและขวดแก้วที่นำไปรีไซเคิลได้แล้ว มาตรฐานความสะอาดสไตล์ JUX. ยังประกอบไปด้วย การไม่ใส่สารอันตรายกว่า 2,000 ชนิดตามมาตรฐานของหน่วยงาน EWG เช่น ​ซัลเฟต, พาราเบน, SLS, ไมโครพลาสติก, BHT รวมถึงสารที่มาจากปิโตรเลียม เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเป็นแบรนด์ vegan ใช้ส่วนผสมที่เป็น plant-based ส่วนใหญ่ เช่น squalane ซึ่งปกติแล้วเป็นสารสกัดที่ได้มาจากตับฉลาม แต่ squalane ใน Revival Cream ของทางแบรนด์นั้นได้มาจากการสกัดน้ำมันมะกอก

JUX. Skincare
Alchemist Slave

แต่การทำผลิตภัณฑ์ plant-based นั้นก็ซับซ้อนพอตัวเพราะไม่ใช่เพียงการเลือกส่วนประกอบจากพืชมาใช้เท่านั้น โดยโจทย์หินที่สุดที่นัชชาต้องเจอคือ การพัฒนา Alchemist Slave ที่ใช้เวลาทดลองนานพอตัว และทดลองผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง 100 กว่าแบบ เพราะโดยธรรมชาติ เนื้อสัมผัสของ vegan wax จะแข็งทำให้ไม่สามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้ที่ดีให้กับลูกค้าได้  

เรามองว่าสกินแคร์นอกจากจะต้องเห็นผลแล้วยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ sensory experience ด้วย ในที่นี้เรื่อง กลิ่น สี ความข้น ความหนืด อะไรต่างๆ เป็นสิ่งที่ทางแบรนด์ใส่ใจ และให้ความสำคัญพอๆ กับส่วนประกอบในผลิตภัณฑ์ของเรานัชชากล่าว

เนื่องด้วยนัชชาไม่อยากให้ผู้บริโภคต้องสละซึ่งศีลธรรมเพียงเพื่อความงาม ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นจึงเป็นผลิตภัณฑ์ cruelty-free ไม่ผ่านการทดลองกับสัตว์ อีกทั้ง ทางแบรนด์เลือกส่วนผสมที่มีการรับรอง ECOCERT หรือ USDA ว่าเป็นส่วนผสมออร์แกนิกจริง และส่วนผสมท้องถิ่นก็มาจากวิสาหกิจชุมชนในประเทศต่างๆ รวมถึงได้รับการรับรอง Fair Trade มุ่งสู่การสร้างซัพพลายเชนสีเขียว

นัชชาเผยว่าเป้าหมายหลักในการสร้างแบรนด์ JUX. นั้นคือการตีตลาดสหรัฐอเมริกา เพราะส่วนตัวแล้ว นัชชามองว่าสหรัฐฯ คือตลาดแม่ ตลาดสกินแคร์แบบ clean ที่นั่นตลาดใหญ่มากปัจจุบัน ทางแบรนด์ไม่ได้วางตัวแข่งกับใครอย่างเป็นทางการ

ข้อมูลจาก Statista เผยว่า ในปี 2020 สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่สามารถสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์สกินแคร์มากที่สุดในโลก โดยตัวเลขรายได้นั้นมากกว่า 1.8 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ และคาดว่าภายในปี 2025 จะแตะ 2.27 หมื่นล้านเหรียญ นอกจากนี้ รายงานจาก Quadintel ยังเผยว่า ในปี 2021 มูลค่าตลาดผลิตภัณฑ์ประเภท ​Clean Beauty ทั่วโลกอยู่ที่ 6.54 พันล้านเหรียญ และคาดว่าภายในปี 2030 จะแตะ 1.8 หมื่นล้านเหรียญ ด้วยอัตรา CAGR ร้อยละ 12.5 ต่อปีตั้งแต่ปี 2022 จนถึงปี 2030

บทบาทใหม่ของ นัชชา โอภากุล

การทำธุรกิจเป็นสิ่งที่ นัชชา โอภากุล คุ้นเคยดี ไม่ว่าจะรับบทเด็กฝึกงาน ทำงานในแผนกการเงิน แผนกธุรกิจต่างประเทศ และอีกมากมายให้กับ คาราบาว กรุ๊ป (CBG) แต่นั้นไม่ใช่สิ่งที่นัชชาต้องการของเขา [ธุรกิจครอบครัว] ประสบความสำเร็จมากๆ แล้ว แต่ว่าตัวเรายังไม่ประสบความสำเร็จด้วยตัวเองเลยและกล่าวต่อว่าเราจะต้องประสบความสำเร็จด้วยตัวเองให้ได้ เราถึงจะค้นหาคุณค่าของตัวเองเจอ” 

แต่การเป็นผู้ประกอบการนั้นก็ไม่ใช่หนทางที่ราบเรียบ หลังจากนัชชาได้ตั้งบริษัทกระจายสินค้าภายใต้ชื่อ Mad Ambition ในรัฐ Delaware เพื่อรองรับการเติบโตของแบรนด์ในอนาคต ก็ต้องพบกับภูเขาลูกแรกซึ่งก็คือ กฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณที่เข้มงวดของทางสหรัฐฯ ทำให้ต้องวุ่นวายไม่ใช่น้อย

นัชชาตัดสินใจติดต่อไปทางสหรัฐอเมริกาเอง เพื่อให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ของ JUX. ได้มาตรฐานตามที่ทางสหรัฐฯ กำหนดตอนที่ส่งไป เขาก็บอกว่า จะเคลมแบบนี้ไม่ได้ แบบนี้คือยาทันที คุณต้องไปเปลี่ยน ต้องเคลมแค่ว่าอันนี้เป็น moisturizer จะมาเคลมว่าเป็น anti-aging ไม่ได้ ครีมกันแดดก็เป็นยา ดังนั้นเราต้องทำตามกฎเกณฑ์ปัจจุบันมีผู้ประกอบการที่สนใจส่งออกไปยังสหรัฐฯ มาปรึกษานัชชาอยู่เช่นกัน

JUX. Skincare CEO

ภูเขาลูกต่อมาที่ต้องเจอคือ การนั่งตำแหน่งซีอีโอ ซึ่งนัชชามองว่า JUX. ยังมีสถานะเป็นบริษัทสตาร์ทอัพ ผู้เป็นซีอีโอควรเข้าใจการวางระบบ และหน้าที่ต่างๆ เองก่อน จึงจะสามารถส่งไม้ต่องานเหล่านั้นไปให้คนอื่นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ด้วยประสบการณ์ในการทำงานให้กับบริษัทชั้นนำ ทำให้นัชชาเหมือนมีอาวุธพร้อมสู้กับความยากลำบากเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นทักษะด้านการเงิน การจัดการ รวมถึงความเป็นผู้นำ นัชชาเผยว่าอยากปั้น JUX. ให้เป็นแบรนด์ที่ล้ำสมัย ไว้ใจได้ น่าเชื่อถือ ซื่อตรง และเหมือนเป็นเพื่อนคนหนึ่งสำหรับคนทุกเพศ ทุกความต้องการของผิว”  

ส่วนภูเขาอีกลูกที่เป็นอุปสรรคคือ สถานการณ์โรคระบาดที่ผ่านมาทำให้แผนการตีตลาดสหรัฐฯ นั้นล่าช้ากว่าที่คิด แต่ในโชคร้ายก็มีโชคดี เพราะเมื่อมาเน้นจำหน่ายสินค้าผ่านเว็บไซต์ของทางแบรนด์และช่องทางอี​-คอมเมิร์ซต่างๆ ในประเทศไทย ก็พบว่ามีตลาดที่ต้องการสินค้าตรงนี้อยู่ และหันมาให้ความสำคัญกับตลาดไทยร้อยละ 50

ปัจจุบันทางแบรนด์เน้นการทำการตลาดผ่านช่องทางโซเซียลมีเดียเป็นหลัก ซึ่งผู้สร้างคอนเทนต์ต่างๆ บนช่องทางเหล่านั้นก็คือนัชชานั่นเอง นอกจากนี้ทางแบรนด์ยังออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้สวยสะดุดตาน่าโพสต์อีกด้วย และในอนาคตทาง JUX. ก็มีแผนที่จะร่วมมือกับรีเทลเลอร์เพื่อให้ผู้ที่สนใจสามารถเข้าถึงสินค้าได้สะดวกขึ้น

นัชชามองว่า อุปสรรคเหล่านี้คือ รางวัลชั้นดีบทเรียนต่างๆ ที่เราได้ [จากการทำธุรกิจของตัวเอง] มันไม่สามารถตีคุณค่าได้เพราะเราลงมือทำอะไรเองจากศูนย์นัชชากล่าวบางอย่างก็อาจจะผิดพลาด แต่ต้องห้ามกลัวความผิดพลาด เพราะมันเกิดได้เสมอ และมันจะไม่เกิดความผิดพลาดเพียงครั้งเดียว มันจะเกิดขึ้นหลายครั้ง มันอยู่ที่ mindset เราจะก้าวข้ามความผิดพลาดนั้นอย่างไร เราจะเรียนรู้จากมันอย่างไร เราจะทุบกำแพงนี้ หรือปีนข้ามมันไป

ภาพ: วรัชญ์ แพทยานันท์

อ่านเพิ่มเติม: Negroni Week กลับมาแล้ว! ฉลองครบรอบ 10 ปีด้วยการดื่มเพื่อการกุศล


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP