สูดฝุ่น PM2.5 ไม่ใช่แค่ปอดพัง แต่ทำลายสมองด้วย แพทย์เตือน เสี่ยงเป็นอัลไซเมอร์ และพาร์กินสันตั้งแต่อายุยังน้อย หน้ากาก N95 ยังจำเป็นเมื่อออกนอกอาคาร
พอเข้าหน้าฝุ่นหรือวันที่ค่า PM2.5 พุ่งสูง หลายคนมักกลัวว่าฝุ่นจะทำร้ายปอดและระบบทางเดินหายใจจนไอ จาม หรือหอบหืดกำเริบ แต่จริงๆ แล้ว ฝุ่น PM2.5 อันตรายกว่าที่คิด งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เดวิส ระบุว่าฝุ่น PM2.5 มีอนุภาคที่เล็กมาจนสามารถหลุดเข้าไปในสมองได้ และหากสูดฝุ่นอยู่ทุกวันโดยไม่ป้องกัน ในระยะยาวอาจทำให้เป็นโรคร้ายอย่างอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันได้ตั้งแต่อายุยังน้อย
นพ.ภีมณพัชญ์ ธนชาญวิศิษฐ์ อายุรแพทย์ผู้ชำนาญการด้านประสาทวิทยา ศูนย์สมองและระบบประสาท รพ.วิมุต ให้ข้อมูลว่า ความน่ากลัวของฝุ่น PM2.5 คือขนาดที่เล็กกว่าเส้นผม 20-30 เท่า ทำให้เล็กพอที่จะเล็ดลอดเข้าสู่ร่างกายและเดินทางไปถึงสมองผ่าน 2 เส้นทางหลัก
ทางแรกคือผ่านปอด เมื่อสูดอากาศเข้าไป ฝุ่นจะลงสู่ถุงลมและซึมเข้าสู่กระแสเลือด ก่อนถูกลำเลียงไปยังอวัยวะต่างๆ รวมถึงสมองซึ่งต้องพึ่งพาเลือดปริมาณมากในการทำงาน ส่วนอีกทางหนึ่งคือผ่านจมูก โดยฝุ่นขนาดเล็กสามารถแทรกผ่านเส้นประสาทรับกลิ่น (Olfactory Nerve) บริเวณยอดโพรงจมูก และเดินทางเข้าสู่สมองได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่านระบบเลือด
เมื่อฝุ่นพิษเหล่านี้ไปถึงสมองจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบและเกิด Stress Oxidative หรือความเครียดในระดับเซลล์ ซึ่งทำให้สมองหลั่งสารไซโตไคน์ (Cytokines) ออกมาทำลายเซลล์ประสาท ส่งผลให้โครงสร้างสมองค่อยๆ เสื่อมลงในระยะยาว
ผลกระทบของฝุ่น PM2.5 อาจไม่แสดงอาการรุนแรงในทันที แต่ในระยะสั้นอาจทำให้เกิดอาการสมองล้า (Brain Fog) ชั่วคราว ทำให้รู้สึกหัวไม่โล่ง คิดช้าลง สมาธิลดลง หรือจู่ๆ ก็ปวดหัวหรือไมเกรนกำเริบ หากปล่อยให้สมองรับฝุ่นอย่างต่อเนื่อง ในระยะยาวสมองจะเกิดการอักเสบเรื้อรัง จนโครงสร้างสมองเสื่อมลงเร็วกว่าปกติและเกิดภาวะสมองฝ่อก่อนวัย รวมถึงทำให้คนเป็นโรคอัลไซเมอร์หรือพาร์กินสันเร็วขึ้น จากที่พบในวัย 60-70 ปี อาจเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 40-50 ปี นอกจากนี้ในกลุ่มเด็กที่ได้รับมลพิษสะสมตั้งแต่อยู่ในครรภ์หรือในวัยที่สมองกำลังพัฒนา อาจมีความเสี่ยงต่อภาวะสมาธิสั้น (ADHD) และกลุ่มออทิสติก (ASD) สูงขึ้น
“เนื่องจากเราไม่สามารถประเมินค่าฝุ่น PM2.5 ได้ด้วยตาเปล่าหรือจมูก การติดตามคุณภาพอากาศผ่านแอปพลิเคชันจึงสำคัญมาก หากค่าฝุ่นอยู่ในระดับสีส้มหรือสีแดงถือว่าอันตรายต่อร่างกายและสมอง ทั้งนี้องค์การอนามัยโลก แนะนำว่าค่า PM2.5 ไม่ควรเกิน 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร แต่ในหลายพื้นที่ของไทยมักพบค่าสูงเกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเป็นค่าที่ส่งผลกระทบต่อสมองอย่างชัดเจน ดังนั้น การป้องกันตัวเองตั้งแต่เนิ่นๆ จึงดีที่สุด และหากใครพบความผิดปกติควรไปตรวจเช็กกับแพทย์ทันที”

ปรับไลฟ์สไตล์ ป้องกันสมองจากฝุ่น PM2.5
นพ.ภีมณพัชญ์ แนะนำว่า การปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวันสามารถช่วยลดผลกระทบของฝุ่นพิษต่อสมองได้อย่างมีประสิทธิภาพ เริ่มจากการเลี่ยงกิจกรรมกลางแจ้งในวันที่ค่าฝุ่นสูง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็ก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ป่วยโรคเรื้อรัง หากจำเป็นต้องไปข้างนอกควรสวมหน้ากาก N95 ที่กรองฝุ่น PM2.5 ได้ดีกว่าหน้ากากอนามัยทั่วไป ภายในบ้านควรใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรอง HEPA พร้อมตรวจเช็กและเปลี่ยนไส้กรองอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ ควรเลือกกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่น ผักผลไม้ที่มีวิตามิน C และ E รวมถึงปลาทะเลที่อุดมด้วยโอเมก้า 3 ควบคู่กับการลดอาหารแปรรูป ของหวาน งดบุหรี่และแอลกอฮอล์ พร้อมทั้งออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 30-40 นาที สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง โดยแนะนำให้ออกกำลังกายในร่มในวันที่ฝุ่นหนา ที่สำคัญต้องพักผ่อนอย่างเพียงพอ จะช่วยฟื้นฟูสุขภาพสมองได้อย่างเต็มที่
“แม้เราจะเลี่ยงฝุ่น PM2.5 ไม่ได้ทั้งหมด แต่สามารถผ่อนหนักเป็นเบาได้ด้วยการหันมาใส่ใจตัวเอง และป้องกันด้วยการเลี่ยงวันฝุ่นหนาหรือสวมหน้ากากหากต้องออกไปข้างนอก ส่วนใครที่เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ สมองล้า คิดช้า หรือปวดหัวบ่อยกว่าเดิม ให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อดูแลสมองและสุขภาพของเราให้ยังแข็งแรงไปนานๆ” นพ.ภีมณพัชญ์ กล่าว

เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ชีวิตเร่ง งานหนัก อากาศแปรปรวน คนไทยดูแลตัวเองน้อยลง 5 โรคยอดฮิต ปี 2568 ความดัน เบาหวาน ไขมัน ทางเดินหายใจ ออฟฟิศซินโดรม
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

