“เวียตเจ็ท” ยืนยันไม่ยกเลิกไฟลต์เกาหลี แต่ยอมรับรูทนี้แข่งดุ-ดีมานด์ลด! พร้อมประกาศเดินหน้าลุยทศวรรษใหม่ ขยายฝูงบินสู่ 50 ลำในอีก 2 ปี

“เวียตเจ็ท” ยืนยันไม่ยกเลิกไฟลต์เกาหลี แต่ยอมรับรูทนี้แข่งดุ-ดีมานด์ลด! พร้อมประกาศเดินหน้าลุยทศวรรษใหม่ ขยายฝูงบินสู่ 50 ลำในอีก 2 ปี

“เวียตเจ็ทไทยแลนด์” ยืนยันยังไม่ยกเลิกเส้นทางกรุงเทพฯ–Seoul แม้ยอมรับดีมานด์นักท่องเที่ยวไทยไปเกาหลีลดลง และการแข่งขันบนเส้นทางนี้ยังรุนแรง พร้อมประกาศเดินหน้าสู่ “ทศวรรษที่ 2” ตั้งเป้าขยายฝูงบินจากปัจจุบัน 29 ลำ สู่ 50 ลำภายในปี 2028 หวังดันทั้งเที่ยวบิน พนักงาน และรายได้เติบโต 2 เท่า


    หลังก่อนนี้มีสายการบินโลว์คอสต์รายหนึ่งประกาศหยุดให้บริการเที่ยวบินระหว่างกรุงเทพฯ (ดอนเมือง) กับ Seoul ประเทศเกาหลีใต้ หลังจากให้บริการมายาวนานกว่า 12 ปี จากพฤติกรรมนักท่องเที่ยวไทยที่นิยมเดินทางไปเกาหลีน้อยลง

    ล่าสุดในงานแถลงข่าวของ เวียตเจ็ทไทยแลนด์ ในวันนี้ (17 ก.ย. 2569) ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีดังกล่าวในมุมของเวียตเจ็ทฯ หลังจากเพิ่งให้บริการบินตรงกรุงเทพฯ – Seoul ตั้งแต่ปลายปีก่อน ซึ่งเวียตเจ็ทไทยแลนด์ยืนยันว่ายังไม่มีการยกเลิกเส้นทางนี้แต่อย่างใด

    วรเนติ หล้าพระบาง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ เปิดเผยว่า ต้องยอมรับว่าเกาหลีใต้นั้น ความน่าสนใจในกลุ่มคนไทยลดลง ขณะที่ความนิยมต่อเมืองไทยของคนเกาหลีก็ลดลงเช่นกัน โดยหันไปเวียดนามแทน

    “ความน่าสนใจของไทยที่ลดลง อาจจะเพราะเขาเคยมาแล้วหลายครั้ง แต่ตอนนี้ค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวแพงขึ้น ค่าบริการสนามบินเพิ่มขึ้น 40% นอกจากนี้ปีหน้าจะมีค่าเหยียบแผ่นดินอีก ขณะที่นักท่องเที่ยวมีทางเลือกอื่น ไม่ได้มีไทยประเทศเดียว ไม่เพียงเท่านั้น เส้นทางบินกรุงเทพฯ-เกาหลี ก็มีการแข่งขันสูง สายการบินของเขาเองก็เยอะ ทำให้เกิดการแข่งขันกันรุนแรง” วรเนติกล่าว

    ขณะที่ ปิ่นยศ พิบูลสงคราม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการพาณิชย์และลูกค้าสัมพันธ์ สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ กล่าวว่า สำหรับเวียตเจ็ทไทยแลนด์ยังไม่มีแผนหยุดบินเส้นทางกรุงเทพฯ – Seoul และยังคงมีแผนที่จะบินอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมา อัตราส่วนบรรทุกผู้โดยสาร (load factor) ก็อยู่ในระดับที่ดีมาก แต่ปัญหาในปัจจุบันคือราคา เนื่องจากสายการบินเกาหลีเองก็มีหลายสายการบิน และแข่งขันสูง


“เวียตเจ็ทไทยแลนด์” ลุยต่อทศวรรษที่สอง

    สายการบินเวียตเจ็ทไทยแลนด์ ยังเปิดเผยถึงยุทธศาสตร์สำหรับทศวรรษที่ 2 ในประเทศไทย โดยวรเนติเปิดเผยถึงเส้นทางตลอด 10 ปีของเวียตเจ็ทไทยแลนด์ว่า ช่วงแรกของการให้บริการ ถือเป็นช่วง set up ที่ส่วนใหญ่ให้บริการในรูปแบบเช่าเหมาลำ

    “ถัดมาในเฟสที่ 2 เป็นช่วงที่เรา jump start ในช่วงโควิด เราเอาฝูงบิน 11 ลำที่มีมาบินในประเทศ เปิดเส้นทางบินในประเทศเพิ่ม 6 เมืองในช่วงไม่กี่เดือน เราขยายตัวอย่างมากในช่วงโควิด จนมาร์เก็ตแชร์ของเราในตลาดในประเทศ ขยับจากอันดับ 6 มาอันดับ 2 และไม่ปลดพนักงานเลยสักคนในช่วงโควิด” วรเนติกล่าว


    เขาฉายภาพอีกว่า ช่วงปลายโควิด เวียตเจ็ทไทยแลนด์ขยายฝูงบินเป็น 18 ลำ มีพนักงานเพิ่มจาก 650 คน เป็นราวๆ 1,000 คน จากนั้นเข้าสู่เฟสที่ 3 นั่นคือการขยายไประดับภูมิภาค โดยเปิดเส้นทางใหม่ในต่างประเทศหลายเส้นทางจนค่อนข้างครอบคลุมทั่วภูมิภาคแล้ว

    วรเนติ กล่าวต่อว่า ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะความผันผวนของราคาพลังงาน และต้นทุนการดำเนินงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในปีนี้ สายการบินได้วางกลยุทธ์บริหารความเสี่ยงทางการเงินและควบคุมต้นทุนการดำเนินงานอย่างรัดกุม ส่งผลให้เรายังคงรักษาเสถียรภาพทางการเงินได้อย่างแข็งแกร่ง

    สะท้อนผ่านผลการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เวียตเจ็ทไทยแลนด์สามารถสร้างการเติบโตเป็นไปตามเป้าหมายและก้าวข้ามช่วงก่อนโควิดได้ โดยขนส่งผู้โดยสารรวมกว่า 3.5 ล้านคน เพิ่มขึ้น 130% เมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด สอดคล้องกับการขยายปริมาณที่นั่งผู้โดยสารรองรับ 4 ล้านที่นั่ง หรือเพิ่มขึ้น 130% พร้อมรักษา load factor ให้อยู่ในระดับสูงถึง 85% ปรับตัวดีขึ้นจากปี 2025

    ด้านรายได้จากการขายทำสถิติเติบโตแตะหนึ่งหมื่นล้านบาท ขณะเดียวกัน สายการบินได้ขยายเครือข่ายเส้นทางบินทำสถิติใหม่สู่ 36 เส้นทาง เติบโต 25% จากปี 2025 ที่ให้บริการเที่ยวบินจำนวน 29 เส้นทาง โดยได้รับการสนับสนุนจากมาตรการฟรีวีซ่า การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ควบคู่กับการขยายฝูงบินอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับการเติบโตของการเดินทางทั้งในและระหว่างประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ทั้งนี้ คาดว่าทิศทางธุรกิจในช่วงไตรมาส 4 ปี 2026 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2027 จะยิ่งเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญจากช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวไฮซีซั่นที่อุปสงค์การเดินทาง ทั้งใน-ระหว่างประเทศขยายตัวอย่างเต็มที่

    “ตอนนี้เรากำลังเข้าสู่ระยะของการ fleet transition และ expansion ด้วยการเปลี่ยนเครื่องบินใหม่ จากเดิมที่ใช้แอร์บัส A320/A321 มาเป็นโบอิ้ง B737-8 ซึ่งคาดว่าจะเปลี่ยนจนครบทั้งหมดภายในปี 2028 ซึ่งเป็นเครื่องบินใหม่ป้ายแดง” วรเนติกล่าว และว่า เฟสถัดไปเป็นการ jump start ครั้งที่ 3 ซึ่งในปี 2028 หรือในอีก 2 ปีข้างหน้า เวียตเจ็ทไทยแลนด์จะมีจำนวนเครื่องบินทั้งสิ้น 50 ลำ มากกว่าตอนนี้เกือบ 2 เท่า ซึ่งจะสามารถสร้างการเติบโตในระดับ 2 เท่าในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น จำนวนเที่ยวบิน, พนักงาน ไปจนถึง “รายได้”


วรเนติ หล้าพระบาง


    ทั้งนี้ ปัจจุบันเวียตเจ็ทไทยแลนด์รับมอบโบอิ้ง 737-8 แล้วจำนวน 17 ลำ และวางเป้าหมายขยายฝูงบินเป็น 25 ลำภายในสิ้นปี 2026 นี้ (รวมเป็นฝูงบินทั้งหมด 29 ลำ) ก่อนจะทยอยเพิ่มเป็น 39 ลำในปีหน้า และเพิ่มเป็น 50 ลำภายในปี 2028 รองรับการเพิ่มความถี่เที่ยวบินพร้อมเปิดเส้นทางบินใหม่ และต่อยอดสู่ตลาดศักยภาพใหม่อีกหลายเส้นทาง

    “ภายใน 5 ปี เราจะเป็นสายการบินระดับภูมิภาคอันดับต้นๆ ของไทย แข่งกับสายการบินโลว์คอสต์อันดับ 1 ได้แบบเท่าๆ กัน” วรเนติกล่าว



เครื่องบินใหม่ ประหยัดเชื้อเพลิงกว่า

    วรเนติกล่าวว่า เครื่องบินใหม่ประหยัดน้ำมันขึ้น 20% นอกจากเรื่องประหยัดเชื้อเพลิงแล้ว การปรับเปลี่ยนเครื่องบินใหม่ทั้งหมด รวมถึงเพิ่มฝูงบินนั้น ยังส่งเสริมให้การดำเนินงานโดยรวมดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น เครื่องเสียน้อยลง มีเครื่องหมุนเวียนมากขึ้น มี on-time performance ที่ดีขึ้น

    “แม้ค่าเช่าจะแพงขึ้น แต่ประโยชน์ที่ได้รับนั้นมีมากกว่า” วรเนติกล่าว


    ด้านปิ่นยศเสริมว่า เครื่องบินโบอิ้ง 737-8 ที่ได้มา แม้จะเป็นการเช่า แต่ก็เป็นของใหม่จากโรงงาน ซึ่งมาพร้อมนวัตกรรมใหม่ เช่น มีแท่นวางสมาร์ทโฟน, เบาะที่นั่งมาพร้อมจุดชาร์จอุปกรณ์ต่างๆ ได้, ที่เก็บสัมภาระเหนือศีรษะมีขนาดใหญ่ขึ้น ซึ่งทำให้เวียตเจ็ทไทยแลนด์บริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นเครื่องที่สามารถบินได้ไกลขึ้น ทำให้สามารถขยายเส้นทางบินได้มากกว่าเดิม


    “เวียตเจ็ทไทยแลนด์มุ่งเน้นการเชื่อมโยงตลาดนักท่องเที่ยวศักยภาพสูง นำร่องด้วยเส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่ Kuala Lumpur ประเทศมาเลเซีย เส้นทางบินตรงจากกรุงเทพฯ (สุวรรณภูมิ) สู่ Jakarta ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงเส้นทางบินตรงเชื่อมภูเก็ต-เมือง Perth ประเทศออสเตรเลีย เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงการบินระดับภูมิภาคอย่างสมบูรณ์แบบ

    “โดยตั้งเป้าหมายขยายฝูงบินรวมทั้งสิ้นจำนวน 39 ลำ ภายในปี 2029 ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้โดยสารในปีหน้าเพิ่มขึ้นอีกราว 60% หรือมากกว่า 14 ล้านที่นั่งต่อปี” ปิ่นยศกล่าว

ปิ่นยศ พิบูลสงคราม


    ขณะที่ในแง่การแข่งขัน ปิ่นยศมองว่าภาพรวมในตอนนี้ซัพพลายยังไม่กลับมามากนัก หลายสายการบินยังมีเครื่องบินไม่ครบ ขณะที่นักท่องเที่ยวแม้จะกลับมามากขึ้น แต่ก็ยังไม่เท่ากับในช่วงก่อนโควิด สายการบินที่มีการตกลงซื้อเครื่องบินไว้จะได้เปรียบ

    วรเนติเสริมว่า ภาพรวมสงครามราคาตั๋วเครื่องบิน คงไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ เพราะซัพพลายยังไม่เกิด ประกอบกับค่าน้ำมันแพงมาก ทำให้ทุกสายการบินต้องปรับราคาค่าโดยสาร โดยเวียตเจ็ทไทยแลนด์ราคาค่าโดยสารสูงขึ้นราว 20-25%

    “ทุกคนเจ็บตัว การแข่งขันตอนนี้เป็นเรื่องที่ว่าใครจะเอาตัวรอดได้นานกว่ากัน ได้แต่หวังว่าจะไม่มีใครล้มหายตายจาก แต่ภาพรวมแต่ละคน กำไรคงไม่ค่อยดีนัก” วรเนติกล่าว ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยมุมมองต่อการท่องเที่ยวในไตรมาส 4 ปีนี้ที่คาดว่าจะคึกคัก หลังจากในปีนี้ทั้งผู้โดยสารชาวจีนและยุโรปเริ่มกลับมาเยอะขึ้น



ภาพ: เวียตเจ็ทไทยแลนด์



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Riyadh Air รุกตลาดเอเชีย หลังเห็นดีมานด์พุ่ง! เปิดเส้นทางบินตรง ริยาด-กรุงเทพฯ สัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน คาดภายในเดือน พ.ย. 2026 เร่งขยายบริการเพิ่มทุกวัน

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine