น้ำมันแพง เที่ยวบินหาย ค่าตั๋วพุ่ง! วิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ ต่างชาติชะลอเดินทาง สะเทือนธุรกิจท่องเที่ยวไทย

น้ำมันแพง เที่ยวบินหาย ค่าตั๋วพุ่ง! วิกฤตตะวันออกกลางยืดเยื้อ ต่างชาติชะลอเดินทาง สะเทือนธุรกิจท่องเที่ยวไทย

FORBES THAILAND / ADMIN
08 Apr 2026 | 02:30 PM
READ 203

กระทบภาคธุรกิจท่องเที่ยวไทย! SCB EIC ชี้ วิกฤตตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อกำลังกดดันการเดินทางระหว่างประเทศ ทำจำนวนเที่ยวบินลด ค่าตั๋ว-ต้นทุนการเดินทางพุ่งขึ้นตามราคาน้ำมัน และความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวเปราะบาง คาดต่างชาติเดินทางมาไทยชะลอตัวลงมาอยู่ที่ 33.2 ล้านคน 


    การเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศระหว่างอิหร่านและอิสราเอลภายใต้ความร่วมมือของสหรัฐฯ ส่งผลให้การเดินทางระหว่างประเทศของคนทั่วโลกต้องชะงัก ตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้หลายประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางประกาศปิดน่านฟ้า อาทิ อิหร่าน อิสราเอล กาตาร์ UAE คูเวต บาห์เรน และอิรัก เที่ยวบินนับพันในเส้นทางตะวันออกกลางต้องถูกยกเลิกโดยทันที ขณะที่นักท่องเที่ยวนับหมื่นคนตกค้างไม่สามารถเดินทางต่อได้

    ด้วยพื้นที่ดังกล่าวเป็นฮับการบินสำคัญของโลกมีสัดส่วนผู้โดยสารราว 10% ในปี 2025 เมื่อวัดจาก Traffic ผู้โดยสารของโลกตามข้อมูลของสมาคมการขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) จึงยิ่งส่งผลต่อการเดินทางระหว่างประเทศของคนทั่วโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้ อย่างไรก็ตาม แม้การโจมตีในตะวันออกกลางยังไม่ยุติ แต่การเดินทางระหว่างประเทศเริ่มมีสัญญาณดีขึ้น จากการเริ่มอนุญาตให้เที่ยวบินพาณิชย์บางส่วนของสายการบินตะวันออกกลางกลับมาให้บริการภายใต้การควบคุมของภาครัฐ

    โดยจากข้อมูลของ Flightradar24 ณ วันที่ 6 เมษายน 2026 สายการบิน Emirates ทยอยเปิดให้บริการราว 67% ของจำนวนเที่ยวบินปกติ เช่นเดียวกับสายการบิน Etihad Airways ที่เริ่มเปิดให้บริการแล้วราว 65% ขณะที่สายการบิน Qatar Airways ยังเปิดให้บริการอย่างจำกัดในบางเส้นทางจากยุโรป เอเชีย และออสเตรเลีย

    อย่างไรก็ตาม ในฝั่งของสายการบินอื่นๆ ก็ยังคงหลีกเลี่ยงน่านฟ้าและระงับเที่ยวบินเส้นทางตะวันออกกลาง 11 ประเทศ (บาห์เรน อิหร่าน อิรัก อิสราเอล จอร์แดน คูเวต เลบานอน โอมาน กาตาร์ UAE และซาอุดีอาระเบีย) อย่างเช่น สายการบินยุโรป ตามประกาศแนะนำขององค์การความปลอดภัยด้านการบินแห่งสหภาพยุโรป (European Union Aviation Safety Agency : EASA) ซึ่งขยายเวลาการเลี่ยงน่านฟ้าตะวันออกกลางไปจนถึง 10 เมษายนตามสถานการณ์ที่ยังมีความเสี่ยงสูง รวมถึงสายการบิน British Airways ที่ประกาศยกเลิกเที่ยวบินตรงในเส้นทางตะวันออกกลางจนถึงสิ้นเดือนพฤษภาคม


ความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวหาย

    เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งมีโอกาสยืดเยื้อจนทำให้นักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งตัดสินใจชะลอการเดินทางที่ต้องผ่านเส้นทางตะวันออกกลางออกไป และอีกส่วนหนึ่งมีโอกาสเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปท่องเที่ยวในประเทศที่มีความปลอดภัยจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์แทน

    สะท้อนได้จากผลสำรวจความคิดเห็นชาวเยอรมันกว่า 1,750 คนของ YouGov เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมาพบว่า 58% ของผู้ตอบแบบสอบถามเริ่มพิจารณาเลือกจุดหมายท่องเที่ยวจากปัจจัยด้าน Political stability เป็นหลัก

    แม้ 54% จะเห็นว่าวิกฤตในตะวันออกกลางไม่ได้ส่งผลกระทบกับแผนการท่องเที่ยวเดิม แต่ยังมีผู้ตอบแบบสอบถามถึง 21% ตัดสินใจที่จะปรับเปลี่ยน เลื่อน หรือยกเลิกทริปต่างประเทศจากความกังวลด้านความปลอดภัยหลังเกิดเหตุโจมตีในตะวันออกกลาง

    อีกทั้ง วิกฤตด้านพลังงานที่เกิดขึ้นยังส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวบางส่วนเกิดความกังวลและระมัดระวังการใช้จ่ายมากยิ่งขึ้น


ปะทะในตะวันออกกลาง สะเทือนถึงการท่องเที่ยวไทย

    วิกฤตในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลต่อการเดินทางมาไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเป็นผลจากจำนวนเที่ยวบินที่มีแนวโน้มลดลง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้น และความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวที่เปราะบาง

    โดยเที่ยวบินที่เดินทางมาไทยมีแนวโน้มลดลงตามจำนวนเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางที่เริ่มทยอยเปิดให้บริการและการเข้าสู่วิกฤตการขาดแคลนน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศ

    ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศส่งผลให้เที่ยวบินเส้นทางระหว่างประเทศที่เข้าไทยโดยรวมลดลงต่อเนื่อง แต่หลังจากที่หลายสายการบินอย่างการบินไทย, British Airways, Lufthansa, Singapore Airline และ EVA ได้เพิ่มเที่ยวบินตรงในเส้นทางยุโรป-เอเชีย จึงเข้ามาช่วยชดเชย Seat capacity ที่หายไปจากสายการบินหลักของตะวันออกกลาง (Qatar Airways, Emirates และ Etihad Airways) ที่ยังให้บริการเพียงบางเส้นทาง

    ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินระหว่างประเทศมาไทยฟื้นตัวดีขึ้นใกล้เคียงปกติ โดยในเดือนมีนาคม 2026 สายการบินตะวันออกกลางกลับมาให้บริการเที่ยวบินในไทยเพียง 40% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2025 และมีแนวโน้มฟื้นตัวดีขึ้นต่อเนื่องในเดือนเมษายน

    อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยืดเยื้อต่อไปอีก อาจส่งผลให้ปริมาณน้ำมันอากาศยานในหลายประเทศเข้าสู่ขั้นวิกฤต โดยบางสายการบินได้ประกาศจะปรับแผนลดเที่ยวบินในเดือนเมษายนลงแล้ว อย่างเช่น Air France-KLM, Vietnam Airlines และ Philippines Airlines

    ทั้งนี้ ดัชนีราคาน้ำมันอากาศยานโลกโดยพลาตส์ตั้งแต่วันที่ 27 กุมภาพันธ์ถึง 6 เมษายน ขยายตัวกว่า 112% อยู่ที่ 215 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล เป็นผลให้หลายสายการบินออกมาประกาศขึ้นราคาค่าโดยสารให้สอดรับกับการเร่งตัวของราคาน้ำมัน อย่างเช่น Air New Zealand ปรับขึ้นราคาค่าโดยสาร 10 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ในเส้นทางในประเทศ, 20 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ในเส้นทางระหว่างประเทศระยะใกล้ และ 90 ดอลลาร์นิวซีแลนด์ ในเส้นทางระหว่างประเทศระยะไกล

    ด้าน Hong Kong Airlines ก็ประกาศปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงราว 35% จากอัตราปกติ รวมถึงการบินไทยก็ได้ประกาศขึ้นราคาค่าโดยสาร 10%-15% ขณะที่ Bangkok Airways ปรับขึ้นตั้งแต่15%-20% ขึ้นอยู่กับเส้นทางบิน นอกจากนี้ หลายสายการบินยังเลือกปรับแผนการบินโดยเน้นให้บริการในเส้นทางที่ยังพอดำเนินการคุ้มทุนได้


    SCB EIC วิเคราะห์ว่าจากช่องทางการส่งผ่านดังรูปภาพ ได้ส่งผลต่อเนื่องมาถึงแนวโน้มการเดินทางเข้ามาไทยของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งในเชิงปริมาณและการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว

    ในเชิงปริมาณ นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยมีโอกาสชะลอตัวจากผลของวิกฤตตะวันออกกลาง โดยแม้ในช่วง 1-31 มีนาคม 2026 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยโดยรวมจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นกลับมาเติบโตราว 2% YoY หลังหดตัวต่อเนื่องในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ

    ส่วนหนึ่งเป็นผลจากที่สายการบินตะวันออกกลางเริ่มเปิดให้บริการในบางเส้นทางซึ่งรวมถึงเส้นทางมาไทยและหลายสายการบินเปิดเที่ยวบินเส้นทางตรงยุโรป-เอเชีย แต่ถึงอย่างไรก็ยังมีนักท่องเที่ยวต่างชาติบางกลุ่มที่ได้รับผลกระทบและมีโอกาสเข้ามาไทยลดลง ดังนี้

    นักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยในช่วง 10 วันแรกของการเปิดฉากโจมตีทางอากาศ นักท่องเที่ยวชาวตะวันออกกลางและอิสราเอลลดลงทันทีราว 80% YoY และขยับฟื้นตัวดีขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปตามการเปิดบริการเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลาง ทำให้ในเดือนมีนาคม 2026 นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้หดตัวราว 46% YoY

    อย่างไรก็ดีเนื่องจากภาคการท่องเที่ยวไทยพึ่งพานักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและอิสราเอลไม่มากสัดส่วนเพียงราว 2% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาไทยทั้งหมด อีกทั้ง มีนาคมปีนี้อยู่ในเดือนเราะมะฎอน ซึ่งเป็นช่วงที่การเดินทางของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางชะลอตัวอยู่แล้ว

    ดังนั้น การหายไปของนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางจึงส่งผลกระทบไม่มากนักต่อภาคการท่องเที่ยวไทย และในทางกลับกัน ภาคการท่องเที่ยวมีแนวโน้มได้รับอานิสงส์จากนักท่องเที่ยวในภูมิภาคตะวันออกกลางและอิสราเอลที่ต้องการเดินทางเข้ามาไทยเพื่อหลีกหนีภัยสงครามและความไม่สงบภายในประเทศในระยะถัดไปอีกด้วย

    นักท่องเที่ยวชาติอื่นเริ่มชะลอตัว ทั้งจาก 1. กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ใช้บริการสายการบินตะวันออกกลาง อย่างเช่น Emirates, Qatar Airways และ Etihad Airways ซึ่งทุกวันนี้ยังให้บริการเที่ยวบินราว 50% ของจำนวนเที่ยวบินปกติ โดยนักท่องเที่ยวชาติอื่นที่เดินทางเข้าไทยผ่านสายการบินเหล่านี้มีสัดส่วนราว 8% ของผู้เดินทางเข้าไทยทั้งหมด ซึ่งนักท่องเที่ยวชาวเยอรมันมีสัดส่วนสูงสุด ตามด้วยสหราชอาณาจักร ฝรั่งเศส และสหรัฐฯ

    ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวยุโรป พบว่า นักท่องเที่ยวจากประเทศที่ไม่มีเส้นทางบินตรงมาไทยหรือมีเที่ยวบินค่อนข้างจำกัดจะพึ่งพาเส้นทางต่อเครื่องผ่านตะวันออกกลางค่อนข้างสูง อย่างเช่น อิตาลี และสเปน ทั้งนี้ในช่วง 10 วันแรกของการเกิดวิกฤตตะวันออกกลาง นักท่องเที่ยวชาวยุโรปปรับลดลงกว่า 11% YoY

    จากนั้นจึงทยอยฟื้นตัวดีขึ้น จากการปรับเปลี่ยนแผนการเดินทางมาใช้เที่ยวบินตรงจากยุโรปหรือเปลี่ยนเครื่องบินที่ฮับการบินอื่นจากที่หลายสายการบินได้เพิ่มเที่ยวบินมายังไทยมากขึ้น เช่น Lufthansa, British Airways และการบินไทย จึงช่วยบรรเทาผลกระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวยุโรป และส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวยุโรปมาเที่ยวไทย ในเดือนมีนาคม 2026 ลดลง 3%YoY

    2. กลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มชะลอการท่องเที่ยวจากต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นและประเด็นด้านความปลอดภัย อีกทั้งนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ยังมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวมาเป็นการเดินทางท่องเที่ยวระยะใกล้ภายในภูมิภาค/ภายในประเทศมากขึ้น เพื่อลดความเสี่ยงจากการเดินทางไกลและลดค่าใช้จ่ายในการเดินทางท่องเที่ยวลง


ได้นักท่องเที่ยวจีนและอินเดียพยุงการท่องเที่ยวไทย

    SCB EIC ระบุว่า นอกจากกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางแล้ว ภาคท่องเที่ยวไทยยังคงต้องจับตานักท่องเที่ยวมาเลเซียที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัว

    โดยนักท่องเที่ยวมาเลเซียเป็นนักท่องเที่ยวหลักของไทยที่มีสัดส่วนมากถึง 14% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด แต่ในปี 2025 นักท่องเที่ยวมาเลเซียปรับลดลงอย่างต่อเนื่องและลดลงรุนแรงขึ้นจากเหตุน้ำท่วมหาดใหญ่เมื่อปลายเดือนพฤศจิกายน

    อีกทั้ง สถานกงสุลใหญ่มาเลเซียประจำจังหวัดสงขลาได้ออกคำแนะนำผู้ที่วางแผนจะเดินทางมาไทยโดยรถยนต์ให้เลื่อนการเดินทางออกไปก่อนหากไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนจากความกังวลในสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันในไทย

    โดยในปีนี้ แม้นักท่องเที่ยวมาเลเซียจะเดินทางเข้าไทย 1 ล้านคน (ข้อมูล ณ วันที่ 5 เมษายน 2026) ซึ่งลดลงกว่า 17% YoY แต่เริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงกลางเดือนมีนาคมหลังสิ้นสุดเทศกาลเราะมะฎอนจึงเป็นผลให้ยังต้องจับตาการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวมาเลเซียอย่างใกล้ชิด

    อย่างไรก็ดี การขยายตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติบางตลาดอย่างนักท่องเที่ยวจีนและอินเดียยังช่วยพยุงภาคการท่องเที่ยวไทยไว้ ทำให้ผลกระทบโดยรวมไม่รุนแรงมากนัก โดยนักท่องเที่ยวจีนฟื้นตัวได้ดีตั้งแต่ช่วงกุมภาพันธ์ รับเทศกาลตรุษจีน ซึ่งตั้งแต่ 1 มกราคม-5 เมษายน 2026 นักท่องเที่ยวจีนเดินทางมาไทยแล้วกว่า 1.55 ล้านคน เติบโตราว 12%YoY และหลังเกิดวิกฤตตะวันออกกลางนักท่องเที่ยวจีนยังเดินทางเข้าไทยอย่างต่อเนื่องที่ 38% YoY เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวอินเดียที่ยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในปีนี้นักท่องเที่ยวอินเดียเดินทางเข้าไทยแล้วกว่า 6.59 แสนคน เติบโตราว 15% YoY และในช่วงวิกฤตตะวันออกกลางยังเติบโตที่ 12% YoY อีกทั้ง ภาคการท่องเที่ยวไทยยังอาจได้อานิสงส์จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เปลี่ยนแผนการท่องเที่ยวจากจุดหมายปลายทางที่ต้องเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงมาท่องเที่ยวในไทยแทนอีกด้วย

    จากแนวโน้มสถานการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยข้างต้น วิกฤตตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้ออย่างน้อยราว 8 สัปดาห์จะเข้ามากดดันบรรยากาศการท่องเที่ยวไทยโดยรวมและส่งผลให้ประมาณการจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในปีนี้ปรับลดลงจากเดิมที่ 34.1 ล้านคน มาอยู่ที่ 33.2 ล้านคน ซึ่งยังคงขยายตัวเล็กน้อยราว 0.7% YoY จากการฟื้นตัวดีของนักท่องเที่ยวจีนและนักท่องเที่ยวมาเลเซีย รวมถึงการเติบโตต่อเนื่องของนักท่องเที่ยวอินเดีย ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อยาวนานกว่าคาด อาจส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติมาไทยลดลงได้อีก ซึ่งจะกระทบภาคการท่องเที่ยวไทยในวงกว้างมากขึ้น ขณะเดียวกัน ในด้านการใช้จ่าย นักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเพิ่มความระมัดระวังการใช้จ่ายและมีโอกาสปรับลดค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวในไทยลงจากต้นทุนการเดินทางที่ปรับสูงขึ้น

    โดยทั่วไป ค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางในการเดินทางท่องเที่ยวต่างประเทศแต่ละทริปจะมีสัดส่วนเฉลี่ยอยู่ที่ราว 20%-30% ของค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวทั้งหมด ดังเช่นนักท่องเที่ยวจีนที่มีสัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางราว 20% จากข้อมูลของ Mastercard และ Trip.com (ช่วงไตรมาส 3 ปี 2024 ถึงไตรมาส 2 ปี 2025)

    ขณะที่นักท่องเที่ยวยุโรปมีสัดส่วนการใช้จ่ายด้านการเดินทางเฉลี่ยที่ 27% ตามข้อมูลของ Eurostat ดังนั้น ต้นทุนการเดินทางที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นย่อมส่งผลให้สัดส่วนการใช้จ่ายในประเทศปลายทางมีแนวโน้มลดลง ครอบคลุมทั้งค่าใช้จ่ายในส่วนของที่พัก อาหารเครื่องดื่ม การช็อปปิง รวมถึงกิจกรรมเพื่อการบันเทิงต่างๆ



ความเสี่ยงที่ธุรกิจท่องเที่ยวต้องเผชิญ

    ธุรกิจท่องเที่ยวที่พึ่งพาตลาดนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางและนักท่องเที่ยวยุโรปซึ่งมีแนวโน้มชะลอตัวอาจต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่ค่อนข้างสูง ในขณะเดียวกัน ธุรกิจยังต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงาน

    สำหรับธุรกิจโรงแรม ร้านค้า และร้านอาหารในแหล่งท่องเที่ยว จากข้อมูลของผู้ประกอบการโรงแรมโดยเฉพาะธุรกิจ

    ที่ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา พังงา กระบี่ และสมุย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของชาวตะวันออกกลางและยุโรป พบว่า ผลกระทบในระยะสั้นยังค่อนข้างจำกัด โดยในช่วง 2 สัปดาห์แรกของวิกฤตตะวันออกกลาง การยกเลิกห้องพักเฉลี่ยอยู่ที่ราว 5%-10% จากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องเปลี่ยนแผนการเดินทางกะทันหัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลจากการยกเลิกเที่ยวบินทำให้ไม่สามารถเดินทางเข้ามาไทยได้

    แต่ในทางกลับกัน ธุรกิจโรงแรมก็ได้อานิสงส์บางส่วนจากกลุ่มนักท่องเที่ยวตกค้างที่จำเป็นต้องพำนักในไทยต่อ รวมถึงนักท่องเที่ยวในภูมิภาคเอเชียที่มีการวางแผนทริปไว้ล่วงหน้าจึงไม่ได้รับผลกระทบจากการเลื่อนหรือยกเลิกเที่ยวบินในตะวันออกกลาง หรือผลกระทบจากค่าโดยสารเครื่องบินที่ปรับเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในระยะถัดไป ยังมีความเป็นไปได้ที่นักท่องเที่ยวกลุ่มหนีภัยสงครามจะเดินทางมาไทยมากขึ้นเมื่อเที่ยวบินของสายการบินตะวันออกกลางทยอยเปิดให้บริการเพิ่มเติม 

    ขณะที่ในด้านธุรกิจร้านค้าและร้านอาหารในแหล่งท่องเที่ยว นอกจากจะได้รับผลกระทบจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอตัวแล้ว ยังต้องเผชิญกับภาระต้นทุนที่ปรับสูงขึ้นทั้งด้านพลังงาน การขนส่ง และวัตถุดิบ ซึ่งล้วนส่งผลกดดันผลประกอบการของธุรกิจในภาพรวม

    ในส่วนของธุรกิจขนส่งผู้โดยสาร มีแนวโน้มเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นซึ่งคิดเป็นสัดส่วนกว่า 30% ของต้นทุนรวม อย่างไรก็ดี ระดับผลกระทบจะแตกต่างกันในแต่ละธุรกิจ โดยสายการบินได้รับผลกระทบสูงจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว ขณะที่ความสามารถในการปรับขึ้นค่าโดยสารเพื่อชดเชยต้นทุนทำได้จำกัด ยกเว้นสายการบินที่ให้บริการในเส้นทางไทย-ยุโรปที่อาจได้รับอานิสงส์ในระยะสั้นจากอัตราค่าโดยสารที่เร่งตัว

    ทั้งนี้ ระดับผลกระทบดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการทำประกันความเสี่ยงด้านราคาน้ำมันด้วย เช่นเดียวกับธุรกิจขนส่งผู้โดยสารทางบกที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างสูง โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีข้อจำกัดในการปรับขึ้นค่าโดยสารเพื่อชดเชยต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งการออกมาตรการภาครัฐที่ช่วยลดผลกระทบจากราคาน้ำมันจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นได้

    ด้านธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical tourism) อย่างโรงพยาบาลเอกชนนั้น รายได้จากกลุ่มนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตโดยตรงคิดเป็นราว 23% ของรายได้จากผู้ป่วยชาวต่างชาติทั้งหมดของโรงพยาบาลเอกชนในปี 2025

    โดยผู้ป่วยบางส่วนอาจเลื่อนการเดินทางเข้ามารับการรักษาออกไปหากการปิดน่านฟ้าในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป แต่ด้วยลักษณะของการรักษาพยาบาลในบางกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนต้องรีบเดินทางเข้ามารับการรักษา จึงทำให้ผลกระทบโดยรวมของธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนอาจไม่รุนแรงมากนัก

    อย่างไรก็ดี ธุรกิจด้านการท่องเที่ยวยังคงต้องติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ได้ปรับกลยุทธ์ไปเน้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวควบคู่กับการเจาะตลาดนักท่องเที่ยวไทยมากขึ้น

    ขณะเดียวกัน การปรับโครงสร้างต้นทุนอย่างเหมาะสมและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันและบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางที่กำลังเกิดขึ้นได้

    หากวิกฤตในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น มาตรการภาครัฐอย่างการกระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติในภูมิภาคควบคู่กับการพิจารณาออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ และการสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการรายเล็ก-กลางจะมีส่วนช่วยบรรเทาผลกระทบแก่ภาคธุรกิจท่องเที่ยวได้

    ในเบื้องต้นภาครัฐภายใต้ความร่วมมือกับธุรกิจท่องเที่ยวได้ให้ความช่วยเหลือนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ตกค้างอย่างต่อเนื่อง อาทิ การเสนออัตราห้องพักในระดับราคาที่เหมาะสม การขยายระยะเวลาวีซ่าเป็นกรณีพิเศษ รวมถึงการให้ความช่วยเหลืออื่นๆ ผ่านศูนย์ช่วยเหลือนักท่องเที่ยว พร้อมทั้งยังมีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

    ทั้งนี้ หากวิกฤตในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ และส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัวลงเพิ่มเติม การออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวเชิงรุกจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นแก่ภาคท่องเที่ยวไทยได้

    ทั้งในส่วนของมาตรการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่กำลังเติบโต และยังมีโอกาสที่จะเดินทางมาไทยมากขึ้นจากความพร้อมด้านเที่ยวบินรวมถึงต้นทุนการเดินทางที่ต่ำกว่าการท่องเที่ยวระยะไกลอย่างเช่นยุโรป และการออกมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศที่จะเข้ามาช่วยเสริมรายได้ให้กับธุรกิจท่องเที่ยวในช่วงที่นักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว

    แต่ด้วยสถานการณ์ที่ธุรกิจท่องเที่ยวยังต้องเผชิญกับแนวโน้มการท่องเที่ยวในประเทศที่ลดลงจากแรงกดดันด้านต้นทุนและการขาดแคลนพลังงานภายในประเทศอยู่ในขณะนี้ ภาครัฐจำเป็นต้องพิจารณามาตรการที่สามารถช่วยแก้ปัญหาต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้นและปริมาณน้ำมันที่เพียงพอควบคู่ไปด้วย

    นอกจากนี้ การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ประกอบการท่องเที่ยวรายเล็กและรายกลาง ซึ่งมีความพร้อมด้านสภาพคล่องไม่สูงมากทำให้มีข้อจำกัดในการปรับตัวจะเป็นอีกกลไกสำคัญที่มีส่วนช่วยประคับประคองภาคท่องเที่ยวไทยให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้




ภาพ : ​SCB EIC




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : Bangkok Airways กำไร 3.5 พันล้าน ลุยซื้อเครื่องบินใหม่ 12 ลำ พร้อมขยายสนามบินสมุย ส่งสัญญาณปรับค่าตั๋ว 15-20% ตามต้นทุนน้ำมัน

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine