ธุรกิจรถเช่ารับอานิสงส์! Trip.com เผยตลาดเช่ารถโลกโต 81% ไทยติดกลุ่มตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด พร้อมชี้คนยุคนี้เน้นเช่ารถใหญ่-จ่ายเพื่อความชัวร์

ธุรกิจรถเช่ารับอานิสงส์! Trip.com เผยตลาดเช่ารถโลกโต 81% ไทยติดกลุ่มตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด พร้อมชี้คนยุคนี้เน้นเช่ารถใหญ่-จ่ายเพื่อความชัวร์

FORBES THAILAND / ADMIN
07 Sep 2026 | 03:46 PM
READ 193

จับตาเมกะเทรนด์ Self-Drive พลิกโฉมธุรกิจรถเช่าโลกโต 81% ข้อมูลจาก Trip.com ชี้ทริปครอบครัวคือตัวแปรสำคัญ ดันยอดเช่ารถ SUV และรถตู้พุ่งสูง ขณะที่นักท่องเที่ยวไทยขึ้นแท่นกำลังซื้อหลัก ยอดจองรถเที่ยวต่างประเทศโต 78% ชี้เทรนด์ยุคนี้ไม่ได้แข่งกันแค่ราคา แต่ “ความสะดวก-ปลอดภัย” คือกุญแจสำคัญที่ทำให้คนกล้าควักกระเป๋า


    ภาพจำของการเดินทางท่องเที่ยวแบบดั้งเดิมที่ผูกติดอยู่กับตารางเวลาของระบบขนส่งสาธารณะหรือโปรแกรมทัวร์กำลังค่อยๆ ลดบทบาทลง เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคยุคหลังเปลี่ยนมาแสวงหาอิสรภาพและประสบการณ์เฉพาะบุคคลอย่างลึกซึ้ง

    ข้อมูลล่าสุดจากรายงานของ Trip.com Group สะท้อนภาพการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างนี้อย่างชัดเจน ด้วยตัวเลขยอดจองรถเช่าทั่วโลกที่พุ่งสูงขึ้นถึง 81% เมื่อเทียบปีต่อปี ชี้ให้เห็นว่าการขับรถเที่ยวเองได้ขยับจากกิจกรรมเฉพาะกลุ่ม ก้าวขึ้นมาเป็นวิถีหลักของการเดินทางระดับโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

    ตัวเลขที่พุ่งทะยานนี้ไม่ได้มาจากความต้องการแค่เดินทางจากจุด A ไปจุด B แต่สะท้อนถึงความต้องการสัมผัสจุดหมายปลายทางในจังหวะชีวิตของตนเอง เพื่อเข้าถึงพื้นที่ห่างไกลที่ระบบขนส่งสาธารณะเข้าไม่ถึง และเปิดประตูสู่ประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงลึกที่ตอบโจทย์ความยืดหยุ่นสูงสุด


ตลาดไทยคึกคักโตทั้งเที่ยวในประเทศและลุยต่างแดน

    เมื่อมองกลับมาที่ประเทศไทย เทรนด์นี้ก็กำลังเติบโตอย่างร้อนแรงไม่แพ้กัน โดยไทยมีบทบาทสำคัญทั้งในแง่ของการเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยม และเป็นตลาดต้นทางที่มีกำลังซื้อมหาศาล โดยปัจจุบันยอดจองรถเช่าเพื่อท่องเที่ยวในประเทศขยายตัวถึง 59% เมื่อเทียบปีต่อปี

    โดยเฉพาะเส้นทางภาคเหนืออย่างเชียงใหม่ที่ผสานทิวทัศน์ขุนเขาเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น จนกลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่มีการแชร์ทริคการขับขี่บนแพลตฟอร์ม Trip.Moments กันอย่างคึกคัก ขณะเดียวกัน ตลาดขาออก ก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน เมื่อยอดจองรถเช่าของคนไทยที่ไปขับในต่างประเทศทะยานขึ้นถึง 78% ซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดที่โตเร็วที่สุดของภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

    รวมถึงกระแสความนิยมนี้ยังสอดคล้องกับภาพลักษณ์ของแบรนด์ โดย Trip.com สามารถครองใจผู้บริโภคด้วยอัตราการรับรู้แบรนด์ที่สูงเกิน 60% ทั้งในกลุ่มผู้ที่เคยเช่ารถและกลุ่มที่กำลังพิจารณาเช่า ถือเป็นตัวเลขสูงสุดในตลาด และยังเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งของนักเดินทางรุ่นใหม่อย่างชัดเจน

    เพราะหากเจาะลึกลงไปถึงพฤติกรรมของนักขับชาวไทย จะพบว่ากว่า 70% เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ขับรถมานานกว่า 5 ปี และมักจะเช่ารถเที่ยวหลายครั้งต่อปี แต่อย่างไรก็ตาม การวางแผนของทั้งสองตลาดกลับมีความแตกต่างกันอย่างน่าสนใจ

    เช่น สำหรับทริปในประเทศ นักท่องเที่ยวไทยมักตัดสินใจค่อนข้างกระชั้นชิด โดยเฉลี่ยจะจองล่วงหน้าไม่เกิน 1 สัปดาห์ก่อนเดินทาง ต่างจากทริปต่างประเทศ โดยเฉพาะจุดหมายยอดฮิตอย่างญี่ปุ่น ที่มักจะวางแผนล่วงหน้านาน 1-3 เดือน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพิถีพิถันและการจัดการทริปที่ซับซ้อนกว่า

    นอกจากการวางแผนแล้วสิ่งที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้ให้ความสำคัญมากที่สุดในการเลือกรถเช่า ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่ให้น้ำหนักกับสภาพความสมบูรณ์ของตัวรถ ความสะดวกของจุดรับ-คืนรถ และความคุ้มครองของประกันภัยเป็นลำดับแรก

    ขณะที่โปรโมชั่นส่วนลดตรงและเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น เช่น นโยบายคืนรถโดยไม่ต้องเติมน้ำมันเต็มถัง จะเป็นข้อเสนอที่ช่วยกระตุ้นการตัดสินใจจองได้ดีที่สุด


ส่องเทรนด์โลกญี่ปุ่นยืนหนึ่ง ยุโรปแห่ขับรถชมวิว

    จากความร้อนแรงของตลาดไทย เมื่อขยายมุมมองไปสู่เวทีโลก จะพบว่าเทรนด์นี้ขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน โดยมี "ญี่ปุ่น" ยังคงครองแชมป์จุดหมายปลายทางการเช่ารถขับเองอันดับ 1 ของโลก ด้วยยอดจองที่เติบโตสูงถึง 119% ปัจจัยสำคัญที่ดึงดูดนักเดินทางคือภูมิประเทศที่หลากหลายและเอื้อต่อการขับขี่

    ไม่ว่าจะเป็นถนนกว้างขวางสายธรรมชาติในฮอกไกโด เส้นทางเลียบเกาะในโอกินาว่าและคิวชู หรือเส้นทางทิวทัศน์รอบภูเขาไฟฟูจิ ส่งผลให้เมืองท่องเที่ยวสำคัญเติบโตอย่างโดดเด่น เช่น โตเกียว (156%), ซัปโปโร (129%), ฟุกุโอกะ (88%) และโอกินาว่า (87%)


    ไม่เพียงแค่ญี่ปุ่นเท่านั้น จุดหมายปลายทางอื่นๆ ก็เติบโตอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน ทั้งเกาหลีใต้ที่พุ่งขึ้น 148% โดยมีเกาะเชจูเป็นดาวเด่น ออสเตรเลียเติบโต 74% และสหรัฐอเมริกาเติบโต 54% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนเทรนด์ที่ผู้คนอยากหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่ ออกไปสำรวจพื้นที่ธรรมชาติรอบนอกกันมากขึ้น

    ข้ามมาฝั่งยุโรป เทรนด์การขับรถเที่ยวเองก็เริ่มขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะแถบยุโรปใต้และตะวันตก นำโดยอิตาลี (88%), สเปน (80%) และเยอรมนี (75%) ขณะเดียวกันคอนเทนต์เกี่ยวกับการขับรถเที่ยวบน Trip.Moments ก็พุ่งขึ้นหลายเท่าตัว ทั้งสเปน (662%), สหราชอาณาจักร (371%) และอิตาลี (211%)

    สะท้อนภาพความนิยมในการขับรถเลียบชายฝั่งสเปน การแวะเวียนไร่องุ่นและบ่อน้ำพุร้อนในแคว้นทัสคานี ตลอดจนการขับซึมซับบรรยากาศชนบทอันเงียบสงบในสหราชอาณาจักร


    ขณะที่ในมิติของ “ตลาดต้นทาง” จะเห็นว่ากลุ่มนักเดินทางจากเอเชียแปซิฟิกคือขุมพลังหลักที่ขับเคลื่อนตลาดโลก นำโดยไต้หวัน (139%), ญี่ปุ่น (113%), เกาหลีใต้ (85%), ไทย (78%) และฮ่องกง (62%)

    นอกจากนี้ยังเกิดรูปแบบการท่องเที่ยวข้ามพรมแดนที่น่าสนใจ เช่น เส้นทางสิงคโปร์-มาเลเซีย ที่เชื่อมวิถีชีวิตเมืองหลวงสู่ถนนเลียบชายฝั่ง แหล่งมรดกโลกในมะละกา และเกาะลังกาวี รวมถึงเส้นทางไทย-มาเลเซียที่กำลังได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


รถใหญ่มาแรง เน้นสะดวก-ปลอดภัย

    อย่างไรก็ตาม การขยายขอบเขตเส้นทางขับรถเที่ยวที่ครอบคลุมทั้งในและข้ามประเทศนี้ ไม่เพียงพลิกโฉมรูปแบบการเดินทาง แต่ยังเข้ามาเปลี่ยนพฤติกรรมและความต้องการในการเลือกประเภทยานพาหนะอย่างชัดเจน

    รถเก๋งซีดานแม้จะยังครองแชมป์ด้วยสัดส่วน 52% เพราะความคล่องตัวและคุ้มค่า แต่รถที่มีขนาดใหญ่อย่าง SUV (29%) และรถตู้โดยสาร (17%) ก็ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นว่าการขับรถเที่ยวไม่ได้จำกัดแค่คนโสดหรือคู่รักอีกต่อไป

    โดยเฉพาะกลุ่มคนวัย 25-44 ปี และกลุ่มครอบครัวที่กลายเป็นกำลังหลักในตลาดนี้ ข้อมูลพบว่ากว่าครึ่งหนึ่งของทริปครอบครัวเป็นการเดินทางที่มีเด็กเล็ก ส่งผลให้คอนเทนต์ท่องเที่ยวแบบครอบครัวโตกระฉูดถึง 309% นอกจากนี้ ไลฟ์สไตล์เฉพาะกลุ่มก็มาแรงไม่แพ้กัน ทั้งการพาสัตว์เลี้ยงเที่ยว ที่เติบโต 209% รวมถึงกระแสเช่ารถบ้านและแคมป์ปิ้งคาร์ ที่เติบโตสูงถึง 220%


    ทั้งนี้ เมื่อสัดส่วนการเดินทางแบบครอบครัวและกลุ่มเฉพาะทางเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือความต้องการ “ความแน่นอนและปลอดภัย” ที่สูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้นักเดินทางยุคใหม่มักจองรถล่วงหน้านานขึ้นกว่าปีที่ผ่านมาราวหนึ่งสัปดาห์

    และที่น่าสนใจคือยอดซื้อประกันภัยพุ่งสูงถึง 131% เพราะผู้คนต้องการความคุ้มครองเมื่อต้องขับรถในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย พร้อมกับเน้นความสะดวกสบายเป็นหลัก โดย 95% เลือกรถเกียร์อัตโนมัติและนิยมจ่ายเงินออนไลน์ล่วงหน้าเพื่อลดความยุ่งยากเมื่อถึงจุดรับรถ



    นอกจากการขับรถแล้วทริปเหล่านี้ยังกลายเป็นพื้นที่สร้างคอนเทนต์ชั้นดี ทิวทัศน์สองข้างทางถูกนำมาแชร์ต่อบน Trip.Moments อย่างล้นหลาม โดยเฉพาะรูปแบบวิดีโอที่สามารถดึงดูดการมีส่วนร่วมได้มากกว่าภาพนิ่งถึง 3 เท่า ไม่ว่าจะเป็นทริปขับรถเส้นทางธรรมชาติระดับตำนานอย่าง Highway 1 ในแคลิฟอร์เนีย หรือเส้นทางแกรนด์แคนยอน ล้วนเป็นเรื่องราวความประทับใจที่นักเดินทางอยากบอกต่อทั้งสิ้น

    ซึ่งท้ายที่สุดแล้วเทรนด์นี้สะท้อนชัดเจนว่า นิยามการท่องเที่ยวได้เปลี่ยนไปแล้ว วันนี้เป้าหมายของนักเดินทางไม่ได้อยู่ที่การไปให้ถึงปลายทาง แต่คือการได้ “กุมพวงมาลัย” เลือกเส้นทางเอง และสร้างประสบการณ์ระหว่างทางในแบบที่ไม่มีใครเหมือน

ภาพ : Trip.com, magnific




เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ​Riyadh Air รุกตลาดเอเชีย หลังเห็นดีมานด์พุ่ง! เปิดเส้นทางบินตรง ริยาด-กรุงเทพฯ สัปดาห์ละ 3 เที่ยวบิน คาดภายในเดือน พ.ย. 2026 เร่งขยายบริการเพิ่มทุกวัน

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine