เทศกาลหยุดยาว "วันแม่แห่งชาติ" ดันยอดค้นหาเที่ยวบินผ่านแอปพลิเคชัน AirAsia MOVE พุ่งสูงถึง 86% ญี่ปุ่นยังครองแชมป์อันดับหนึ่งทริปต่างประเทศยอดนิยม รองมาคือ เวียดนาม โดยคนเริ่มหันมาเที่ยวเมืองดานังและญาจางมากขึ้น ส่วนทริปเดินทางระยะสั้นในไทยนอกจากเชียงใหม่ เชียงราย คนนิยมพาแม่เที่ยวเมืองชายทะเลอย่าง ภูเก็ต กระบี่ และหาดใหญ่
AirAsia MOVE แอปพลิเคชันสำหรับจองการเดินทาง เผยข้อมูลวิเคราะห์ความสนใจด้านการท่องเที่ยวท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจผันผวนและราคาน้ำมันที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนการเดินทางโดยรวมว่า ยอดค้นหาเที่ยวบินจากประเทศไทยเฉลี่ยต่อวันในช่วงวันที่ 7-16 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ขยับเพิ่มสูงขึ้นถึง 86% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรายวันในช่วงวันที่ 28 กุมภาพันธ์-30 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาตั้งแต่เกิดความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อเนื่องจนถึงสิ้นสุดครึ่งแรกของปี
การเปรียบเทียบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงของความสนใจเดินทางภายใต้สภาพแวดล้อมทางตลาดสองช่วงเวลาที่แตกต่างกัน โดยตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ได้เพิ่มความไม่แน่นอนต่อต้นทุนการเดินทางและความเชื่อมั่นของผู้บริโภค จนนำไปสู่คำถามว่านักท่องเที่ยวไทยจะชะลอหรือทบทวนแผนการเดินทางหรือไม่
ขณะที่ช่วงวันที่ 7-16 กรกฎาคมที่ตัวเลขขยับเพิ่มขึ้น หลังจากรัฐบาลไทยได้บริหารจัดการราคาน้ำมันภายในประเทศ ท่ามกลางการปรับราคาหลายครั้งในช่วงต้นเดือนดังกล่าว แม้ว่าราคาน้ำมันยังคงผันผวนต่อเนื่องในช่วงปลายเดือน ซึ่งภายใต้บริบทดังกล่าว การเพิ่มขึ้นของยอดค้นหาเที่ยวบิน 86% แสดงให้เห็นว่า นักท่องเที่ยวไทยกลับมามีความกระตือรือร้นมากขึ้นสำหรับการวางแผนการเดินทางในอนาคต แม้ความไม่แน่นอนด้านค่าใช้จ่ายในการเดินทางยังคงมีอยู่
"วันแม่แห่งชาติ" กระตุ้นให้เกิดแผนการท่องเที่ยวหลากหลาย
เมื่อพิจารณาความสนใจด้านการท่องเที่ยวในช่วงก่อนวันหยุดยาววันแม่แห่งชาติ ระหว่างวันที่ 12-16 สิงหาคม 2569 ข้อมูลของ MOVE ระบุว่า นักท่องเที่ยวไทยกำลังพิจารณาจุดหมายปลายทางที่มีความหลากหลายมากขึ้น สำหรับการเดินทางภายในประเทศ เชียงใหม่ ภูเก็ต น่าน และสุราษฎร์ธานี ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในฐานะจุดหมายสำหรับการท่องเที่ยวกับครอบครัวและการพักผ่อนระยะสั้น ส่วนจุดหมายปลายทางต่างประเทศ นักท่องเที่ยวยังคงให้ความสนใจญี่ปุ่น ควบคู่ไปกับเวียดนาม จีน มาเลเซีย ไต้หวัน อินโดนีเซีย คาซัคสถาน และมัลดีฟส์
แม้จุดหมายปลายทางยอดนิยมดั้งเดิมยังคงได้รับความนิยม แต่วันหยุดยาววันแม่แห่งชาติกำลังกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวพิจารณาทางเลือกที่หลากหลายขึ้น ทั้งจุดหมายปลายทางในภูมิภาค เมืองรองภายในประเทศ และประสบการณ์การท่องเที่ยวรูปแบบใหม่
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นยังครองแชมป์จุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ โดยโตเกียว โอซาก้า ฟุกุโอกะ และซัปโปโร ติดอันดับเมืองที่มีการค้นหาสูงที่สุด ขณะที่เวียดนามเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นสำหรับชาวไทย โดยเฉพาะเมืองดานังและญาจาง ส่วนจุดหมายภายในประเทศ อย่างภูเก็ต กระบี่ เชียงใหม่ เชียงราย และหาดใหญ่ ยังคงได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง

การท่องเที่ยวยังเป็นกิจกรรมที่เชื่อมโยงคนทุกเจเนอเรชัน
แม้ว่าวันแม่แห่งชาติจะเป็นเทศกาลที่เชื่อมโยงกับการใช้เวลาร่วมกันของครอบครัว แต่ข้อมูลของ AirAsia MOVE พบว่า ความสนใจด้านการท่องเที่ยวเกิดขึ้นในกลุ่มนักเดินทางทุกช่วงวัยนักท่องเที่ยวอายุ 30-39 ปี มีสัดส่วนการค้นหาเที่ยวบินสูงที่สุด รองมาคือ กลุ่มอายุ 50 ปีขึ้นไป และกลุ่มอายุ 40-49 ปี ตามลำดับ
นอกเหนือจากการเดินทางคนเดียวและการเดินทางเป็นคู่แล้ว การเดินทางเป็นกลุ่มยังเพิ่มความนิยมมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า สะท้อนถึงความต้องการของผู้บริโภคในการกลับมาเชื่อมความสัมพันธ์กับสมาชิกในครอบครัวและเพื่อน ผ่านประสบการณ์การเดินทางร่วมกันในช่วงวันหยุดยาววันแม่แห่งชาติ
ฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา Country Representative AirAsia Move ประจําประเทศไทย กล่าวว่า "นักท่องเที่ยวไทยยังมีความสนใจค้นหาจุดหมายปลายทางและวางแผนการเดินทางที่มีความหมายร่วมกับคนสำคัญ วันหยุดยาวอย่างวันแม่แห่งชาติถือเป็นโอกาสให้ครอบครัวและเพื่อนได้ใช้เวลาร่วมกัน
"เราหวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักท่องเที่ยวค้นพบจุดหมายปลายทางที่ตรงกับรูปแบบการเดินทางของตนเอง พร้อมช่วยให้ธุรกิจท่องเที่ยวเข้าใจว่า ความสนใจของนักเดินทางกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด การมองเห็นความสนใจด้านการท่องเที่ยวตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยให้จุดหมายปลายทางและผู้ประกอบการท่องเที่ยวสามารถสื่อสารกับนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่หลากหลายทั้งในประเทศไทยและทั่วภูมิภาค"
ภาพ : AirAsia MOVE
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : กระแส Staycation ในไทยมาแรง “กระบี่” ครองแชมป์มียอดจองที่พักผ่าน Traveloka พุ่ง 2 เท่า
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


