ท่องเที่ยว "เมืองแห่งการประชุม" ในเกาหลีใต้ - Forbes Thailand

ท่องเที่ยว "เมืองแห่งการประชุม" ในเกาหลีใต้

สินีพร มฤคพิทักษ์ / BUSINESS EDITOR
30 Aug 2022 | 06:02 PM
READ 828

“เกาหลีใต้” ยังคงเป็นประเทศยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทย ซึ่งมีสถิติเพิ่มขึ้นทุกปี ก่อนการระบาดของโควิด-19 ในปี 2019 มีจำนวน  571,610 ราย หลังจากนั้นชะลอไป 2 ปี และเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้งในปีนี้ โดย ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม 2022 มีคนไทยไปเยือนแดนกิมจิแล้ว 16,488 ราย

โดยธุรกิจท่องเที่ยวกลุ่ม MICE (MEETING, INCENTIVE, CONVENTIONS และ EXHIBITIONS) คิดเป็น 5 เปอร์เซ็นต์ของยอดรวม ก่อนโควิดมีจำนวน 87,000 ราย จากจำนวนที่องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี โดย Korea Mice Bureau  ตั้งเป้าไว้ที่ 100,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นกลุ่ม INCENTIVE หรือการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล

ทั้งนี้เกาหลีใต้มีเมืองที่เหมาะแก่การจัดประชุมมากกว่า 10 แห่ง ซึ่งแต่ละแห่งประกอบด้วยศูนย์ประชุม โรงแรมที่พัก และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน โดยแบ่งออกเป็น 4 กลุ่ม คือกรุงโซลและสถานที่ใกล้เคียง เมืองประวัติศาสตร์/วัฒนธรรม เมืองเทคโนโลยี/อุตสาหกรรม และ outdoor retreats

เมื่อเร็วๆ นี้ KOREA TOURISM ORGANIZATION ได้นำสื่อมวลชนเยี่ยมชมเมือง MICE ทริปนี้เรามีโอกาสไปที่เมืองประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม 2 แห่งคือ Jeonju และ Gwangju ในจังหวัด Jeolla ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ จากกรุง Seoul ใช้เวลาเดินทางโดยรถยนต์ 3 ชั่วโมงก็มาถึง Jeonju เมืองที่ชื่อเสียงว่ารักษาประเพณีและวัฒนธรรมได้ดี ผ่านบ้านและอาหารแบบดั้งเดิม

เราเริ่มต้นด้วยการทัวร์ Jeonju Hanok Village หมู่บ้านโบราณจำนวนกว่า 800 หลัง ซึ่งเป็นแลนด์มาร์กสำคัญของที่นี่ เสน่ห์ของบ้านแต่ละหลังอยู่ที่ขอบหลังคาซึ่งแหงนปลายขึ้นสู่ท้องฟ้า ภายในหมู่บ้านมีร้านให้เช่าชุดแต่งกายแบบเกาหลีดั้งเดิมหลายร้าน ระหว่างเดินชมหมู่บ้านจึงพบเห็นนักท่องเที่ยวในชุดฮันบกทั้งหญิงและชาย เดินไปมาดูกลมกลืนกับสถานที่

ที่นี่ยังมี Jeonju Korean Traditional Wine Museum ให้ทำความรู้จัก หากสนใจอยากเรียนรู้ขั้นตอนการหมักเหล้าก็มีโปรแกรมให้ลงมือทำเองด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่น วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ก็มี ข้าว น้ำ ยีสต์ กะละมังและโถแก้ว ขั้นตอนก็ไม่ซับซ้อนเริ่มจากเทข้าวใส่กะละมัง ตามด้วยน้ำ 0.5 ลิตร คนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วใช้สันมือกดให้ทั่วประมาณ 10 นาที โดยอีกมือหนึ่งก็หมุนกะละมังไปเรื่อยๆ หลังจากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดใส่โถแก้ว วางกระดาษก่อนปิดฝา จบกระบวนการแล้วก็ให้เรานำโถแก้วที่หมักเหล้ากลับไปด้วย ใช้เวลาอีก 6 วันก็สามารถนำมาดื่มได้แล้ว

โปรแกรมนี้ใช้เวลา 1 ชั่วโมงเศษ ระหว่างฟังบรรยายพร้อมลงมือปฏิบัติ ทีมงานจะนำเหล้าพื้นเมืองชนิดต่างๆ มาแนะนำก่อนเทใส่แก้วให้ลองจิบ โดยให้สังเกตจากสีและรสชาติ ซึ่งแตกต่างกันตามปริมาณของแอลกอฮอล์

เมือง Jeonju มีโรงแรมที่พักที่สะดวกสบายหลายแห่ง หากต้องการกลิ่นอายแบบพื้นบ้าน Royal Room of King เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ โดยตัวอาคารโรงแรมออกแบบรูปทรงให้เป็นสไตล์เกาหลีแบบโบราณ ตั้งอยู่ท่ามกลางธรรมชาติที่เงียบสงบ มีภูเขาเป็นฉากหลัง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ประกอบด้วยอาคารที่พัก 11 หลัง จำนวน 64 ห้อง ศูนย์การประชุม รองรับได้ 232 คน  ภัตตาคาร และคาเฟ่

เป้าหมายต่อมาคือ Gwangju เมืองที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการศึกษา และตั้งแต่ปี 2550 ได้ถูกกำหนดให้เป็นเมืองแห่งการประชุมระดับนานาชาติ ทั้งยังเป็นที่ตั้งของ Asia Culture Center หรือ ACC องค์กรที่เป็นพื้นที่ให้ศิลปินจากเอเชียและทั่วโลกได้มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ผ่านการจัดนิทรรศการ การแสดง เทศกาล และกิจกรรมอื่นๆ ACC เป็นหน่วยงานในเครือกระทรวงวัฒนธรรมกีฬาและการท่องเที่ยว ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจและความร่วมกับประเทศต่างๆ เกี่ยวกับวัฒนธรรมเอเชีย ผ่านการแลกเปลี่ยน การศึกษา การวิจัย และกิจกรรมอื่นๆ

ภายใน ACC ประกอบด้วยห้องนิทรรศการ ห้องประชุม ห้องเลกเชอร์ ห้องสมุดที่รวบรวมวิดีโอภาพและหนังสือเกี่ยวกับวัฒนธรรมอาเซียน และนิทรรศการระดับนาชาติที่จัดแสดงตลอดทั้งปี ที่นี่มีห้องประชุมขนาด 510 ตารางเมตร สามารถจุได้ถึง 500 คน และจัดงานระดับนานาชาติมาหลายครั้ง อาทิ 2019 International Symposium on Electronic Art มีผู้เข้าร่วมงาน 1,000 คน, Asia Society of Basic Design & Art in Gwangiu มีผู้เข้าร่วมงาน 500 คน

สถานที่ต่อมาคือ Gwangju traditional culture ที่นี่มีโปรแกรมสั้นๆ สำหรับนักท่องเที่ยวใช้เวลาเพียง 50 นาทีถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง เพื่อทำความรู้จักแดนกิมจิเพิ่มขึ้นมาอีกสักนิด อาทิ การเรียนรู้เครื่องดนตรีพื้นเมือง, ร้องเพลง Arirang, ทำอาหาร, พิธีการชงชา, การละเล่นเกมพื้นบ้าน

คนที่ชอบท่องเที่ยวแนวธรรมชาติ Suncheonman Bay Wetland Reserve ในเมือง Suncheon นับว่าน่าสนใจไม่น้อย โดยเฉพาะสำหรับนักดูนก เพราะเป็นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของนกกว่า 140 สายพันธุ์ รวมถึงนกอพยพและนกที่ใกล้สูญพันธุ์ เช่น นกกระเรียนหัว นกกระเรียนคอขาว นกกระสาขาวตะวันออก นกปากช้อนหน้าดำ

เมื่อเดินผ่านบริเวณทางเข้า ซ้ายมือจะเป็นศูนย์ให้ข้อมูลซึ่งมีวิดีทัศน์บรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับพืชและสัตว์ที่อาศัยอยู่ ผ่านจุดนี้ไปจะเป็นสะพานหรือทางเดินที่ทอดยาวไปในทุ่งกก ซึ่งเริ่มต้นจากจุดบรรจบกันของลำธาร Dongcheon และ Isacheon ระยะทางประมาณ 3 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 495,867 ตารางเมตร จึงไม่น่าแปลกใจว่ามองไปสุดสายตาก็ยังเห็นแต่ต้นกกและท้องฟ้าซึ่งในแต่ละฤดูจะให้ทัศนียภาพและความรู้สึกที่ต่างกัน

ระหว่างทางมีศาลาให้พักอยู่เป็นระยะ พอเดินพ้นสะพานไม้ที่พาดผ่านลำธารมาแล้ว จะเป็นทางเดินซึ่งเป็นดินและหินซึ่งปูทับด้วยวัสดุคล้ายๆ กับที่ใช้ทำกระสอบข้าว ทำให้พื้นไม่ขรุขระ เดินได้สบาย ลดแรงกระแทกกับพื้น เสียดายว่าเราไปในช่วงกลางวันและแดดค่อนข้างร้อนสักหน่อย จึงเดินไปไม่ถึงปลายทาง ซึ่งเป็นจุดชมวิวและต้องเดินขึ้นเนินเขาไปอีกระยะหนึ่ง

จบโปรแกรมนี้เรานั่งรถไฟกลับเข้ากรุงโซลใช้เวลา 3.40 ชั่วโมง  รถเข้าเทียบสถานีตรงตามเวลาที่ระบุไว้

ที่ Seoul เราไปชมพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเกาหลีใต้ และ Cheongwadae ทำเนียบประธานาธิบดี เมืองสุดท้ายก่อนเดินทางกลับคือ Incheon อยู่ห่างจาก Seoul 1 ชั่วโมงโดยการเดินทางทางรถยนต์ เมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็น Smart city มีบทบาทสำคัญด้านโลจิสติกส์และธุรกิจ และเป็นที่ตั้งของสนามบินนานาชาติอินชอน

ก่อนการระบาดของโควิด-19 มีหน่วยงานธุรกิจจากหลายประเทศมาจัดงานที่นี่ อาทิ ปี 2019 YOROYAL Group จากสาธารณรัฐประชาชนจีน จัดประชุมมีผู้ร่วมงาน 3,000 คน, มกราคมปี 2020 YIYONGTANG จัดประชุมและมีผู้ร่วมงาน 5,000 คน รวมทั้งเป็นที่จัดงาน Korea MICE EXPO ตั้งแต่ปี 2018 และจะเป็นเจ้าภาพจัดประชุมประจำปี Asian Development Bank (ADB) ในเดือนพฤษภาคม 2023

ที่นี่มีโรงแรมใหญ่ๆ และสถานที่จัดประชุมหลายแห่ง

หนึ่งในนั้นคือ Paradise City คอมเพล็กซ์รีสอร์ตขนาดใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือ มีห้องพัก 711 ห้อง ห้องแกรนด์บอลรูมที่สามารถรองรับได้ถึง 1,400 คน และมีกิจกรรมเอ็นเตอร์เทนรวมอยู่ในสถานที่แห่งเดียว ประกอบด้วย โรงแรม 5 ดาว สปา สวนสนุกในร่ม คาสิโน ชอปปิ้งมอลล์ ภัตตาคาร ห้องจัดแสดงงานศิลปะ และงานศิลปะมากกว่า 3,000 ชิ้น ตบแต่งอยู่ทั่วบริเวณทั้งภายในและภายนอกอาคาร

เฉพาะแค่เดินชมงานศิลปะก็เพลิดเพลินไม่น้อยแล้ว

เมื่อผ่านประตูทางเข้าด้านหน้าเห็นรูปปั้นม้าสีสดใสยืนเด่นประหนึ่งว่ารอต้อนรับผู้มาเยือน ประติมากรรมรูปฟักทองสีส้มขนาดใหญ่ตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลางทางแยก เรียกความสนใจจากนักท่องเที่ยวให้ถ่ายรูปด้วยไม่ขาดระยะ

เดินออกจากส่วนที่เป็นโรงแรมจะพบกับ Wonderbox สวนสนุกภายในอาคาร มีเครื่องเล่นที่หลากหลาย เด็กๆ อาจใช้เวลาขลุกอยู่ที่นี่ได้ทั้งวัน ระหว่างรอผู้ปกครองไปทำงานหรือเข้าร่วมประชุม ขณะที่คนวัยทำงานหรือผู้ใหญ่ก็ไปชาร์จแบตให้กับตัวเองได้ที่ Cimer Wellness สปาระดับไฮเอนด์ซึ่งมีห้องซาวน่าทั้งสไตล์เกาหลีและยุโรป สระว่ายน้ำ สามารถใช้เวลาอยู่ในนี้ได้หลายชั่วโมง หากรู้สึกหิวก็มีอาหารเครื่องดื่มให้บริการในฟู้ดพลาซ่า หรือสแนคบาร์

อิ่มท้องแล้วก็ไปทำกิจกรรมต่อได้ โดยไม่ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าออกมารับประทานอาหารบริเวณด้านนอกสปา

หากต้องการดื่มด่ำกับทัศนียภาพจากมุมสูงของเมืองยามค่ำคืน อาจแวะไปรับประทานอาหารหรือจิบไวน์ที่ “Panoramic 65” บนชั้น 65 ของโรงแรม Oakwood Premier Incheon ซึ่งไม่ว่าจะนั่งที่มุมไหนก็สามารถมองเห็นบรรยากาศของเมือง ผ่านกระจกใสที่เป็นผนังอาคาร

คงเป็นอีกค่ำคืนที่ลืมไม่ลง...

ขอบคุณ : Korea Tourism Organization (KTO) MICE Planning & Coordination Team, MICE Bureau

ภาพ: สินีพร มฤคพิทักษ์

อ่านเพิ่มเติม: Negroni Week กลับมาแล้ว! ฉลองครบรอบ 10 ปีด้วยการดื่มเพื่อการกุศล


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine