PHIST 2019 แรงสู้ของภาคธุรกิจเพื่อการท่องเที่ยว "ภูเก็ต" อย่างยั่งยืน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Travel >
  • PHIST 2019 แรงสู้ของภาคธุรกิจเพื่อการท่องเที่ยว “ภูเก็ต” อย่างยั่งยืน

PHIST 2019 แรงสู้ของภาคธุรกิจเพื่อการท่องเที่ยว “ภูเก็ต” อย่างยั่งยืน

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
27 Jul 2019 | 9:00 am 7623

ปฏิเสธไม่ได้ว่าที่ผ่านมา “ภูเก็ต” คือไข่มุกเม็ดงามที่สร้างรายได้ให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยอย่างมหาศาล ด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวปี 2561 อยู่ที่ 12.3 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึง 11.07% สร้างเม็ดเงินกว่า 3.83 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ในครึ่งปีมานี้ตัวเลขผู้มาเยือน ภูเก็ต ที่ลดลง 1.77% มาอยู่ที่ 6.07 ล้านคน-ครั้ง (เทียบกับช่วงเดียวกันกับปีก่อน) จะเป็นผลมาจากกรุ๊ปทัวร์จีนที่หดหายหลังเหตุการณ์เรือล่มเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 แต่ต้องยอมรับว่าอีกสาเหตุสำคัญคือเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่หลายชายหาดในภูเก็ตกลับมีขยะพลาสติกเกลื่อนหาด เกิดภาพจำที่ไม่ดีกับนักท่องเที่ยวมากขึ้น

ประเด็นนี้ทำให้ภาคธุรกิจท่องเที่ยวใน ภูเก็ต ต้องหันกลับมาหาทางแนวทางเพื่อทำให้เกิดการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน โดยปีที่ผ่านมามีการรวมตัวกันในภาคธุรกิจจัดงาน Phuket Hotels for Islands Sustain Tourism (PHIST) หรืองานประชุมสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่ที่รวมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อต่อสู้ความเสื่อมโทรมสิ่งแวดล้อมบนเกาะทั่วภูมิภาค ซึ่งหลังจากประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม ในปีนี้พวกเขาเดินหน้าจัดงานอีกครั้ง

Bill Barnett กรรมการผู้จัดการ ซีไนน์โฮเทลเวิร์คส กล่าวว่า จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงแสดงให้เห็นถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการท่องเที่ยวแบบ mass และหากยังเป็นแบบนี้อยู่ คงต้องตั้งคำถามว่าใครจะเป็นผู้ใช้บริการห้องพักกว่า 15,000 ห้องที่จะเข้าสู่ตลาดในอีก 5 ปีข้างหน้า

“ไม่เพียงภูเก็ตเท่านั้น แต่จุดหมายปลายทางของเกาะอื่นๆ ในภูมิภาคก็เผชิญปัญหาเช่นกัน ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนร่วมกับผู้ประกอบการและทุกภาคส่วนในพื้นที่ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และความมั่นใจในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติสำหรับคนรุ่นต่อไป”

Bill Barnett

“ปีที่ผ่านมามีผู้เข้าร่วมสัมมนา 500 คน โดยมีโรงแรมในสมาคมโรงแรมภูเก็ตจำนวน 71 แห่งลงนามในปฏิญญาภูเก็ต ตกลงเลิกใช้ขวดน้ำพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวในโรงแรม ซึ่งหลังจากดำเนินการมาในเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2562 ประมาณการว่าในปีนี้จะสามารถลดการใช้ขวดพลาสติกได้ถึง 4.4 ล้านขวด หรือลดลง 51% และมีการลดใช้หลอดพลาสติก 1.6 ล้านหลอด หรือลดลง 63% จากปีก่อน”

ประมาณการใช้จำนวนขวดพลาสติกที่ลดลงในปี 2562

Barnett ระบุอีกว่า สำหรับงานในปีนี้จะจัดขึ้นวันที่ 23 กันยายน โดยมีเป้าหมายมุ่งเน้นไปที่การให้ความรู้และการมีส่วนร่วมกับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้พวกเขาตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีการจัดเวิร์คช็อปและกิจกรรมสำหรับเด็กๆ รวมถึงมีการประกวดรอบชิงชนะเลิศแคมเปญ Green Beat 60 ซึ่งเป็นการประกวดการสร้างภาพยนตร์สั้น 60 วินาทีที่เชิญชวนให้ทุกวัยมาสะท้อนความคิดของการรักษาสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติ

นอกจากนี้ยังมีการจัดทำหนังสือ Great Green Guidebook ซึ่งเป็น e-book เพื่อเป็นไอเดียให้กับโรงแรมทุกโรงแรมในการจัดการกับขยะพลาสติกเพื่อความยั่งยืน

“ทั้งนี้ คาดว่าปีนี้จะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน ส่วนปีหน้าเราคงเน้นไปที่การหาแนวทางหรือวิธีการรีไซเคิลขวดพลาสติก รวมถึงของเสียอย่างเศษอาหาร เพื่อเป็นไอเดียให้โรงแรมว่าพวกเขาสามารถจัดการกับขยะพลาสติกและของเสียได้อย่างไรบ้าง”

 

ททท. ภูเก็ต ย้ำทุกภาคส่วนร่วมมือกันเกิดความยั่งยืนได้

กนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต กล่าวว่า ที่ผ่านมา ททท.เป็นผู้นำในการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนให้กับแหล่งท่องเที่ยวไทย แต่จากตัวเลขนักท่องเที่ยวที่มาเยือนภูเก็ตปีละกว่า 10 ล้านคน ซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หากไม่มีทุกภาคส่วนมาร่วมมือกัน การผลักดันให้เกิดการท่องเที่ยวแบบยั่งยืนก็คงเกิดขึ้นไม่ได้

กนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร

“จริงๆ เรื่องรักษาสิ่งแวดล้อมเราทำกันมานานแล้ว ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมรวมตัวกันเก็บขยะชายหาดทุกสัปดาห์ การนำเสนอเส้นทางท่องเที่ยวใส่ใจสิ่งแวดล้อม แต่เพราะนักท่องเที่ยวมาเยอะทำให้ทำไม่ทัน ทำไม่ไหว ยังมีมุมที่สกปรกอีกมาก การมีงาน PHIST ทำให้เห็นว่าทุกภาคส่วนในภูเก็ตมาทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง และเมื่อทุกคนมีเป้าหมายเดียวกัน ก็จะทำให้ภูเก็ตเป็นเส้นทางการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนได้”

กนกกิตติกากล่าวว่า ทุกภาคส่วนในการท่องเที่ยวต่างอยากให้มีคนมาเที่ยว มีเม็ดเงิน แต่จะทำอย่างไรให้เกิดการสมดุลกับเรื่องความยั่งยืน ดังนั้น เชื่อว่า PHIST จะเป็นกิจกรรมที่ทำให้นักท่องเที่ยวรักษาสิ่งแวดล้อม และยินดีใช้จ่ายเพราะรู้สึกคุ้มค่าที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อการเดินทางมาท่องเที่ยวในครั้งถัดไป

 

ค้าปลีกร่วมหนุน งดแจกถุงพลาสติก

วิไลพร ปิติมานะอารี รองประธานอาวุโสกลุ่มเซ็นทรัลพัฒนา กล่าวว่า กลุ่มเซ็นทรัลมีธุรกิจทั้งห้างสรรพสินค้า ร้านค้า และโรงแรมในภูเก็ต ทั้งนี้ เซ็นทรัลรณรงค์เรื่องการลดใช้ถุงพลาสติกมานานแล้ว และปีที่ผ่านมาก็ได้ร่วมมือกับ PHIST โดยประกาศปฏิญญางดมอบถุงพลาสติกแก่ลูกค้า ซึ่งสามารถลดถุงพลาสติกได้มากกว่า 4 ล้านใบ/เดือน

“กลุ่มเซ็นทรัลเรามีร้านค้าในภูเก็ตมากกว่า 1,000 ร้านค้า ซึ่งเราก็พยายามให้แจกถุงพลาสติกน้อยลง ในซูเปอร์มาร์เก็ตก็เริ่มแจกถุงผ้า หรือมีบริการให้ยืมถุงผ้า โดยหลังจากเมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมาที่เราประกาศหักดิบงดแจกถุงพลาสติกในเซ็นทรัลทั่วประเทศ ขณะนี้เราแจกถุงผ้าไปแล้ว 10,000 ใบ และตั้งเป้าแจกให้ครบ 100,000 ใบในปีหน้า เพราะเราคิดว่าการจะสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมได้ ต้องค่อยๆ เปลี่ยนพฤติกรรมลูกค้า”

วิไลพร ปิติมานะอารี

วิไลพรกล่าวอีกว่า ความพยายามของเซ็นทรัลยังรวมไปถึงการส่งข้อความหาลูกค้าร้านแฟมิลี่มาร์ทซึ่งเป็นมินิมาร์ทในเครือ ว่าหากไม่รับถุงพลาสติกจะได้รับแต้มเพิ่ม ส่วนกิจกรรมอื่นๆ ที่ส่งเสริมเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมในภูเก็ตนั้น ในเดือนหน้าเซ็นทรัลเตรียมจัดคอนเสิร์ตที่ให้เข้าชมฟรีเพียงแค่พกถุงผ้าเข้างาน เพื่อรณรงค์ให้คนหันมาใช้ถุงผ้ามากขึ้น

 

แหล่งท่องเที่ยวยุคใหม่ พัฒนาเพื่อความยั่งยืน

ไม่เพียงแต่โรงแรมและค้าปลีกเท่านั้นที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แต่แหล่งท่องเที่ยวอย่าง “บลู ทรี ภูเก็ต” (Blue Tree Phuket) สวนน้ำและแหล่งบันเทิงที่ตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 140 ไร่ มีบีชคลับ 4 ชั้น โซนออกกำลังกาย คิดส์คลับ พื้นที่ค้าปลีก ร้านอาหาร พร้อมด้วยลากูนขนาดกลาง ก็เป็นตัวแทนของการพัฒนาการท่องเที่ยวยุคใหม่ที่คำนึงถึงความยั่งยืนมากขึ้น โดยใช้วิธีการขั้นสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและพลังงาน ในขณะเดียวกันก็ลดใช้ของเสีย

Michael Ayling ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลู ทรี ภูเก็ต กล่าวว่า เป็นความตั้งใจของผู้บริหารและทีมงานอยู่แล้วที่มีเป้าหมายพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่คงไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดี ทำให้การออกแบบสถาปัตยกรรม การใช้วัสดุและทรัพยากรต่างๆ เต็มไปด้วยความตระหนัก ซึ่งน่าจะเป็นมิติใหม่ที่ทำให้ทั้งคนงานและคนที่มาใช้บริการรู้สึกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

Michael Ayling

“ตัวอย่างการจัดการเพื่อสิ่งแวดล้อมของเราคือโซนลากูน ซึ่งจริงอยู่ที่มีการใช้น้ำในปริมาณมาก แต่เราเติมน้ำแค่ปีละครั้งในหน้าแล้ง และอาศัยหุ่นยนต์ทำความสะอาด ซึ่งใช้พลังงานเพียง 2% ของระบบการกรองในสระว่ายน้ำปกติ นอกจากนี้ยังใช้สารเคมีน้อยกว่าสระว่ายน้ำปกติ และน้ำเสียก็จะถูกนำไปบำบัดก่อนนำไปใช้หมุนเวียนในส่วนอื่นๆ ซึ่งที่สำคัญคือต้องไม่กระทบต่อชุมชน”

ลากูนในแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ในภูเก็ต “บลู ทรี”

 

 

รายงานโดย กนกวรรณ มากเมฆ / Online Content Creator


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP