ไฟเซอร์ปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อหนุนการทำงานรูปแบบผสานแบบไฮบริด ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ พร้อมมุ่งเน้นความหลากหลาย ความเสมอภาค และการยอมรับความแตกต่าง - Forbes Thailand

ไฟเซอร์ปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อหนุนการทำงานรูปแบบผสานแบบไฮบริด ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ พร้อมมุ่งเน้นความหลากหลาย ความเสมอภาค และการยอมรับความแตกต่าง

FORBES THAILAND / ADMIN
30 Sep 2022 | 10:55 AM
READ 8703

ไฟเซอร์ปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อหนุนการทำงานรูปแบบผสานแบบไฮบริด ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ พร้อมมุ่งเน้นความหลากหลาย ความเสมอภาค และการยอมรับความแตกต่าง

ไฟเซอร์ หนึ่งในผู้นําด้านอุตสาหกรรมยาและเวชภัณฑ์รายใหญ่ของโลกกําลังปรับใช้ศักยภาพด้านดิจิทัล (Digital Capability) โดยประยุกต์ใช้กับกระบวนการทํางานภายในองค์กร เพื่อช่วยให้การวิจัยทางคลินิกมีความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เอื้อต่อการเร่งนําผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด ตอบโจทย์ความต้องการและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับผู้ป่วย โดยการสนับสนุนการทํางานรูปแบบผสมผสานแบบไฮบริด ชูความหลากหลาย ความเสมอภาค และการยอมรับความแตกต่างของบุคคล (Diversity, Equity & Inclusion (DEI)) ซึ่งเป็นหลักในการบริหารและขับเคลื่อนบริษัทให้เป็นองค์กรในฝันที่คนอยากร่วมงานด้วย

คุณเด็บบราห์ ไซเฟิร์ท (Deborah Seifert)

คุณเด็บบราห์ ไซเฟิร์ท (Deborah Seifert) ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จํากัด และอินโดไชน่า กล่าวว่า การปรับใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสําหรับกระบวนการทํางานและขับเคลื่อนการเติบโตถือเป็นปัจจัยสําคัญในการพัฒนาองค์กรให้ก้าวทันกับการเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกยุคหลังโควิด-19 โดย ไฟเซอร์ได้ปรับให้องค์กรมีความสามารถด้านดิจิทัลและใช้ดิจิทัลมากขึ้นในการปฏิบัติงานภายในองค์กร เช่นการทํางานรูปแบบผสมผสานแบบไฮบริดที่ได้ดําเนินการไปแล้ว และเพิ่มศักยภาพด้านดิจิทัลกับพนักงานเพื่อเร่งนําผลิตภัณฑ์ออกสู่ตลาด

ในระดับโลกไฟเซอร์ได้นําเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ (Digital Transformation) เพื่อให้การวิจัยทางคลินิกเกิดความรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่วนในระดับประเทศไฟเซอร์ก็หาวิธีการที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วยให้สามารถเข้าถึงการดูแลสุขภาพผ่านระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) และสามารถเข้าถึงข้อมูลผ่านทางระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ในการนําเอานวัตกรรมดิจิทัลมาใช้ทั่วทั้งองค์กรของเรา

สิ่งหนึ่งที่เป็นการเปลี่ยนแปลงอันเกิดจากการนําเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ของไฟเซอร์ คือการปรับรูปแบบการทํางานสู่การทํางานรูปแบบผสมผสานแบบไฮบริด โดยระหว่างที่มีการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในกว่า 2 ปีที่ผ่านมา ไฟเซอร์สนับสนุนให้พนักงานทํางานที่บ้านหรือจากที่ใดก็ได้นอกสํานักงานจนกว่าเราจะมั่นใจในความปลอดภัยของพนักงานจากโรคโควิด-19 จึงจะให้พนักงานกลับเข้าทํางานในสํานักงานตามปกติ อย่างไรก็ดีเราเพิ่งปรับนโยบายเรื่องการทํางานภายใต้แนวคิด “Log In for Your Day” เมื่อไม่นานมานี้ เพื่อสนับสนุนให้พนักงานกลับเข้ามาทํางานในสํานักงานตามความจําเป็นประมาณ 2-3 วันต่อสัปดาห์ โดยยังคงยืดหยุ่นให้พนักงานสามารถทํางานที่บ้านหรือที่ใดก็ได้

แนวคิดดังกล่าวสนับสนุนให้พนักงานใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการทํางานในแต่ละวัน ไม่ว่าจะเป็นการทํางานจากที่บ้าน จากที่ทํางานของลูกค้า หรือจากสํานักงานของไฟเซอร์ โดยไฟเซอร์จะจัดหาเครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ที่จําเป็นเพื่อให้พนักงานสามารถทํางานได้อย่างบรรลุเป้าหมาย

ในด้านการมีส่วนร่วมและพบปะพูดคุยกับผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ตลอดจนผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง บริษัทฯ ได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากการส่งข้อมูลทางเดียวสู่การสื่อสารแบบสองทางผ่านระบบดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ไม่ว่าจะเป็น Webinar หรือการสัมมนาผ่านเว็บไซต์ที่ไฟเซอร์เป็นเจ้าภาพ รวมถึงการประชุมออนไลน์ การประชุมผ่านวิดีโอ หรือแม้แต่การติดต่อผ่านทางโทรศัพท์

“วิธีดังกล่าวช่วยลดความกังวลในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ต้องลดการพบปะและเจอหน้ากันทําให้การทํางานและการพูดคุยกับผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์มีความยืดหยุ่นมากขึ้นและยังเสริมสร้างความสัมพันธ์และประสบการณ์ที่ดีให้แก่ลูกค้า สิ่งเหล่านี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีนัยยะสําคัญมากที่สุดของไฟเซอร์” คุณเด็บบราห์กล่าว

แม้เป้าหมายของไฟเซอร์คือ การนําเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในองค์กรมากขึ้น แต่บริษัทยังคงเน้นให้ความสําคัญกับการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า การปฏิบัติงานจึงไม่ได้เป็นรูปแบบดิจิทัลเพียงอย่างเดียวแต่จะต้องมีจุดสมดุลที่เหมาะสมในการสร้างประสบการณ์ที่ดีที่สุดสําหรับลูกค้าเพราะลูกค้ายังคงต้องการการสร้างความสัมพันธ์ ดังนั้นรูปแบบการทํางานของบริษัทจะเน้นรูปแบบผสมผสานแบบไฮบริดมากขึ้นนับต่อจากนี้

“การนําเอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ (Digital Transformation) ของไฟเซอร์เริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562 หรือก่อนเกิดโรคโควิด-19 โดยเรามีแผนปฏิบัติการ “BOLD MOVES” เพื่อขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าประสงค์ โดยหนึ่งใน BOLD MOVES ของเราคือการปรับเปลี่ยนรูปแบบการปฏิบัติการทางการตลาด (Transfom our goto-market model) ซึ่งรวมถึงการนําเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้อย่างรวดเร็วและเตรียมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กร ซึ่งโรคโควิด-19 ได้เร่งให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นนั้นเกิดเร็วขึ้น เทคโนโลยีดิจิทัลจะช่วยสนับสนุนทําให้เราบรรลุเป้าหมายของการส่งมอบยาใหม่ที่เป็นนวัตกรรม (Breakthrough) ที่จะมาช่วยเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้ป่วย โดยเรามีเป้าหมายในการนําเสนอยาใหม่ที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตผู้ป่วยทั้งสิ้น 25 ตัวออกสู่ตลาดภายในปี พ.ศ. 2568”

คุณเด็บบราห์ซึ่งเข้ารับตําแหน่งผู้จัดการใหญ่ประจําประเทศไทยและอินโดไชน่าในปี พ.ศ. 2563 และยังมีบทบาทในฐานะประธานคณะกรรมการความหลากหลาย ความเสมอภาค และการยอมรับความแตกต่างของบุคคล (Diversity, Equity & Inclusion (DEI)) ระดับภูมิภาคในเอเชียและตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets, Asia) ได้กล่าวถึงความหลากหลาย ความเสมอภาค และการยอมรับความแตกต่างของบุคคลว่าที่เป็นสิ่งสําคัญอย่างหนึ่งในการบริหารและขับเคลื่อนไฟเซอร์ให้เป็นองค์กรในฝันที่คนอยากร่วมงานด้วย

“ความเสมอภาคเป็นหนึ่งในค่านิยมหลักของไฟเซอร์ องค์กรของเราให้ความสําคัญในเรื่องความเสมอภาคของพนักงานทุกคนจึงมีโอกาสที่จะประสบความสําเร็จในหน้าที่การงานและการเติบโตในสายงานอย่างเท่าเทียมกัน เรามุ่งมั่นพยายามให้องค์กรของเราเป็นองค์กรที่มีความสมดุลในการสนับสนุนพนักงานที่มีความแตกต่างหลากหลายอย่างทั่วถึงในทุกหน่วยงานในองค์กร”

คุณเด็บบราห์กล่าวเสริมว่า ความหลากหลาย ความเสมอภาค และการยอมรับความแตกต่างเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ระดับองค์กรที่สําคัญของไฟเซอร์ โดยบริษัทมุ่งมั่นในการสร้างสภาพแวดล้อมในการทํางานที่ดีเพื่อให้เป็นสุดยอดแห่งที่ทํางาน สร้างความภาคภูมิใจให้แก่พนักงานที่ได้เป็นส่วนหนึ่งขององค์กรและเกิดความเชื่อมั่นว่าจะได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันในทุกระดับชั้น ซึ่งในประเทศไทยบริษัทฯ สนับสนุนเรื่องความเท่าเทียมในโอกาสแก่พนักงานทุกคนให้ได้รับบทบาทผู้นําและเติบโตก้าวขึ้นสู่ตําแหน่งในระดับสูง ทั้งยังสนับสนุนสวัสดิการที่เท่าเทียมแก่พนักงานชายให้สามารถลาเพื่อช่วยภรรยาดูแลบุตรหลังคลอด (Paternity Leave) เช่นเดียวกันกับพนักงานกลุ่มที่มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ที่ได้สิทธิ์ลาเพื่อการแต่งงาน เป็นต้น

นอกจากความเท่าเทียมภายในองค์กรแล้วเรายังมองไปถึงความเท่าเทียมภายนอกองค์กรอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเข้าถึงยาและการหาทางออกเพื่อให้ผู้ป่วยกลุ่มใหญ่สามารถเข้าถึงยาของไฟเซอร์ได้ ทั้งในแง่ของเรื่องราคายาที่สามารถจ่ายได้ การเข้าถึงยาและการเบิกจ่ายค่ายาให้ประชากรในทุกกลุ่มทุกภาคส่วนในทุกประเทศสามารถเข้าถึงยาที่มีนวัตกรรมเพื่อการรักษาโรคได้โดยไม่จํากัดเพียงเฉพาะผู้ป่วยกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น โดยไฟเซอร์ยังคงมุ่งมั่นที่จะเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงยาของเราอย่างเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น