จากปักปากกาสู่ปักหมุดพาคนไทยไม่อ้วน เปิดใจ จีฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิค แม่ทัพคนใหม่ Novo Nordisk กับภารกิจที่ใหญ่กว่าเรื่องธุรกิจ

จากปักปากกาสู่ปักหมุดพาคนไทยไม่อ้วน เปิดใจ จีฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิค แม่ทัพคนใหม่ Novo Nordisk กับภารกิจที่ใหญ่กว่าเรื่องธุรกิจ

    เมื่อเร็วๆ นี้ เราพบว่านิยาม “การปักปากกา” ได้กลายมาเป็นหนึ่งในโซลูชันการดูแลสุขภาพที่คนจำนวนไม่น้อยหันมาศึกษามากขึ้น จริงอยู่มันอาจจะไม่ใช่ Final Answer ที่ทำเพียงอย่างเดียวแล้วจะมีสุขภาพที่ดีขึ้นได้ทั้งองคาพยพ แต่ไม่มากก็น้อยต้องยอมรับว่ามันคือหนึ่งในนวัตกรรมทางการแพทย์ที่กระตุกปลุกความสนใจผู้คนได้ดีเลยทีเดียว ท่ามกลางการตื่นตัวจากเทรนด์ Longevity

    ด้วยเหตุผลเดียวกันนี้ ชื่อของบริษัท “โนโว นอร์ดิสค์ (Novo Nordisk)” บริษัทผู้ผลิตยาและผู้นำนวัตกรรมด้านการดูแลสุขภาพจากเดนมาร์กจึงถูกพูดถึงตามหน้าสื่ออย่างแพร่หลาย และปรากฏออกมาในมโนภาพของเราแทบจะทันทีที่นึกถึงโซลูชันการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว

    สาเหตุก็เพราะ พวกเขาคือหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตยาที่พัฒนานวัตกรรมโซลูชันทางการแพทย์ที่กล่าวไปข้างต้นจนเปิดตัวออกสู่ท้องตลาดได้สำเร็จ ทั้งยังเป็นผู้นำในโซลูชันการรักษาโรคเบาหวาน, โรคอ้วน เรื่อยไปจนถึงโรคหายาก

    เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันประเด็น “การใส่ใจสุขภาพ” และการส่งเสริมให้คนไทยตระหนักรู้ถึงการมีสุขภาพร่างกายที่ดีเนื่องในวันโรคอ้วนโลก (World Obesity Day : ตรงกับ 4 มีนาคมของทุกปี) Forbes ขออาสาพาผู้อ่านทุกท่านมารู้จักโนโว นอร์ดิสค์ ให้มากขึ้น ผ่านการพูดคุยกับคุณจีฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิค (Cihan Serdar Kizilcik) ผู้จัดการทั่วไปประจำ โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย) เพื่อฉายภาพมุมมองแนวคิดและความมุ่งหวังของพวกเขาในการช่วยให้คนไทยมีสุขภาพที่ดีมากขึ้นกว่าเดิมในทุกมิติ

คำตอบของสมการรักษาโรคคือไม่หยุด “พัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์” เพื่อหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ เสมอ

​คุณจีฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิค (Cihan Serdar Kizilcik) ผู้จัดการทั่วไปประจำ โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย)

    1923 คือปีคริสตศักราช ที่บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ได้ก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการ หากนับรวมจนถึงปัจจุบัน นั่นจะเท่ากับว่า บริษัทผู้ผลิตยาสัญชาติเดนมาร์กรายนี้กำลังมีอายุรวมกว่า 103 ปีบริบูรณ์แล้ว

    เลขหลักไมล์อายุปีที่บริษัทยืนหยัดจนถึงปัจจุบัน อาจเป็นหนึ่งในหลักฐานขั้นต้นซึ่งบ่งชี้ได้ว่า รากฐานธุรกิจของพวกเขาแข็งแรงเป็นอย่างมาก

    เช่นเดียวกับการมุ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการรักษาโรคเบาหวานและโรคอ้วนที่มีจำนวนผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ก็น่าจะเป็นอีกหนึ่งในหลายๆ ปัจจัยที่ตอบคำถามได้ดีว่า เหตุใดอาณาจักรยาของ โนโว นอร์ดิสค์ จึงแข็งแกร่งและยืนระยะได้ยาวนานเพียงนี้

    แต่ปัจจัยสำคัญประการต้นๆ ที่ทำให้ โนโว นอร์ดิสค์ โลดแล่นในอุตสาหกรรมทางการแพทย์และธุรกิจยาได้ยาวนาน แม่ทัพใหญ่ของโนโว นอร์ดิสค์ ประจำประเทศไทยบอกกับเราว่า เป็นเพราะพวกเขา “ไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ” ออกมานั่นเอง

    “ผมทำงานที่โนโว นอร์ดิสค์ มาตั้งแต่ปี 1999 นับเป็นระยะเวลารวมจนถึงปัจจุบันก็กว่า 30 ปีได้ ระหว่าง 30 ปีมานี้ ผมอาจจะมีการโยกย้ายระหว่างบริษัทบ้าง แต่ผมก็อยู่กับโนโว นอร์ดิสค์มานานพอที่จะฉายภาพให้เห็นถึงวิวัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับบริษัทของพวกเรา

    “ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว คนส่วนใหญ่อาจจะมีทัศนคติต่อการดูแลรักษาโรคเบาหวานโดยมุ่งเน้นไปที่ “การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด” เป็นหลัก ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริงแล้ว มันยังมีต้นตอหรือรากของปัญหาอื่นๆ ร่วมอยู่ด้วย

    “ช่วงเวลาดังกล่าว โนโว นอร์ดิสค์ และแวดวงทางการแพทย์ ได้ค้นพบอีกหนึ่งในต้นตอสำคัญ นั่นก็คือ “GLP1RA” (Glucagon-like peptide-1 Receptor Agonist : ฮอร์โมนในลำไส้เล็กที่หลั่งออกมาหลังทานอาหาร มีส่วนช่วยในการควบคุมระดับน้ำตาลโดยกระตุ้นอินซูลินและยับยั้งกลูคากอน) คำตอบที่เราพบในครั้งนั้นได้ไขความกระจ่างของกระบวนการยับยั้งและป้องกันโรคเบาหวานและต่อมาได้นำมาใช้ในการดูแลโรคอ้วนได้อย่างแจ่มแจ้ง

    คุณเซอร์ดาร์กล่าวเสริมในประเด็นนี้ได้น่าสนใจว่า อีกหนึ่งจุดตัดความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง โนโว นอร์ดิสค์ กับบริษัทผู้ผลิตยาหรือนวัตกรรมทางการแพทย์รายอื่นๆ คือ เลนส์การมองที่บริษัทให้ความสำคัญกับ “ผลกระทบต่อสังคม ผู้คน ชุมชน” คู่กันกับมุมมองด้านผลประกอบการและภาพรวมธุรกิจ

    “ในมุมมองความคิดของเรา เราไม่ได้มองแค่ว่า “ตลาดตอนนี้ใหญ่ขึ้นมากๆ” การคิดแบบนั้นมันคือการคิดแบบแง่ลบเป็นอย่างมากเลยครับ (เพราะยิ่งตลาดใหญ่ขึ้น ในทางกลับกันก็หมายความว่ามีผู้ป่วยมากขึ้น) ตรงกันข้าม โนโว นอร์ดิสค์ อยากร่วมเป็นส่วนหนึ่งของโซลูชันให้กับสังคม ผู้คน ไปจนถึงการพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์เพื่อเผชิญหน้ากับความท้าทายใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา

    “ความมุ่งหวังนี้ของเราสะท้อนให้เห็นได้จากการที่โนโว นอร์ดิสค์ผันตัวจากจุดเริ่มต้นของบริษัทผู้ผลิตอินซูลินไปสู่การพัฒนานวัตกรรมสำหรับโรคอ้วนและโรคหายาก (Raredisease) ตลอดจนการพัฒนานวัตกรรมรักษาโรคกลุ่มที่มีความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับระบบหัวใจ หลอดเลือด และระบบเมแทบอลิซึม (Cardiometabolic) นี่คือเส้นทางของเราที่ไม่เคยหยุดนิ่งและลงทุนมหาศาลไปกับกระบวนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์รูปแบบใหม่ๆ อยู่เสมอ”

    ข้อมูลจากรายงานผลประกอบการปีงบประมาณ 2025 ของ โนโว นอร์ดิสค์ ระบุว่า พวกเขามีศูนย์ R&D ใน 5 ประเทศทั่วโลก ได้แก่ จีน, เดนมาร์ก, อินเดีย, สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา โดยสามารถช่วยผลิตนวัตกรรมที่เข้าถึงผู้ป่วยที่รักษาโรคต่างๆ ได้มากถึง 45.6 ล้านคน จาก 170 ประเทศทั่วโลก

    และตลอดปี 2025 ที่ผ่านมา โนโว นอร์ดิสค์ ได้ทุ่มงบประมาณ R&D ไปแล้ว 5.2 หมื่นล้านโครนเดนมาร์ก (DKK) เทียบเท่าสัดส่วน 16.8% ของยอดขายรวมบริษัท ซึ่งมีแนวโน้มการปรับขึ้นต่อเนื่องทุกปี (ปี 2024 และปี 2023 ใช้งบ R&D เป็นสัดส่วน 16.6% และ 14% ของยอดขายตามลำดับ)

​ไทยมีระบบสาธารณสุขที่ “น่าอิจฉา” แต่สำคัญกว่าคือทำอย่างไรให้ “ยั่งยืน” ?

    หากนับระยะเวลาที่ คุณเซอร์ดาร์ เข้ามากุมบังเหียน ดูแลภาพรวมและทิศทางการดำเนินงานของ บริษัท โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา ประเทศไทย จนถึง ณ วันที่กองบรรณาธิการของ Forbes ได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าตัว ก็จะเป็นช่วงระยะเวลาครบ 6 เดือนเต็มพอดิบพอดี

    เราถามคุณเซอร์ดาร์อย่างตรงไปตรงมาว่า “เขาคิดเห็นอย่างไรต่อระบบสาธารณสุขไทย?”

    เพราะก่อนหน้าที่เขาจะมาประจำการยังประเทศไทย ประสบการณ์ที่ผ่านมาในกว่า 30 ปีที่เจ้าตัวมีโอกาสได้ดูแลงานทั้งประเทศในฝั่งยุโรป ไล่มาจนถึงฟิลิปปินส์และมาเลเซีย ซึ่งล้วนคลุกคลีอยู่ในวงการการแพทย์ทั้งสิ้นก็น่าจะทำให้เจ้าตัวพอฉายมุมมองบางอย่างต่อระบบสาธารณสุขของบ้านเราได้บ้างไม่มากก็น้อย

    “ในมุมมองส่วนตัวผม ผมคิดว่าระบบสาธารณสุขไทยมีความน่าอิจฉาครับ มันมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่ผมรู้สึกกังวลมากกว่าก็คือประเด็นด้านความยั่งยืนในระยะยาว เนื่องจากค่าใช้จ่ายและทรัพยากรในระบบสาธารณสุขค่อนข้างสูง

    “ผมเคยมีโอกาสไปเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งในสหราชอาณาจักร ที่นั่นมีการจัดแสดงงานที่ เล่าเรื่องราวการใช้ยาในวงจรชีวิตของมนุษย์หนึ่งคนให้ได้เห็นแบบจับต้องได้บนโต๊ะขนาดความยาว 1 เมตร

    “ลองจินตนาการดูนะครับ ในช่วงวัยทารกจนถึงตอนเด็ก มนุษย์เราจะใช้ปริมาณยาเรียงต่อกันที่ความสูงราวๆ 10-15 เมตร แต่ระหว่างนั้นเราจะใช้ยาน้อยลงมากๆ เพราะสุขภาพเราแข็งแรงขึ้นเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่ความน่ากลัวก็คือ เม็ดยาจะไปกองพะเนินสุมจนก่อตัวสูงขึ้นในบริเวณแถวปลายโต๊ะ หรือเทียบเท่าช่วงอายุ 65 ปีจนถึงช่วงเวลาที่เราจากโลกนี้ไป สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า ยิ่งคุณอายุมากขึ้น คุณก็ยิ่งต้องจ่ายแพงขึ้นเพื่อเข้าถึงการรักษาและบริการทางการแพทย์ในเวลาที่ต้องการ

    “และยิ่งพลเมืองแก่ตัวลง ภาระของภาครัฐที่ต้องแบกรับระบบสาธารณสุขก็จะมหาศาลเป็นอย่างมาก นั่นทำให้ผมเชื่อว่า เราคงไม่สามารถหวังพึ่งพาระบบสาธารณสุขให้แก้ไขได้ทุกปัญหา ดังนั้นกลยุทธ์ระยะยาวของ โนโว นอร์ดิสค์ จึงเชื่อมั่นในแง่การพัฒนาสุขภาพของผู้คนในวงกว้าง ในที่นี้คือเราต้องทำสองสิ่ง สิ่งแรกคือการหาทางป้องกันโรคที่สามารถป้องกันได้ และสิ่งที่สองคืออำนวยความสะดวกให้บุคคลที่มีความจำเป็นต้องเข้าถึงโซลูชันทางการแพทย์ สามารถเข้าถึงมันได้อย่างสะดวกและแพร่หลาย

    “นั่นจึงเป็นเหตุผลและที่มาที่ไปที่ โนโว นอร์ดิสค์ เดินเกมเชิงรุกในการทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนอย่างใกล้ชิดและจริงจัง ด้วยแนวทางการทำงานร่วมกันที่หลากหลายเพื่อให้แนวคิดการพัฒนาสุขภาพของผู้คนในวงกว้างเกิดขึ้นได้จริง ในมุมมองของผม ลำพังแค่รัฐบาล บริษัทผู้ผลิตยาอย่างเรา หรือแม้แต่โรงเรียน พวกเขาไม่สามารถทำสิ่งนี้ให้เกิดขึ้นได้เลย หากขาดซึ่งการผนึกกำลังร่วมกัน และต่างฝ่ายต่างดำเนินการตามแนวทางของตนเอง” คุณเซอร์ดาร์กล่าว

​3 เสาหลักผลักดันคนไทยหนีห่าง “โรคอ้วน” พร้อมแนวคิดสร้างเมืองหนุนการมีสุขภาวะที่ดี

    ข้อมูลชวนน่าตกใจจากการเปิดเผยสหพันธ์โรคอ้วนโลก (World Obesity Federation) พบว่า ไทยมีสถิติเด็กและเยาวชนที่ใช้ชีวิตร่วมกับโรคอ้วนสูงติดอันดับ 3 ของอาเซียน เป็นรองเพียงแค่มาเลเซียและบรูไนเท่านั้น

​    ความน่ากังวลก็คือ ในช่วง 25 ปีที่ผ่านมา WHO เผยว่า อัตราเด็กที่เป็นโรคอ้วนในไทยนั้นอัตราเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าตัว ซึ่งความร้ายแรงของสถานการณ์นี้ สหพันธ์โรคอ้วนโลก คาดการณ์ไว้ว่า หากปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข ภายในปี 2035 อัตราเด็กไทยที่เป็นโรคอ้วนจะสูงถึง 60% แน่นอน

​    ความเลวร้ายยิ่งกว่า คือ “ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่จะตามมา” โดยมีการประเมินไว้ว่า ณ ปัจจุบัน ประเทศไทยเสียโอกาสจากการที่ประชาชนป่วยเป็นโรคอ้วนเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจ (ทั้งค่าใช้จ่ายทางสาธารณสุขและผลิตภาพทางเศรษฐกิจที่สูญเสียไปจากการเจ็บป่วย หยุดงาน หรือต้องหยุดทำงานก่อนวัยอันควร) สูงถึง 2.5 แสนล้านบาท และภายในปี 2060 ตัวเลขการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากโรคอ้วนจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 22 เท่า คิดเป็นมูลค่าราว 5.6 ล้านล้านบาท

    คุณเซอร์ดาร์ สะท้อนมุมมองที่เขามีต่อประเด็นนี้ว่า “ในความเห็นของผม โรคภัยไข้เจ็บหรืออาการป่วยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กรณีใหญ่ๆ กรณีแรกคือ โรคป่วยแบบเฉียบพลันที่ไม่สามารถป้องกันได้ล่วงหน้า กับอีกกรณีคือ โรคที่สามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดขึ้นได้ ซึ่งโรคอ้วนอยู่ในกลุ่มหลัง ดังนั้นแล้วการป้องกันโรคอ้วนจึงไม่ใช่แค่ประเด็นทางสาธารณสุขหรือการรักษาแต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการช่วยลดค่าใช้จ่ายต่อประเทศในระยะยาวอีกด้วย

    “หากคุณทำงานร่วมกับภาคประชาคมอย่างใกล้ชิด โรคอ้วนจะเป็นโรคที่ป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นได้ แน่นอนว่ามันไม่ง่าย แต่หากคุณผลักดันให้เด็กๆ นักเรียน “กินดี” สร้างสภาพแวดล้อมให้พวกเขาสามารถขยับ ออกกำลังกาย ผลที่ตามมาคือการที่คุณย่อมสร้างผลทางบวกให้กับสังคมต่อการมีสุขภาพมวลรวมที่ดีไปอีกหลายชั่วอายุคนได้”


    ปัจจุบัน โนโว นอร์ดิสค์ ยังได้ขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานภาครัฐ โดยเริ่มต้นที่ “กรุงเทพมหานคร” ภายใต้โปรเจกต์ Bangkok, City for Better Health เพื่อส่งเสริมให้สุขภาพคนเมืองแข็งแรง และห่างไกลจากโรคอ้วน ซึ่งกรุงเทพฯ ถือเป็นเมืองลำดับที่ 2 ในอาเซียน โนโว นอร์ดิสค์ เริ่มโครงการความร่วมมือในรูปแบบนี้อย่างจริงจังต่อจากกรุงจาการ์ตาในอินโดนีเซีย


​    “ภายใต้ความร่วมมือระหว่าง โนโว นอร์ดิสค์, กรุงเทพมหานคร และสถานเอกอัครราชทูตเดนมาร์กประจำประเทศไทย เราได้แบ่งเสาหลักความร่วมมือเป็น 3 ประการ ประการแรก คือ การสอดแทรกความรู้เพื่อให้เด็กไทยตระหนักรู้ในโรคอ้วนลงไปในหลักสูตรการศึกษา “อย่าปล่อยให้เด็กอ้วน” เพราะแนวคิดก็คือ หากเราปลูกฝังทักษะการตระหนักรู้ปัญหานี้ให้กับผู้คนตั้งแต่ที่พวกเขาเป็นเยาวชน ผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อเด็กๆ เติบใหญ่ย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่า

    “เสาหลักที่ 2 คือ การทำ “ครัวกลาง” โดยได้ไอเดียมาจากการที่ท่านชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ได้ไปศึกษาดูงานยังเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และเห็นโมเดลต้นแบบของการที่โรงเรียนแห่งหนึ่งได้ปรุงอาหารขึ้นมา แล้วกระจายแจกจ่ายไปยังโรงเรียนในอาณาบริเวณโดยรอบ

    “ท่านจึงได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้ภายใต้ความร่วมมือกับเรา เริ่มต้นที่โรงเรียนวัดดอน สำนักงานเขตสาทร โดยตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคมนี้เป็นต้นไป โรงอาหารโรงเรียนวัดดอนจะทำหน้าที่เป็นครัวกลางปรุงอาหารแล้วกระจายให้กับสถานศึกษาละแวกใกล้เคียงเพื่อส่งเสริมการมีโภชนาการที่ดีให้กับเยาวชนไทย

    “เสาหลักสำคัญเสาสุดท้าย คือการร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาพื้นที่ในสวนเบญจกิตติ และสวนลุมพินี เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้พลเมืองได้ออกกำลังกายอย่างจริงจัง ตัวอย่างเช่น การร่วมสร้างสนามพิกเคิลบอลและพื้นที่เสริมสร้างกล้ามเนื้อเพื่อเปิดให้ใช้บริการได้ทันในช่วงราวไตรมาส 2-3 ของปีนี้ โดยทั้งหมดถือเป็นความร่วมมือภายใต้ MOU ที่ท่านผู้ว่าฯ ได้ลงนามร่วมกันกับท่านเอกอัครราชทูตเดนมาร์กในช่วงพฤศจิกายนปีที่แล้ว (โนโว นอร์ดิสค์ คือบริษัทธุรกิจยาสัญชาติเดนมาร์ก)”

​มองความเสี่ยงจาก Disruption ที่เกิดขึ้นจากเทรนด์ Longevity และแนวทางปรับตัวเพื่อโลกที่ยั่งยืน

คุณจีฮาน เซอร์ดาร์ คิซิลจิค (Cihan Serdar Kizilcik) ผู้จัดการทั่วไปประจำ โนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา (ประเทศไทย)

    หากมองในเชิงประโยชน์ของผู้คน เทรนด์ Longevity หรือการมี Long Lifespan ที่ผู้คนอยากอายุยืนยาว ใส่ใจในสุขภาพของตนเองเชิงรุก ย่อมถือเป็นเรื่องดีต่อสังคมโดยรวม แต่ในขณะเดียวกัน หากมองประเด็นเดียวกันนี้แบบสัตย์ซื่อ โนโว นอร์ดิสค์ ที่ทำธุรกิจยารักษาโรคโดยตรงก็ย่อมประสบความเสี่ยงและความท้าทายในเชิงธุรกิจจากเทรนด์นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

    เราถามคุณเซอร์ดาร์แบบไม่รอมชอมว่า เขาคิดเห็นต่อประเด็นนี้อย่างไร?

    “เอาเข้าจริงแล้ว ผมเชื่อว่า ยิ่งผู้คนมีสุขภาพที่ดีและมีอายุยืนยาวมากเท่าไรก็ถือเป็นเรื่องที่ดีครับ เพราะโนโว นอร์ดิสค์ จะได้เบนเข็มไปในด้านเหล่านั้น (Longevity) เพื่อพัฒนานวัตกรรมทางการแพทย์รูปแบบใหม่ๆ แทน

    “ผมอยากยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้นแบบนี้ครับ หากคุณถอยออกมามองภาพรวมวิวัฒนาการทางการแพทย์ ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 100 ปีที่แล้ว ลองคิดเล่นๆ ว่าในวันที่โลกยังไม่มียาปฏิชีวนะ หากคุณป่วยจากการติดเชื้อขึ้นมา คำถามที่ว่าคุณจะรอดหรือเสียชีวิตนั้น โอกาสแทบจะมีพอๆ กันเลยด้วยซ้ำ

    “ดังนั้น ความท้าทายของการมุ่งสู่การเติมเต็มเทรนด์ Longevity ในวันนี้ของผู้คนก็ยังมีอีกหลากหลายมากมาย การหาทางหลีกเลี่ยงการป่วยจากโรคหลอดเลือดสมอง หรือโรคที่เกี่ยวข้องกับหัวใจและหลอดเลือด เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อการมีอายุที่ยืนยาว ซึ่งก็เป็นแง่มุมที่ โนโว นอร์ดิสค์ เรากำลังทำงานอย่างหนักเพื่อหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในการรับมือกับโรคป่วยเหล่านี้ครับ

​    “ที่ผมจะสื่อก็คือ ในวงการการแพทย์ การค้นพบใดๆ จะไม่ถือเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทนั้นๆ ไปตลอดกัลปาวสาน เมื่อผ่านพ้นหลักไมล์ 10 ปีตามระเบียบ การค้นพบนั้นๆ ก็จะถูกเปิดเผยต่อสาธารณชนเพื่อประโยชน์ของมวลมนุษย์ ดังนั้น Mindset ของเราคือการมุ่งเน้นในการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาโซลูชันที่ต่างออกไปจากเดิมอยู่ตลอดเวลานั่นเอง”

    สำหรับประเด็นด้าน ESG หรือความยั่งยืนที่องค์กรหลายแห่งทั่วโลกให้ความสำคัญอย่างจริงจังนั้น โนโว นอร์ดิสค์ ก็ไม่ละเลยประเด็นนี้เช่นกัน โดยที่พวกเขาตั้งเป้าไว้ว่า จะลดการใช้พลาสติกลงให้ได้ในสัดส่วน 30% ภายในปี 2033 และสถานะของบริษัทปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ให้ได้ภายในปี 2045

    “ต้องมองแบบนี้ครับ การที่ธุรกิจและผลิตภัณฑ์ของเราเป็นผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีผู้ใช้งานมากกว่าหลายล้านคนทั่วโลก และส่วนใหญ่ล้วนต้องสัมผัสกับร่างกายของมนุษย์โดยตรง การจะปรับแนวทางการดำเนินงานทั้งองคาพยพให้สอดคล้องกับแนวคิดด้านความยั่งยืนแบบสเกลใหญ่ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ

    “แต่เรากำลังมุ่งหน้าสู่เป้าหมายเพื่อความยั่งยืนให้สำเร็จให้ได้ครับ โนโว นอร์ดิสค์ กำลังดำเนินการในหลายๆ ภาคส่วน ตั้งแต่การหาทางเลือกวัตถุดิบจากทรัพยากรหมุนเวียน (Renewable Resources) และโดยพื้นฐานแล้ว เดนมาร์กก็เป็นประเทศที่จริงจังกับพลังงานสะอาดมาก การดำเนินงานของเราในเดนมาร์กส่วนใหญ่จึงล้วนแล้วแต่สอดคล้องกับหลักการด้านความยั่งยืนแทบทั้งสิ้น ซึ่งก็เป็นแนวทางที่เราจะดำเนินการกับการดำเนินงานของเราในทุกประเทศด้วยครับ”

    ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาที่กองบรรณาธิการของ Forbes ได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนบทสนทนากับผู้นำในหลากหลายอุตสาหกรรมธุรกิจ ทำให้เราเห็นภาพรวมเชิงวิสัยทัศน์ของผู้นำองค์กรเหล่านั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่งว่าพวกเขาต้องการจะพาบริษัทมุ่งไปยังทิศทางใด

    ครั้งนี้ก็เช่นกัน ตามที่คุณเซอร์ดาร์บอกกับ Forbes เราเชื่ออย่างเต็มร้อยว่าความมุ่งมั่นของพวกเขาไม่ได้ถูกประเมินค่าแค่ตัวเลขกำไรสุทธิและยอดขายบนหน้าสรุปงบประมาณการเงินของบริษัทเป็นสำคัญ

    เพราะสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ พวกเขาได้มีส่วนช่วย “สังคมไทย” ให้สามารถจัดการและห่างไกลจากโรคอ้วนและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ได้อย่างไร เพื่อให้ผู้คนและเยาวชนมีสุขภาพที่ดีและสร้างผลกระทบเชิงบวกให้กับโลกใบนี้อย่างยั่งยืน