เทรนด์ทองคำขาขึ้น - Forbes Thailand

เทรนด์ทองคำขาขึ้น

เทรนด์ทองคำขาขึ้น ธนาคารกลางทั่วโลกหนุนแรงซื้อ สถานการณ์ความขัดแย้งในโลกตะวันออกกลาง "อิหร่าน-อิสราเอล" ในช่วงเดือนเมษายน 2567ทำให้เกิดความวิตกกังวลถึงสถานการณ์ที่อาจบานปลายและส่งผลให้นักลงทุนโยกเงินลงทุนจากสินทรัพย์เสียง สู่สินทรัพย์ปลอดภัย หรือ safe haven จนราคาทองคำขึ้นทำ new high

  

ในปี 2567 ถือเป็นปีที่สินทรัพย์ลงทุน "ทองคำ" มีความเคลื่อนไหวโดดเด่นกว่าหลายสินทรัพย์ในตลาดการลงทุน ภายใต้มุมมองของ 2 นักค้าทองได้แก่ ณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด และ พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (LG) ที่ให้ภาพทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในระยะข้างหน้า รวมถึงกลยุทธ์การลงทุนและการทำกำไร


​ณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด

​    สำหรับณัฐวุฒิมองว่าราคาทองคำตั้งแต่ต้นปี 2567 ที่ผ่านมาได้ปรับตัวขึ้นแล้ว 13.2% มาอยู่ที่ระดับ 2,335 เหรียญสหรัฐต่อทรอยออนซ์ในวันที่ 30 เมษายน 2567 โดยตั้งแต่ช่วงกลางเดือนเมษายนทองคำมีระดับราคาสูงสุดอยู่ที่ 2.431 เหรียญต่อทรอยออนซ์ และมีระดับราคาต่ำสุดที่ 1.984 เหรียญ ต่อทรอยออนซ์ในช่วงต้นปี

    การปรับตัวขึ้นของราคาทองคำได้รับแรงหนุนจากความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยหลังจากเมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาเกิดเหตุปะทะของกลุ่มติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจาก อิหร่านส่งโดรนโจมติฐานทัพสหรัฐฯ ในจอร์แดนจนทำให้ทหารสหรัฐฯ เสียชีวิต 3 นาย


    

นอกจากนี้อิหร่านยังใช้โดรนและขีปนาวุธหลาย ร้อยลูกโจมตีอิสราเอล แม้การโจมตีดังกล่าวจะไม่มีผู้เสียชีวิตและสร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อยแต่เหตุการณ์นี้ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าความขัดแย้ง ดังกล่าวจากที่เคยจำกัดอยู่ในฉนวนกาซาจะลุกลาม ออกไปเป็นวงกว้าง และอาจจะนำไปสู่สงครามเต็ม รูปแบบระหว่างอิสราเอลและอิหร่าน ซึ้งที่ผ่านมาอยู่ในสถานการณ์สงครามเงากันมานานหลายทศวรรษสถานการณ์ความขัดแย้งของคู่นี้ส่งผลกระทบ ต่อราคาน้ำมันให้ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และทำให้นักลงทุนตื่นตระหนกจนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงโดยเฉพาะหุ้น เพื่อวิ่งเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง "ทองคำ" จนทำให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กีวัน

    ขณะที่ตัวเลขดัชนีเงินเฟ้อทั่วไป (CP) สหรัฐอเมริกาในเดือนมีนาคมปรับตัวขึ้นอยู่ที่ 3.5% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งสูงกว่าเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อทั่วไป ที่ระดับ 2% ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ออกมาประกาศว่ายังไม่รีบปรับลดดอกเบียนโยบาย ส่วนตลาดก็คาดการณ์ธนาคารกลางสหรัฐอาจชะลอการปรับลดอัตราดอกเบี้ยออกไปจาก ที่เคยคาดการณ์ว่าจะเป็นเดือนมิถุนายนยึดไปเป็นเดือนกันยายนนี้แทน หรืออาจมีการเปลี่ยนแปลง จำนวนครั้งของการปรับลดอัตราดอกเบี้ย จากที่เคยคาดไว้ว่าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยลงถึง 6 ครั้ง ก็จะเหลือเพียง 3 ครั้ง

    สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำโลกในระยะข้างหน้ามีทั้งปัจจัยบวกและ ปัจจัยลบที่ต้องจับตา โดยปัจจัยบวก ได้แก่ การที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเริ่มในรอบการประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (FOMC) เดือน กันยายนนี้ และจะปรับลดดอกเบี้ยต่ออีกในเดือนพฤศจิกายนและเดือนธันวาคม 2567 โดยลดดอกเบี้ย ครั้งละ 0.25% รวมทั้งหมด 0.75% จากปัจจุบันที่อยู่ระดับ 5.00-5.25% เป็น 4.25-4.50%

นอกจากนั้นสงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอลอาจจะกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นได้ในอนาคตและเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำ โดยอาจมีสงคราม คู่ใหม่ระหว่าง "จีน-ไต้หวัน" หรือเกาหลีเหนือและเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นเรื่องที่คาดการณ์ไม่ได้ส่วนปัจจัยลบที่สำคัญ ได้แก่ ตัวเลขเงินเฟ้อทั่วไป ของสหรัฐอเมริกายังทรงตัวในระดับสูงเหนือ 3% จากต้นทุนการผลิตทั่วโลกที่ปรับตัวขึ้นจากภาวะ ภัยแล้ง รวมถึงราคาน้ำมันที่ทรงตัวในระดับสูงเหนือ 80 เหรียญต่อบาร์เรล ทำให้ต้นทุนการผลิต สูงขึ้น และทำให้อัตราเงินเฟ้อ หรือ CPI ปรับตัวลดลงสู่กรอบเป้าหมายได้ยากขึ้น โดยปัจจัยสุดท้าย คือผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในเดือนพฤศจิกายน 2567 อาจทำให้มีการเปลี่ยนนโยบายด้านต่างประเทศหรือการสนับสนุนการเกิดสงครามเพิ่มขึ้น


ราคาทองคำเคลื่อนไหวย้อนหลัง 4-5 ปี

    ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก คาดการณ์ราคาทองคำโลกในปี 2567 อยู่ที่ 2,450 เหรียญต่อทรอยออนซ์ โดยได้แรงหนุนจากเฟดที่เตรียมจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปีเป็นจำนวน 3 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีความกังวลเรื่องสงครามระหว่างอิหร่านและอิสราเอลที่อาจทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยหนุนต่อราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้น

    ขณะเดียวกันยังประเมินทิศทางในปี 2568 ราคาทองคำยังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น เนื่องจากเฟดจะยังคงเดินหน้าการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอย่างต่อเนื่องอีก 4-6 ครั้ง ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำเป็นขาขึ้น 

    นอกจากนี้บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็กยังให้คำแนะนำการลงทุนในช่วงกลางปีนี้ว่า หากราคาทองคำสร้างฐานในกรอบ

2,275-2,300 เหรียญต่อทรอยออนซ์ได้แนะนำ "ให้ซื้อสะสม" เนื่องจากคาดว่า เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้ง ช่วงไตรมาส 4 ปี 2567 และจากความเสี่ยงเรื่องสงครามระหว่างอิหร่านและ อิสราเอลที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นจะเป็นอีกปัจจัยหนุนราคาทองโลก สำหรับจุดขายทำกำไร ที่แนวต้าน 2,400-2.450 เหรียญต่อทรอยออนซ์

​พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ 
ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทวายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (LG)

    ด้านนักค้าทองรายใหญ่ พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (LG) กล่าวว่า ราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงทำจุด สูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยการปรับขึ้นมาส่วนหนึ่งมาจากความกังวลต่อสถานการณ์ระหว่างอิสราเอล กับอิหร่านว่าอาจจะรุนแรงขึ้น ซึ่งการปรับตัวขึ้นมาของราคาทองคำจากปัจจัยนี้ถือเป็นการปรับขึ้นแบบ panic buy ที่ขึ้นอยู่กับความกังวลว่าสถานการณ์อาจรุนแรงมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม แม้สถานการณ์ดังกล่าวจะยืดเยื้อแต่ก็ไม่ได้มีสัญญาณความรุนแรงที่มากขึ้น หรือไม่ได้มีความเสียหายมากนัก จึงทำให้ทองคำมีแรงขาย sell on fact ภายหลัง เช่นเดียวกับความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน

    "เหตุการณ์นี้ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่าจะพัฒนาไปในรูปแบบใด ดังนั้นในมุมกลับกันก็มีความเป็นไปได้ที่สถานการณ์รุนแรงมากขึ้น หรือ ถึงขั้นที่สหรัฐอเมริกาจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามโดยตรงในลักษณะที่คล้ายคลึงกับ 2 ครั้งล่าสุดในสงครามอิรัก-คูเวตที่สหรัฐอเมริกาเข้าร่วมด้วย หรือ วินาศกรรม 9/11 ซึ่งความรุนแรงในระดับดังกล่าวอาจหนุนราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้นได้ต่อ"

    จากการประเมินปัจจัยลบและปัจจัยบวกที่มีในปัจจุบัน วายแอลจีได้ปรับเป้าหมายราคาทองคำในปีนี้ใหม่เป็น 2,500 เหรียญต่อทรอยออนซ์ ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยพื้นฐานที่ไม่เกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบข้างต้นก็ยังมีปัจจัยสนับสนุนทองคำที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะความต้องการทองคำในระยะยาว ที่มั่นคงของธนาคารกลางทั่วโลกกว่า 1.000 ตันต่อปีเป็นแรงหนุนสำคัญ นอกจากนั้นยังมีประเด็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่หากภายในปีนี้สามารถปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงได้ถึง 3 ครั้ง ก็จะส่งผลให้ราคาทองคำมีโอกาสปรับขึ้นไปถึง 2,700 เหรียญต่อทรอยออนซ์

   สำหรับในระยะสั้นทองคำอาจมีความเสี่ยงและความผันผวนจากแรงเทขายทำกำไรจากการคลายความกังวลเหตุปะทะ ทำให้ราคาปรับตัวลดลงมาได้บ้าง ซึ่งอาจหลุดโซน 2,300 เหรียญต่อทรอยออนซ์แต่เชื่อว่าจะสามารถยืนได้เหนือ 2,200 เหรียญต่อทรอยออนซ์ ดังนั้นนักลงทุนที่ต้องการเข้าซื้อสามารถรอเข้าซื้อได้ที่ระดับดังกล่าว

    "ภาพรวมทั้งปียังมองบวก คงเป้าหมายที่ 2,500 เหรียญต่อทรอยออนซ์ และภาพรวมระยะยาว 2-3 ปี เทรนด์ราคาทองยังเป็นขาขึ้นอย่างชัดเจน เพราะธนาคารกลางทั่วโลกยังมีความต้องการสะสมทองคำ ต่อเนื่องถึงแม้อาจไม่มีเหตุการณ์ตะวันออกกลางและเฟดอาจมีการยืดระยะเวลาการลดอัตราดอกเบี้ย นโยบายออกไปในปีนี้ แต่เชื่อว่าในระยะ 2-3 ปี อัตราดอกเบี้ยต้องปรับลดลง เพราะการคงอัตราดอกเบี้ย สูงไว้ในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้มากเช่นกัน"


TAGGED ON