ถอดแนวคิดนักปั้นที่ดินทำเลทอง “ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์” แห่ง “สโคป” กับการยกระดับที่พักอาศัยของคนไทยสู่ระดับเวิลด์คลาส - Forbes Thailand

ถอดแนวคิดนักปั้นที่ดินทำเลทอง “ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์” แห่ง “สโคป” กับการยกระดับที่พักอาศัยของคนไทยสู่ระดับเวิลด์คลาส

FORBES THAILAND / ADMIN
29 Nov 2022 | 05:55 PM
READ 1415

ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่อยากจะยกระดับการพักอาศัยของคนไทยสู่ระดับเวิลด์คลาส “ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์” นักปั้นที่ดินทำเลทองที่ผ่านประสบการณ์การพัฒนาคอนโดมิเนียมมาแล้วกว่า 3 ทศวรรษ และเข้าใจการใช้พื้นที่ในทุกตารางนิ้วของที่พักอาศัยแนวสูง จึงใช้ประสบการณ์เหล่านั้น บวกกับความเชี่ยวชาญและความชำนาญต่างๆ ที่มี ทุ่มเทให้กับบริษัท สโคป ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่กำลังเผยโฉมโครงการคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรีที่มีความเข้าใจไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของผู้พักอาศัยในเซกเมนต์นี้อย่างแท้จริงเป็นแห่งแรกในประเทศไทย

“คอนเซ็ปท์ในการพัฒนาที่อยู่อาศัยของผมคือ Life at its Finest” ยงยุทธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เกริ่นถึงคีย์คอนเซ็ปท์ในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ด้วยความเชื่อที่ว่า การอยู่อาศัยเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด

“การพัฒนาโครงการที่พักอาศัยให้ Finest ของเราประกอบด้วย 3 เรื่องหลัก คือ Location, Design และ Service เพราะคนเราอยู่บ้านไม่ได้ต้องการอะไรไปมากกว่านี้”

ยงยุทธ ชัยพรหมประสิทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สโคป จำกัด

เลือกทำเลที่ No Doubt

แน่นอนว่าทำเลที่ตั้งเป็นเรื่องสำคัญมากและต้องมาเป็นอันดับหนึ่งตามสูตรสำเร็จในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นประเภทใดก็ตาม โดยทำเลที่ดีที่สุดสำหรับการพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับซูเปอร์ลักชัวรีจะต้องเป็นทำเลเวิลด์คลาสเท่านั้น แต่สิ่งที่ยงยุทธผู้คร่ำหวอดในวงการอสังหาริมทรัพย์ มองละเอียดและลึกไปกว่าเรื่องของทำเล นั่นคือ Surrounding

“เราต้องเลือกทำเลเวิลด์คลาสสำหรับพัฒนาโครงการระดับซูเปอร์ลักชัวรี เช่น ถ้าพูดถึง New York เราจะนึกถึง Fifth Avenue ถ้าเป็น LA ก็จะต้องเป็น Rodeo Drive หรือที่ Tokyo ก็จะนึกถึง Ginza ย่านเหล่านี้ล้วนเป็นแหล่งช้อปปิ้งลักชัวรีแบรนด์ชื่อดังของเมือง เป็นทำเลที่ดีที่สุดและแพงที่สุด ซึ่งในกรุงเทพฯ หลังสวนถือเป็นทำเลพักอาศัยที่มีระดับและเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ อยู่ใกล้แหล่งช้อปปิ้งที่ดีที่สุดในประเทศไทย และรายล้อมไปด้วยโรงแรมระดับ 5-6 ดาว”

หลังสวนยังเป็นที่ตั้งของ SCOPE Langsuan โครงการแฟล็กชิปของบริษัทบนที่ดินที่บริษัทชนะการประมูลในปี 2561 ด้วยตัวเลขสูงถึง 3 พันล้านบาท หรือตารางวาละ 3.1 ล้านบาท ทุบสถิติราคาที่ดินต่อตารางวาสูงที่สุดในขณะนั้น ซึ่งปัจจุบันราคาที่ดินย่านนี้พุ่งทะลุ 4.5 ล้านบาทต่อตารางวาไปแล้ว

SCOPE Langsuan มีมูลค่าโครงการถึง 9 พันล้านบาท ซึ่งโครงการได้ก่อสร้างแล้วเสร็จ พร้อมโอนห้องได้ในเดือนพฤศจิกายน นอกจากโครงการนี้แล้ว ปัจจุบันบริษัทมีโครงการคอนโดมิเนียมที่อยู่ระหว่างการพัฒนาอีก 3 โครงการ ได้แก่ SCOPE Thonglor, SCOPE Promsri และ SCOPE Prasarnmitr ซึ่งแต่ละโครงการล้วนตั้งอยู่ในทำเลที่เรียกได้ว่า No Doubt

“บริษัทเน้นการพัฒนาระดับลักชัวรีไปจนถึงซูเปอร์ลักชัวรี ถ้าเห็นชื่อ SCOPE อยู่ในทำเลไหน แปลว่าทำเลนั้นผ่าน”  ยงยุทธ กล่าวเสริม

​สำหรับทำเลพร้อมศรี แม้จะไม่ได้เป็นทำเลดังเหมือนพร้อมพงษ์และทองหล่อ แต่เป็นทำเลที่คนย่านสุขุมวิท โดยเฉพาะอย่างยิ่งซอยสุขุมวิท 49 และซอยสุขุมวิท 39 หรือซอยพร้อมพงษ์ที่มีซอยพร้อมศรีเป็นถนนเชื่อม รู้จักและคุ้นเคยเป็นอย่างดี โดยทำเลนี้ยังเชื่อมต่อไปยังซอยสุขุมวิท 55 หรือซอยทองหล่อ ถือเป็นทำเลที่มีสไตล์ เป็นโลคัล คอมมิวนิตี้ย่านเศรษฐีพักอาศัย กลุ่มลูกค้าของโครงการ SCOPE Promsri ซึ่งเป็นคอนโดขนาด 8 ชั้น จึงเป็นผู้พักอาศัยในย่านนี้ที่ต้องการขยับขยายที่พักอาศัย

​“ทองหล่อเป็นอีกหนึ่งทำเลที่ No Doubt” ยงยุทธ กล่าว “SCOPE Thonglor ตั้งอยู่ริมถนนใหญ่ ซึ่งวันนี้ราคาที่ดินขยับขึ้นไปที่ 3 ล้านบาทต่อตารางวาแล้ว ด้วยราคาที่ดินที่มีมูลค่าสูงประกอบกับลูกค้ากลุ่มเป้าหมายของย่านทองหล่อต้องการความเอ็กซ์คลูซีฟ เราจึงพัฒนาโครงการเป็นแบบ Full-Floor Penthouse ด้วยความสูง 32 ชั้น แต่มีเพียง 18 ยูนิตสำหรับ 18 ครอบครัวเท่านั้น โดยมีราคาเริ่มต้น 150 ล้านบาท”

​ใช้ดีไซน์ระดับเวิลด์คลาส

นอกจากการทุ่มเม็ดเงินลงทุนไปกับที่ดินแปลงสวยทำเลสุดยอดแล้ว บริษัทยังลงทุนด้านดีไซน์ เพื่อพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมระดับลักชัวรีและซูเปอร์ลักชัวรีให้มีคุณภาพระดับเวิลด์คลาสสำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย นั่นคือ International Premium ซึ่งเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ เรียนต่างประเทศ เห็นโลกมาเยอะ และอยากเห็นตึกดีไซน์สวย คอนโดที่พักอาศัยที่ดูดีมีสไตล์

“กลุ่มนี้เมื่อเรียนจบและกลับมาเมืองไทยก็มองหาที่พักอาศัย แต่ยังหาที่ถูกใจไม่ได้ โครงการของเราจึงใช้ดีไซเนอร์ระดับโลกมาเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบ เช่น ที่โครงการ SCOPE Langsuan มี Kohn Pedersen Fox บริษัทสถาปนิกใน New York ซึ่งเป็นผู้ออกแบบ Hudson Yards ใน Manhattan เป็นที่ปรึกษาด้านสถาปัตยกรรมหลัก และได้ Thomas Juul-Hansen สุดยอดอินทีเรียร์ดีไซเนอร์ที่ออกแบบที่พักอาศัยระดับหรูหลายแห่ง เช่น One57 ที่ Billionaires’ Row ซึ่งเป็นย่านอพาร์ทเมนท์ระดับซูเปอร์ลักชัวรี มาเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบภายใน และที่โครงการล่าสุด SCOPE Prasarnmitr เรามี Isay Weinfeld ดีไซเนอร์ชื่อดังชาวบราซิลเป็นที่ปรึกษาด้านการออกแบบ”

Juul-Hansen ได้ออกแบบที่ SCOPE Langsuan โดยเน้นพื้นที่และแสงธรรมชาติ ทั้ง 130 ยูนิตมีความสูงจากพื้นถึงเพดานถึง 3.5 เมตร และ penthouse อีก 3 ยูนิต ความสูงจากพื้นถึงเพดาน 4 เมตร ถือเป็นขนาดที่สูงที่สุดในประเทศไทยและน่าจะเป็นหนึ่งในโครงการที่ให้ความสูงจากพื้นถึงเพดานสูงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แต่ละยูนิตใช้กระจกทั้งบานตั้งแต่พื้นจรดเพดาน เพื่อรับแสงธรรมชาติอย่างเต็มที่ ซึ่งยังเป็นกระจกประหยัดพลังงานที่สามารถลดความร้อนจากแสงยูวีด้วยความหนาถึง 3 เซนติเมตร พร้อมติดตั้งวัสดุกันเสียงที่กรอบหน้าต่าง เพื่อกันเสียงรบกวนจากภายนอกอาคาร

​“ภายใต้นิยามลักชัวรีของเรา นอกจากวัสดุที่เนี๊ยบและคุณภาพดี ยังต้องเป็นวัสดุที่คงทนในระยะยาวและดูแลรักษาง่าย ซึ่งโครงการ SCOPE Langsuan ตั้งอยู่บนที่ดินที่แพงที่สุดในประเทศไทย เราจึงต้องการพัฒนาให้เป็นหนึ่งในโครงการที่พักอาศัยที่ดีที่สุดในโลก”

​บริการที่เข้าใจไลฟ์สไตล์และตอบโจทย์การอยู่อาศัย

ประสบการณ์ด้านธุรกิจบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์หรือ Property Management ซึ่งเป็นงานแรกๆ ของยงยุทธ เมื่อบวกกับประสบการณ์ด้านการพัฒนาคอนโดมิเนียมที่เคี่ยวกรำมานาน ที่สำคัญเขายังเป็น Baby Boomer ที่อยู่คอนโดมิเนียมมากว่าค่อนชีวิต ทำให้เขารู้ดีว่าการบริการเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาคอนโดมิเนียม

​“ถ้าสินค้าตอบโจทย์และตรงกับความต้องการลูกค้า บริษัทที่ให้บริการลูกค้าดีก็จะขายดี จากประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้เราจัดการตั้งแต่การออกแบบ เพื่อให้บริการที่ดีที่สุดและตอบโจทย์การอยู่อาศัย เช่น การให้บริการ Valet Parking 24 ชั่วโมงที่ SCOPE Langsuan ซึ่งเป็นที่จอดรถแบบออโตเมติก เพื่อให้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลารอรถ และการให้บริการแม่บ้านทำความสะอาดสัปดาห์ละ 3 ครั้งในทุกยูนิต เพราะหลายคนไม่ต้องการทำความสะอาดเองและไม่ต้องการมีแม่บ้านประจำ ซึ่งบริการเหล่านี้อยู่ในค่าใช้จ่ายส่วนกลางที่ได้แจ้งกับผู้ซื้อไว้ตั้งแต่ต้นแล้ว”

​นอกจากนี้ ยังมี Mini Theatre ที่มีเครื่องเสียงระดับโลกอย่าง Bowers & Wilkins ห้อง Music Room ที่มีเครื่องดนตรีเกือบทุกประเภท เช่น กลอง กีต้าร์ไฟฟ้า เปียโน แซกโซโฟนสำหรับเด็กๆ ฝึกเล่นดนตรี รวมทั้ง Private Storage ซึ่งเป็นห้องเก็บเสื้อหนาวขนาด 200 ตารางเมตรที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิและห้องเก็บไวน์ความจุ 1,000 ขวด คอยให้บริการแบบมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม

​โครงการยังจัดสรรพื้นที่เพื่อเป็นห้องพักให้กับแม่บ้านส่วนกลางที่ให้บริการในโครงการและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เพราะให้ความสำคัญกับผู้มีหน้าที่ให้บริการที่เป็นหนึ่งในหัวใจหลักของงานบริการ ซึ่งที่ผ่านมา หลายๆ โครงการไม่มีพื้นที่ส่วนนี้ให้

​“ที่ชั้น 34 ซึ่งเป็นชั้นบนสุดที่ควรจะเป็น Penthouse แต่เรานำพื้นที่ทั้งชั้นประมาณ 700-800 ตร.ม. มาทำเป็นพื้นที่ส่วนกลาง ซึ่งถ้านำพื้นที่นี้มาขายจะมีมูลค่าถึง 400-500 ล้านบาท แต่เราใช้พื้นที่นี้เป็น Private Dining เพื่อให้ทุกคนในโครงการไม่ว่าจะอยู่ชั้น 5 หรือชั้น 30 มาใช้บริการและเอนจอยพื้นที่ที่ดีที่สุดของอาคารได้ทุกคน”

​ความกล้าทำอะไรใหม่ๆ ฉีกตลาดตลอดเวลา 30 ปี และความเข้าใจในไลฟ์สไตล์ของผู้พักอาศัยในคอนโดมิเนียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มลูกค้าในเซกเมนต์ลักชัวรี ตลอดจนผลงานการพัฒนาและดูแลโครงการคอนโดมิเนียมที่เข้าใจและใส่ใจในพื้นที่ทุกตารางนิ้ว เป็นเครื่องการันตีที่ทำให้ SCOPE Langsuan ซึ่งเป็นโครงการระดับซูเปอร์ลักชัวรีที่มีราคาเฉลี่ยถึง 5 แสนบาทต่อตารางเมตร สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 40% ก่อนที่โครงการจะก่อสร้างเสร็จ สวนทางกับสไตล์การซื้อโครงการในเซกเมนต์นี้ที่ลูกค้ามักจะต้องการเห็นยูนิตจริงก่อนตัดสินใจซื้อ

“ผมอยากยกระดับการพักอาศัยในคอนโดมิเนียมให้กับคนไทยสู่ระดับเวิลด์คลาส และเชื่อมั่นในบริการที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัย ซึ่งผมตั้งใจทำโครงการที่พักอาศัยให้ดีที่สุด เพราะบ้านคือการลงทุน คือ ความสำเร็จของผู้ซื้อ เมื่อเราตั้งใจทำให้ดี ลูกค้าแฮปปี้ เราก็แฮปปี้” ยงยุทธ กล่าว