SC รีแบรนด์ครั้งใหญ่! เปลี่ยนโลโก้ใหม่ในรอบ 20 ปี ลุยปรับพอร์ตกระจายความเสี่ยง ตั้งเป้าปี 69 รายได้ 2.5 หมื่นล้าน

SC รีแบรนด์ครั้งใหญ่! เปลี่ยนโลโก้ใหม่ในรอบ 20 ปี ลุยปรับพอร์ตกระจายความเสี่ยง ตั้งเป้าปี 69 รายได้ 2.5 หมื่นล้าน

SC Asset พลิกเกมรีแบรนด์ใหญ่-เปลี่ยนโลโก้ใหม่รอบ 20 ปี ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 กว่า 25,500 ล้านบาท ลุยปรับพอร์ต ดันสัดส่วนธุรกิจนอกที่อยู่อาศัยเกิน 30% พร้อมกำไรนิวไฮ 3,000 ล้าน ภายในปี 2573


    ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC กล่าวว่า โลกยุคปัจจุบันมีความแตกร้าว ขัดแย้ง และผันผวนในทุกภูมิภาค ทุกคนอยู่บนสถานการณ์เดียวกันคือ “ความเปลี่ยนแปลง” จากโลกที่ยึดหลักเกณฑ์ ไปสู่โลกที่สะสมพรรคพวก และเปลี่ยนจาก Globalization ไปสู่ Regionalization

    หลังจากจบโควิด-19 มีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย บนโลกที่เปลี่ยนแปลงขนาดนี้ สิ่งมีชีวิตที่อยู่รอดได้ต้องปรับตัว แบรนด์ก็เช่นเดียวกันที่ต้องวิวัฒนาการ ไม่เช่นนั้นก็จะสูญพันธุ์ไปในที่สุด

    “การปรับตัวเป็นหนึ่งในค่านิยมองค์กรของ SC เราใช้ความหลากหลาย รับมือกับความผันผวน โดยแบ่งธุรกิจออกเป็น 3 กลุ่ม เพื่อกระจายพอร์ตให้หลากหลาย และรับมือจากสถานการณ์”

    สถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ส่งผลให้ SC ปรับตัวล่วงหน้าตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา ทั้งการปรับโครงสร้างองค์กร จัดระเบียบทางการเงิน เพิ่มพันธมิตรร่วมลงทุน ตลอดจนการริเริ่มในธุรกิจใหม่ๆ ตามยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง

    โดยทยอยปรับโครงสร้างธุรกิจสู่พอร์ตโฟลิโอที่ครอบคลุม 3 กลุ่มเครื่องยนต์ธุรกิจ ได้แก่ อสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัย, อสังหาริมทรัพย์รายได้ประจำ และ ธุรกิจใหม่เพื่ออนาคตที่ดีขึ้น

    พร้อมตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนกำไรจากธุรกิจอสังหาฯ รายได้ประจำ และธุรกิจใหม่ให้มากกว่า 30% เพื่อผลักดันกำไรภาพรวมของ SC ให้สร้าง New High อีกครั้งภายในปี 2573 ที่ 3,000 ล้านบาท ควบคู่กับการผลักดันให้ทุกธุรกิจสร้างคุณค่าให้คนและโลก

    ที่สำคัญ ในปี 2569 บริษัทได้รีแบรนด์ครั้งใหญ่ ด้วยการปรับเปลี่ยนโลโก้และภาพลักษณ์ในรอบ 20 ปี เพื่อสร้างภาพลักษณ์องค์กรที่เป็น “มากกว่าที่อยู่อาศัย” และสื่อสารเข้าถึงกลุ่มผู้คนที่หลากหลายมากขึ้น ครอบคลุมทั้งลูกค้า พนักงาน คู่ค้า นักลงทุน และผู้มีส่วนร่วมอื่นๆ

    แม้ปีนี้เป็นปีที่ท้าทายสำหรับผู้ประกอบการในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อย่างไรก็ตามบริษัทไม่ได้ตั้งเป้าหมายเพียงการประคองตัว แต่ตั้งเป้าเดินหน้าสร้างการเติบโตในทุกตัวเลขสำคัญของธุรกิจ

    โดยตั้งเป้ารายได้รวมจากพอร์ตธุรกิจ (Portfolio Revenue) ตั้งเป้าไว้ที่ 25,500 ล้านบาท เติบโต 21% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา และเตรียมงบลงทุนสำหรับปีนี้ 8,000 ล้านบาท สำหรับการขับเคลื่อนทุกธุรกิจ ในขณะที่อัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (IBD/E) จะลดลงเหลือต่ำกว่า 1.2


ปี 69 เปิดใหม่ 6 โครงการ มูลค่า 2.8 หมื่นล้าน

    ในพาร์ตธุรกิจอสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัย ปัจจุบัน SC Asset มีโครงการทั้งหมด 98 โครงการ มูลค่ารวม 120,800 ล้านบาท และในปีนี้มีโครงการเปิดใหม่จำนวน 6 โครงการ มูลค่ารวม 28,500 ล้านบาท 

    แบ่งเป็นบ้านแนวราบ 4 โครงการ มูลค่า 3,000 ล้านบาท และคอนโดมิเนียม 2 โครงการ ซึ่งเป็น Branded Residence ระดับ Ultra Luxury แบรนด์ใหม่บนทำเลพระราม 4 ใกล้สวนลุมพินี ซึ่งอาจมีราคามากกว่า 600,000 บาทต่อตารางเมตร และยูนิตพิเศษอาจถึง 1 ล้านบาทต่อตารางเมตร ส่วนอีกโครงการอยู่ที่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาในย่านบางโพ ในราคา 150,000 บาทต่อตารางเมตร มูลค่ารวม 25,500 ล้านบาท 

    โดยตั้งเป้ายอดขายที่ 27,000 ล้านบาท โตจากปี 2568 ราว 33% เป้ายอดโอนกรรมสิทธิ์ที่ 23,000 ล้านบาท โดย ณ สิ้นปี 2568 มียอดขายรอโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) อยู่ที่กว่า 18,500 ล้านบาท ซึ่งประมาณ 40% จะทยอยรับรู้ในปี 2569  

    สำหรับคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างแล้วเสร็จและพร้อมโอน 2 โครงการใหญ่ มีมูลค่า Backlog ประมาณกว่า 7,000 ล้านบาท ซึ่งจะเข้ามาช่วยสนับสนุนรายได้ของบริษัทในปีนี้ ได้แก่ COBE Kaset-Sripatum ซึ่งเริ่มทยอยโอนบางส่วนไปแล้วตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา และจะมีการโอนเพิ่มมากขึ้นในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ส่วนอีกหนึ่งโครงการคือ COBE Ratchada-Rama 9

    ทั้งนี้ บริษัทฯ เตรียมเปิดตัวโมเดล “GenSCription” สำหรับการ “เช่าซื้อ” เพื่อแนวคิดตอบรับเทรนด์คนรุ่นใหม่ และเพิ่มโอกาสเข้าถึงที่อยู่อาศัยและความยืดหยุ่นในการอยู่อาศัย  โดยมี 3 ประเภท ได้แก่ เช่าเพื่อซื้อ, เช่าเพื่อการย้ายในอนาคต และการเช่าในระยะยาว


ตั้งเป้ารายได้ประจำ 2 พันล้าน

    สำหรับกลุ่มธุรกิจอสังหาฯ ที่สร้างรายได้ประจำ SC Asset ดำเนินงานครอบคลุมทั้งโรงแรม คลังสินค้า อาคารสำนักงาน และอพาร์ตเมนต์ให้เช่าในสหรัฐอเมริกา โดยตั้งเป้ารายได้รวม โตราว 70% ที่ 2,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้ ยังได้ขยายธุรกิจ Hospitality เพิ่มอีก 450 ห้อง ในแหล่งท่องเที่ยวชายทะเล เช่น พัทยาและภูเก็ต และพัฒนาคลังสินค้าโซน บางนา-EEC เพิ่มอีก 170,000 ตารางเมตร 

    พร้อมทั้งลงทุนธุรกิจใหม่ในพลังงานทางเลือก เพื่อรองรับการเติบโตของ Data Center ภายใต้บริษัท SCX 360 โดยในปี 2568 มีรายได้รวมอยู่ที่ 1,200 ล้านบาท



ลงทุน 1 พันล้าน ธุรกิจเพื่ออนาคต

    สำหรับธุรกิจใหม่เพื่ออนาคต ครอบคลุมธุรกิจบริการหลังการขาย, ธุรกิจดิจิทัล แพลตฟอร์ม และสุขภาพ  

    โดยตั้งเป้ารายได้ปีนี้ที่ 400 ล้านบาท โตจากปี 2568 ราว 60% และเตรียมงบลงทุนภายใน 3 ปีนี้รวม 1,000 ล้านบาท เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจกลุ่มนี้

    ทั้งนี้ ได้ขยายธุรกิจบริการหลังการขายจาก 150 โครงการ เป็น 260 โครงการ พร้อมเปิด LINTON บริการคอนเซียร์จ (Concierge) ที่ดูแลกลุ่มลูกบ้านระดับ Ultra Luxury ด้วยการก่อตั้งบริษัทใหม่ในชื่อ “SCANVA”




ภาพ : SC Asset



เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : “ตระกูลวานิช” เริ่มสร้าง NEXUS กลุ่มอาคารสำนักงานมูลค่า 3,000 ล้านบาท เฟสแรกของ Synthesis Ark Phuket

ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine