เปิดโรดแมป “จระเข้ คอร์ปอเรชั่น” ปี 2569 ลุยขยายตลาดภูมิภาคเอเชียอีก 1-2 แห่ง ในตลาดเดิมเตรียมเปิดสำนักงานที่ฮานอยและเปิดประเทศใหม่เพิ่มด้วย หวังดันสัดส่วนรายได้ส่งออกเพิ่มเท่าตัว ขณะเดียวกันเตรียมบาลานซ์ความเสี่ยง เพิ่มรายได้จากพอร์ต “ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างเคมีภัณฑ์” และ “สี” พร้อมปั้น “JORAKAY Easy’’(จระเข้อีซี่) แบรนด์วัสดุตกแต่งแนวไลฟ์สไตล์ เจาะลูกค้าวงกว้าง B2C หวังโตระยะยาว
ภายหลังจากที่ จระเข้ คอร์ปอเรชั่น บริษัทนวัตกรรมก่อสร้างสัญชาติไทย ได้สร้างฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งในเมืองไทยมา 33 ปีเต็ม ด้วยส่วนแบ่งตลาดกาวซีเมนต์และกาวยาแนวกว่า 50% ในปีนี้ บริษัทจะขยายตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มากขึ้น เพราะการสร้างรายได้จากธุรกิจกาวซีเมนต์และกาวยาแนวให้เติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างในอดีตค่อนข้างเป็นไปได้ยาก เพราะส่วนแบ่งตลาดที่มีเกินครึ่งแล้วนั่นเอง
ดร.จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท จระเข้ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้นำนวัตกรรมเพื่องานก่อสร้าง ซ่อมแซม และตกแต่งครบวงจร เปิดเผยว่า จระเข้ได้ขยายธุรกิจเข้าไปในประเทศเวียดนามเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา และมีการจัดตั้งบริษัท จระเข้ เวียดนาม จำกัด พร้อมสำนักงานในนครโฮจิมินห์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2566 ทำให้บริษัทเข้าใจ consumer insight ของลูกค้าเวียดนามได้ดีขึ้น สะท้อนจากการเติบโตของรายได้เป็นตัวเลขสองหลักที่สูงถึง 47 เปอร์เซ็นต์ (อัตราแลกเปลี่ยนของท้องถิ่น) ในปีที่ผ่านมา
ประกอบกับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเวียดตามตอนเหนือ ทำให้บริษัทจะเข้าไปรุกตลาดทั่วประเทศ โดยเปิดสำนักงานใหม่ในกรุงฮานอย ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จในเร็วๆ นี้

พงษ์พันธุ์ ประทีปมโนวงศ์ กรรมการบริหาร บริษัท จระเข้ เวียดนาม จำกัด กล่าวว่า เวียดนามเป็นตลาดศักยภาพสูงที่ จากข้อมูลพบว่า ตลาดก่อสร้างของเวียดนามมีมูลค่าราว 80,000 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์การเติบโตเฉลี่ยปีละ 7-8%
ทั้งนี้ การเติบโตของตลาดก่อสร้างในเวียดนาม นอกจากจะมาจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐแล้ว ยังมาจากการขยายตัวของเมืองและภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งส่งผลให้ความต้องการวัสดุก่อสร้างเพิ่มสูงขึ้น และเป็นโอกาสของตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและได้มาตรฐาน
ด้าน ดร.จิรัฏฐ์ ขยายความว่า “เรามีส่วนแบ่งตลาดในตลาดกาวซีเมนต์และกาวยาแนวในไทยมากกว่า 50% แล้ว โอกาสที่จะสร้างธุรกิจนี้ในไทยให้เติบโตแบบก้าวกระโดดเหมือนในอดีตคงยาก เราจึงขยายตลาดไปในภูมิภาคนี้มากขึ้น ทั้งประเทศเดิมและประเทศใหม่ๆ ที่เข้าไปทำการสำรวจตลาดมาแล้วทั้งในมาเลเซีย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ เนื่องจากประเทศเหล่านี้มีการเติบโตของเศรษฐกิจ ขนาดประชากรที่ใหญ่ และมีเอกชนกระโดดเข้าไปลงทุนอย่างต่อเนื่องแล้ว
“อีกเรื่องหนึ่งที่เราต้องพิจารณา ก่อนจะไปปักหมุดประเทศใด คือ ความสามารถในการแข่งขันของเรา ถ้าไปแล้วเรามีโอกาสชนะมากแค่ไหน เรายังไม่สามารถระบุประเทศที่จระเข้จะขยายตลาดเข้าไปในปีนี้ แต่คาดว่าจะมีแน่นอนในปีนี้” ดร.จิรัฏฐ์กล่าว
เขากล่าวต่อว่า ปัจจุบันจระเข้ขยายธุรกิจใน 3 ประเทศ คือ เวียดนาม เมียนมา และลาว โอกาสขยายตลาดในเวียดนามยังมีต่อเนื่องจากโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐและการขยายตัวของเมือง ขณะที่เมียนมา แม้จะมีการเติบโตช้าแต่ยังมีศักยภาพในระยะยาว ส่วนลาว ตลาดเติบโตจากการลงทุนโครงการเชิงพาณิชย์ โรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ของต่างชาติ โดยเฉพาะจีน
อย่างไรก็ตาม บริษัทพบว่ายังมีความท้าทายในบางเรื่อง อาทิ กฎระเบียบศุลกากรที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศ อัตราภาษีนำเข้าและข้อจำกัดด้านการกระจายสินค้า คู่แข่งจากจีน เวียดนาม และแบรนด์ท้องถิ่นที่มีราคาถูกกว่า รวมทั้งแรงงานที่ขาดความชำนาญ

ด้าน พงษ์พันธุ์ ระบุว่า “ที่ตลาดเวียดนาม เราพบว่ามีสินค้าเลียนแบบสินค้าของตราจระเข้จำนวนมาก ซึ่งเราจะดำเนินการตามกฎหมาย และพยายามสร้างแบรนด์จระเข้ผ่านกิจกรรมต่างๆ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เพื่อสื่อสารให้ลูกค้าทราบว่าของแท้และของเลียนแบบต่างกันอย่างไร”
ดร.จิรัฏฐ์ กล่าวต่อว่า การขยายตลาดในเวียดนามทั่วประเทศ จะเป็นส่วนหนึ่งที่จะผลักดันให้สัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศของจระเข้เพิ่มเป็น 20%ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนอยู่ราว 10% โดย 2 ประเทศหลักที่ทำรายได้เกือบ 50% ของรายได้ต่างประเทศทั้งหมด ได้แก่ เวียดนาม และเมียนมา ที่เหลือมาจากประเทศในกลุ่ม CLMV
นอกจากนี้แล้ว ในปีนี้จระเข้ยังตั้งเป้าขยายธุรกิจเคมีก่อสร้างที่เกี่ยวกับงานพื้นคอนกรีต เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์หลักในการสร้างการเติบโตของรายได้ในระยะยาว ด้วยการเปิดตัวแคมเปญและผลิตภัณฑ์ใหม่ครอบคลุมกลุ่มสินค้าสำคัญ อาทิ นวัตกรรมงานพื้น (Flooring) แคมเปญกาวซีเมนต์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตสินค้าในทุกกลุ่มงานก่อสร้าง ทั้งตลาดในประเทศและขยายโอกาสและความร่วมมือในภูมิภาคอาเซียนด้วย
ขณะเดียวกันในวันนี้ บริษัทได้เปิดตัวแบรนด์ “JORAKAY Easy” (จระเข้อีซี่) อย่างเป็นทางการ โดยเป็นสินค้าวัสดุตกแต่งที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ “จระเข้อีซี่” จะทำตลาดภายใต้บริษัท "เค เซอรา" ซึ่งเป็นบริษัทในเครือที่บริหารงานโดย ชินธร อรรถสารประสิทธิ์ ผู้บริหารรุ่นใหม่จากตระกูลอรรถสารประสิทธิ์
เค เซอรา จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนธุรกิจกลุ่มอุปกรณ์กระเบื้องและวัสดุตกแต่งของบริษัท เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองหามากกว่าแค่วัสดุก่อสร้าง เค เซอรา ได้เริ่มวางจำหน่ายสินค้าซ่อมแซม ตกแต่ง และทำความสะอาดบ้านภายใต้แบรนด์ JORAKAY Easy ตอบโจทย์เจ้าของบ้านยุคใหม่ที่ชอบศึกษาหาความรู้เรื่องการซ่อมบ้าน ซึ่งจระเข้พบว่าการดูแลรักษาและซ่อมแซมบ้านเอง กลายเป็นงานอดิเรกของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก ไลน์อัพสินค้าจึงออกแบบมาให้ใช้งานง่าย เข้าใจมือใหม่ และมาพร้อมวิธีใช้งานอย่างละเอียด

“ตลาดวัสดุตกแต่งบ้านในวันนี้ไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องคุณภาพอีกต่อไป ผู้บริโภคยุคใหม่มองหาสินค้าที่ตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันการใช้งานและดีไซน์ที่สะท้อนตัวตนของตัวเอง เค เซอรา จึงวางทิศทางแบรนด์ให้ผสานทั้งดีไซน์และฟังก์ชันอย่างลงตัว เพื่อก้าวจากแบรนด์วัสดุตกแต่งบ้านสู่แบรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผู้บริโภคอย่างแท้จริง เค เซอรา จะเป็นหน่วยขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ของเครือจระเข้ โดยโมเดลของ JORAKAY Easy จะสามารถขยายสเกลในระดับองค์กร และรองรับการเติบโตของกลุ่มในระยะยาว” ชินธร อรรถสารประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค เซอรา จำกัด กล่าว
JORAKAY Easy มีไลน์อัพสินค้าที่เข้าใจมือใหม่ ใช้งานได้จริง และเข้าถึงได้ง่ายทั้งหมด 5 หมวด ได้แก่ สินค้าทำความสะอาด สินค้าซ่อมแซม สินค้าอุปกรณ์ของใช้ในบ้าน สินค้าเพื่อความปลอดภัย และสินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง ในเฟสแรกสินค้านี้จะจำหน่ายเฉพาะช่องทางออนไลน์ ทั้ง Shopee, Lazada และ TikTok Shop
“เราจะสร้างให้ JORAKAY Easy เป็น Top of Mind ในกลุ่มวัสดุตกแต่งบ้านของไทยและมี product champion ในผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท เหมือน ‘จระเข้เขียว’ ที่เป็น Top of Mind ในตลาดกาวซีเมนต์และกาวยาแนว คาดการณ์ว่ารายได้ของ JORAKAY Easy จะเติบโต 10% ภายในปีนี้” ดร.จิรัฏฐ์กล่าว

ตามโรดแมปการขยายผลิตภัณฑ์เคมีก่อสร้าง สี และสินค้าวัสดุตกแต่ง จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สัดส่วนรายได้ของธุรกิจ ที่นอกเหนือจากกาวซีเมนต์และกาวยาแนวเพิ่มขึ้นเป็น 30-40 เปอร์เซ็นต์ของพอร์ตจระเข้ทั้งหมดในอนาคต จากปัจจุบันที่รายได้หลักราว 80 เปอร์เซ็นต์อยู่ที่กาวซีเมนต์และกาวยาแนว
“กว่า 3 ทศวรรษที่ผ่านมา จระเข้ คอร์ปอเรชั่น พิสูจน์ว่าแบรนด์สัญชาติไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ด้วยนวัตกรรมและคุณภาพ วันนี้ ภายใต้ทีมผู้บริหารชุดใหม่ จระเข้เดินหน้าเพื่อพาจระเข้สู่การเติบโตอย่างมั่นคงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ด้วยนวัตกรรมและบริการใหม่ที่จะช่วยยกระดับชีวิตผู้คน และสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการก่อสร้าง ที่เผชิญความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และการแข่งขันในระดับภูมิภาค” ดร.จิรัฏฐ์ กล่าว
ทั้งนี้ ธุรกิจก่อสร้างในไทยที่มีมูลค่าราว 1.5 ล้านล้านบาทในปี 2568 เติบโตจากปีก่อนหน้า 6.5% จากการฟื้นตัวของอสังหาริมทรัพย์ แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ และการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)
สำหรับรายได้ของบริษัทในปีที่ผ่านมา เติบโตประมาณ 4% และรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดกาวซีเมนต์และกาวยาแนวด้วยส่วนแบ่งกว่า 50% ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงและสภาพเศรษฐกิจที่มีความท้าทาย ความสำเร็จของจระเข้ เกิดจากการนำเสนอสินค้าคุณภาพที่เข้าใจคนใช้งาน ใส่ใจผู้อยู่อาศัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ การนำ Dustless Technology มาใช้กับกาวซีเมนต์รายเดียวในไทยที่ลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นถึง 80 เปอร์เซ็นต์ รวมทั้งเครือข่ายพาร์ทเนอร์ร้านค้าที่แข็งแกร่งกว่า 3,000 แห่งทั้งในและต่างประเทศ
ดร.จิรัฏฐ์ ตั้งเป้าจะเติบโตรายได้ของจระเข้ประมาณ 5-6 เปอร์เซ็นต์ในปีนี้ และคาดว่าตลาดก่อสร้างไทยจะเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียว จากความท้าทายของการเมืองในประเทศ และปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แต่หากการเมืองนิ่งและทำให้ขับเคลื่อนเรื่องปากท้องได้ จะสร้างความเชื่อมั่นและดึงภาคเอกชนเข้ามาลงทุนมากขึ้น การฟอร์มทีมรัฐบาลเมื่อเร็วๆ นี้เป็นปัจจัยบวกเล็กๆ ให้กับอุตสาหกรรมนี้
“เรายังขยายธุรกิจต่อเนื่อง แต่ทำด้วยความระมัดระวัง และพร้อมปรับตัวหากสถานการณ์สู้รบยืดเยื้อ จากสถานการณ์ปัจจุบันคิดว่าปัญหาอาจจะไม่ยืดเยื้อ เราคงได้รับผลกระทบเรื่องต้นทุนราคาน้ำมันในระยะสั้น เนื่องจากมีการซื้อวัตถุดิบจากทางยุโรปด้วย ในขณะนี้เรายังมีสต๊อกวัตถุดิบเพียงพอรองรับตลาดในอีก 3 เดือน อย่างไรก็ตามหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น เราได้เตรียมหาแหล่งวัตถุดิบสำรองไว้แล้ว” ดร.จิรัฏฐ์กล่าว
ภาพ: จระเข้ คอร์ปอเรชั่น
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : แนวโน้มอสังหาฯ ปี 69 ภาพรวมไม่ต่างจากเดิม ตลาดบ้านมือสองคึกคัก ฝั่งรีเทล พื้นที่แซงดีมานด์ผู้เช่า
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

