ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกที่ชะลอตัวลงและประเด็น 'สงคารม' ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบางประเทศ ส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจไทยต่อเนื่องมายังตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 2569 จึงทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านอสังหาฯ หลากหลายแบรนด์ต้องกดปิดสวิตช์ชะลอการเปิดตัวโครงการใหม่ถึง 40-50% เอาไว้ แล้วเร่งทยอยเคลียร์แต่ละโครงการที่ยังมีเหลืออยู่ในสต็อกให้หมดก่อน
"เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้" หนึ่งในยักษ์ใหญ่ผู้ครองอาณาจักรอสังหาฯ อย่างครบถ้วนถึง 6 หมวดธุรกิจ ยังต้องปรับแผนให้ธุรกิจด้าน "ที่อยู่อาศัย" อยู่ในโหมด "ชะลอตัวและระมัดระวัง" มากขึ้นเช่นกัน หลังจากภาพรวมกลุ่มที่อยู่อาศัยระดับล่าง-กลางต้องซบเซาหนักจากปัญหาหนี้ครัวเรือนและการถูกปัดตกในการสินเชื่อจากธนาคาร ขณะที่ตลาดระดับบนเน้นเจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง ไม่ว่าจะเป็นคอนโดหรูสุดลักชัวรี่ในย่านใจกลาง CBD หรือบ้านเดี่ยวสุดลักชัวรี่ที่มีราคาตั้งแต่ 10-100 ล้านขึ้นไป ยังคงมีทิศทางการเติบโตได้ แต่ทั้งนี้จะต้องเข้าใจไลฟ์สไตล์คนยุคใหม่ด้วยว่าจะใช้แค่เรื่องดีไซน์การออกแบบและการตกแต่งที่หรูหรามาดึงดูดใจคงยังไม่พอ เพราะคนยุคนี้ใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนมากขึ้นกว่าในอดีต
สมบูรณ์ วศินชัชวาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดบ้านเดี่ยวสุดหรูภายในโครงการ เดอะ แกรนด์ ริเวอร์ฟร้อนท์ ราชพฤกษ์-พระราม 5 ต้อนรับทีมงาน Forbes Thailand พร้อมให้ข้อมูลสุดเอ็กซ์คลูซีฟว่า ภาพรวมของตลาดอสังหาฯ "ที่อยู่อาศัย" ในปีนี้ ซึ่งเป็น 1 ใน 6 กลุ่มธุรกิจที่บริษัทดำเนินการอยู่ค่อนข้างเหนื่อยจริง เห็นได้จากช่วงครึ่งปีแรกรายได้ของผู้ประกอบการส่วนใหญ่ลดลง 20-30% และ margin หรือส่วนต่างของกำไรก็ลดลงแทบทุกบริษัท การสร้างโครงการบ้านระดับลักชัวรีในยุคนี้ก็ต้องตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าระดับบนให้ได้จริงๆ ว่าเขาต้องการอะไร ซึ่งเรื่องของ sustainability การใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนได้กลายมาเป็น 1 ในเหตุผลหลักที่เขาจะยอมจ่ายเงินเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
"เรามี DNA ตามแบบฉบับของเฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ที่การสร้างบ้านไม่ใช่แค่เน้นเรื่องดีไซน์ความสวยงาม แต่เราเน้นการสร้างบ้านให้คนอยู่มีสุขภาพที่ดี มีฟังก์ชันการใช้งานที่ยืดหยุ่น สมาชิกในครอบครัวสามารถใช้พื้นที่ร่วมกันได้ รองรับการทำงานอยูที่บ้านแบบ work from Home รองรับสัตว์เลี้ยงอยู่สบายระยะยาว บ้านที่ลูกค้าเราจะเสียเงินซื้อจึงควรเป็นแบบ sanctuary สถานที่ที่อยู่แล้วรู้สึกปลอดภัย กลับมาบ้านแล้วมีความสุข และที่สำคัญเลยคือ เรื่อง sustainability เราจะไม่ overclaim หรือ greenwashing เพราะอันไหนที่เราไม่ทำ หรือทำไม่ได้ เราจะไม่พูด และทุกอย่างภายในแต่ละโครงการจะต้องพิสูจน์ได้ว่าเราทำจริง” สมบูรณ์ กล่าว

พูดถึง DNA หลักในการสร้างบ้านเสร็จ รักษาการซีอีโอของเฟรเซอร์สจึงได้พาทัวร์พาชมบ้านในโครงการเดอะ แกรนด์ ริเวอร์ฟร้อนท์ ราชพฤกษ์-พระราม 5 โครงการที่มีมูลค่า 2,000 ล้านบาท ขนาดพื้นที่ 38-1-41.4 ไร่ สร้างเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น จำนวน 7 แบบ และมีทั้งหมด 95 ยูนิต ราคาขายบ้านเปล่าแต่ละยูนิตเริ่มตั้งแต่ 16-60 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งความแตกต่างของบ้านโครงการนี้เมื่อเทียบกับแบรนด์อื่นๆ ในละแวกเดียวกัน คือ เรื่องของทำเลที่ตั้งอันโดดเด่นติดริมแม่น้ำเจ้าพระยา อีกทั้งยังถือเป็นโครงการอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับ มาตรฐานอาคารเขียว LEED v4.1 Residential Single Family Home ระดับ Gold และเป็นรายแรกของไทยที่ได้รับ มาตรฐาน TREES - Home V.1.0 ระดับ Gold จากสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI) อีกด้วย



ทั้งนี้ มาตรฐานอาคารเขียว LEED (Leadership in Energy and Environmental Design) จากสถาบัน The U.S. Green Building Council® (USGBC) ประเทศสหรัฐอเมริกา ถือเป็นมาตรฐานการรับรองอาคารเขียวระดับโลก ครอบคลุมเกณฑ์หลักทั้งหมด 9 ด้าน ได้แก่
1. การวางแผนที่มีประสิทธิภาพของสถาปนิก วิศวกร ผู้เชี่ยวชาญ พร้อมประเมินการใช้พลังงานล่วงหน้าด้วยระบบ Energy Modeling เพื่อให้ได้ระบบอาคารที่สมบูรณ์ที่สุด
2. การเลือกทำเลที่ช่วยลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว สนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด และการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
3. การใช้พื้นที่อย่างยั่งยืนและรับผิดชอบต่อระบบนิเวศโดยรอบ เช่น การอนุรักษ์ต้นไม้เดิม การควบคุมหน้าดิน และการติดตั้งระบบกรองน้ำฝนให้ซึมกลับสู่ดินตามธรรมชาติ
4. การใช้ทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั้งภายในและภายนอกอาคาร ทั้งการเลือกใช้สุขภัณฑ์ ก๊อกน้ำเซนเซอร์ประหยัดน้ำ รวมถึงระบบรดน้ำต้นไม้แบบหยดและการเลือกปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย
5. เน้นลดการใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ การออกแบบระบบปรับอากาศ พร้อมเลือกใช้อุปกรณ์ประหยัดพลังงาน
6. การเลือกใช้วัสดุก่อสร้างและตกแต่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
7. การยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย เลือกใช้วัสดุที่ไม่มีสารระเหย มีระบบระบายอากาศที่ได้มาตรฐาน การออกแบบเปิดรับแสงธรรมชาติ และลดมลภาวะทางเสียง
8. การออกแบบเชิงนวัตกรรม (Innovation Design : ID) เช่น การใช้เทคโนโลยีใหม่เข้ามาช่วยประหยัดพลังงาน โดยการมี LEED Accredited Professional ในทีมงานเพื่อให้คำปรึกษา
9. ออกแบบฟังก์ชันที่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะด้านของแต่ละภูมิภาค เช่น พื้นที่เสี่ยงภัยแล้งจะได้คะแนนเพิ่มหากมีการออกแบบเพื่อประหยัดน้ำ


"เราทำทุกอย่างตามที่มาตรฐานของ LEED กำหนด ยกตัวอย่างเช่น การติดฉนวนกันความร้อนใต้หลังคาจากปกติความหนา 2 นิ้ว ก็เพิ่มเป็น 9 นิ้ว เพื่อป้องกันความร้อนเข้าสู่กรอบอาคารและช่วยลดอุณภูมิภายในบ้าน สามารถช่วยลดการใช้พลังงานได้มากถึง 75% หรือประมาณ 70,000 บาท/ ปี/ หลัง การติดตั้งหลังคาโซลาร์เซลล์ สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ประมาณ 5,700 kgCO2e/ ปี/ หลัง ช่วยประหยัดค่าไฟเฉลี่ยประมาณ 20,000 บาท/ปี หากบ้านนั้นมีพฤติกรรมใช้ไฟส่วนใหญ่ในตอนกลางวัน และการเลือกใช้สุขภัณฑ์ประหยัดน้ำ ที่สามารถช่วยประหยัดการใช้น้ำภายในบ้านได้ถึง 22% หรือคิดเป็นการประหยัด 164,567 ลิตรต่อปี เป็นต้น ซึ่งบ้านที่ได้มาตรฐาน LEED ในโครงการนี้ จะเป็นส่วนของบ้านทั้ง 4 แบบที่มีขนาด 100 ตารางวาขึ้นไป"
ขณะที่ มาตรฐาน TREES - Home V.1.0 ระดับ Gold จากสถาบันอาคารเขียวไทย (TGBI) ปัจจุบันทางเฟรเซอร์สได้นำมาใช้ในโครงการที่อยู่อาศัย เดอะ แกรนด์ ริเวอร์ฟร้อนท์ ราชพฤกษ์-พระราม 5, แกรมเมอร์ สาทร (แบบบ้าน sailhant, munich, luxembourg) และโครงการ กูร์เธ่ สุขุมวิท 76 (แบบบ้าน xenith, marvix และ lyra) โดยในอนาคต บริษัทฯ มีแผนที่จะพัฒนาโครงการอื่นๆ ด้วยมาตรฐาน TREES-Home ในบ้านทุกๆ หลังด้วย ซึ่งมาตรฐานนี้ จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้ากว่ากว่า 4,198 กิโลวัตต์ต่อปี หรือคิดเป็นเงินราว 20,987 บาท ต่อปี/หลัง จากการติดตั้งโซลาร์เซลล์, การติดตั้งระบบหมุนเวียนและฟอกอากาศบริสุทธิ์ (clean air) มีประสิทธิภาพในการกรองฝุ่นมลพิษ PM 2.5 สูงถึง 95%, การเลือกใช้สุขภัณฑ์ที่ได้รับรองมาตรฐาน มอก. ซึ่งช่วยให้ประหยัดน้ำได้มากกว่า 5% เมื่อเทียบกับมาตรฐานขั้นต่ำการประหยัดน้ำ และมีระบบถังดักไขมันเพื่อลดภาระให้กับระบบบำบัดน้ำเสีย รวมไปถึงการดำเนินการจัดสรรพื้นที่สีเขียวในโครงการอย่างเป็นระบบ (green space) สูงถึง 30% เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่น่าอยู่ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม รองซีอีโอของ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ยังบอกด้วยว่า แม้ต้นทุนในการสร้างบ้านที่ได้มาตรฐาน LEED จะเพิ่มขึ้น 10% ส่วนมาตรฐาน TREES จะเพิ่มขึ้น 2-3% ซึ่งบริษัทเลือกแบกรับต้นทุนไว้เองส่วนหนึ่ง แต่เพื่อให้ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันได้ เราจึงต้องยึดมั่น DNA ของการสร้างบ้านให้เป็นไปตามมาตรฐานดังกล่าว
"ลูกค้าระดับบนของตลาดอสังหาฯ กลุ่มลักชัวรี่ยังมีกำลังซื้ออยู่นะครับ โดยเฉพาะบ้านที่มีราคาหลังละ 20 ล้านบาทขึ้นไป แต่พวกเขาจะใช้เวลาในการเลือกซื้อและตัดสินใจนานขึ้นกว่าเดิม ซึ่งโดยเฉลี่ยจะมีการพาสมาชิกครอบครัวมาดูบ้านไม่ต่ำกว่า 4-5 รอบ ดังนั้นเราจึงต้องสร้างบ้านให้มีฟังก์ชันที่หลากหลาย มีความยืดหยุ่น ปรับใช้งานได้ง่าย รวมถึงดีไซน์ทุกอย่างภายในบ้านต่อเนื่องไปถึงสภาพแวดล้อมโดยรอบในโครงการจะต้องดีต่อสุขภาพของสมาชิกครอบครัวทุกคนในระยะยาว ซึ่งโครงการนี้เพิ่งเริ่มเปิดขายในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มียอดขายอยู่ราวๆ 10% ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้ตามสภาพของตลาดอสังหาฯ ที่ชะลอตัว แต่มั่นใจได้ว่าหากเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น โครงการนี้จะเป็นตัวเลือกที่ตอบโจทย์ลูกค้าโดยเฉพาะกลุ่มคนทำงานรุ่นใหม่ที่เน้นทำธุรกิจผ่านออนไลน์และเลือกใช้เวลาพักผ่อนอยู่กับบรรยากาศของบ้านสวยๆ ที่มีโครงการติดอยู่ริมโค้งแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างตรงใจ" สมบูรณ์ วศินชัชวาล รองซีอีโอ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ กล่าวทิ้งท้าย



ภาพ : เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : บิ๊กมูฟ 1.1 หมื่นล้านกลางสยามสแควร์! เซ็นทรัลพัฒนา ผนึก มิตซูบิชิ เอสเตท ปั้น “CenTRal cENtrAL” ชิงทำเลสี่แยกปทุมวัน ดีเดย์เปิดเฟสแรกปี 2570
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


