“ภูมิ จิราธิวัฒน์” เผยโครงการ InterContinental Residences Bangkok Asoke มูลค่า 5,500 ล้านบาท กวาดยอดจองแล้วกว่า 60% ภายในเวลาเพียง 6-7 เดือน หลังเปิดขายรอบ VIP แรงหนุนสำคัญมาจากกระแสการย้ายถิ่นฐานของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNWI) ทั่วโลก ที่มองประเทศไทยเป็นทั้งจุดหมายปลายทางเพื่อการอยู่อาศัยและการลงทุนระยะยาว
แม้ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ประเทศไทยจะติดหล่มต่อเนื่อง จากสภาวะกำลังซื้อในตลาดที่ยังซบเซา อันเป็นผลจากปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ครัวเรือนในระดับสูง รายได้ครัวเรือนที่ชะลอลง ข้อจำกัดในการเข้าถึงและการผ่อนชำระสินเชื่อที่อยู่อาศัย รวมถึงการชะลอการซื้อที่อยู่อาศัยออกไปจากสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน แต่ดูเหมือนว่าที่อยู่อาศัยในระดับอัลตร้าลักชัวรีจะสวนทางสภาพตลาดรวม
สะท้อนจากโครงการ Branded Residences ที่เพิ่งเปิดตัวในปลายปีที่แล้วอย่างโครงการ “InterContinental Residences Bangkok Asoke” ที่มีราคาเริ่มต้น 44.8 ล้านบาท สามารถกวาดยอดจองทะลุ 60% ในเวลาราวๆ 6-7 เดือนเท่านั้น
โครงการ “InterContinental Residences Bangkok Asoke” เป็นหนึ่งใน Branded Residences ภายใต้การพัฒนาของ บริษัท ซีจี แคปปิตอล แอดไวซอรี่ จำกัด หรือ CG Capital ซึ่งเป็นบริษัทผู้บริหารกองทุน private equity ในกลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และฮอสพิทาลลิตี้ ภายใต้เซ็นทรัล กรุ๊ป ซึ่งจะลงทุนเพื่อสนับสนุนธุรกิจการท่องเที่ยวในประเทศไทยเป็นหลัก โดยมีการลงทุนในโรงแรม คอนโดมิเนียม และมิกซ์ยูสที่เกี่ยวข้อง
สำหรับโครงการ “InterContinental Residences Bangkok Asoke” เป็นความร่วมมือระหว่าง CG Capital และ IHG Hotels & Resorts เป็นโครงการฟรีโฮลด์บนถนนสุขุมวิทใกล้แยกอโศก มูลค่าโครงการ 5,500 ล้านบาท

ภูมิ จิราธิวัฒน์ Managing Partner, Co-Founder บริษัท CG Capital จำกัด กล่าวว่า ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ประเด็นที่ทั่วโลกพูดถึงคือความเสี่ยงจากประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ แต่กลุ่มเซ็นทรัลมองการลงทุนในประเทศไทยเป็นแบบระยะยาว ทำให้กลุ่มเซ็นทรัลทั้งเครือยังคงเดินหน้าการลงทุนอย่างต่อเนื่อง เพราะในระยะยาวนั้นประเทศไทยยังคงน่าสนใจ
“สำหรับโครงการ InterContinental Residences Bangkok Asoke หลังจากเราเริ่มเปิดให้จองในรอบ VIP ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ก็ประสบความสำเร็จด้วยยอดจองราว 60% แล้ว ซึ่งกุญแจความสำเร็จมาจากทำเลใจกลางสุขุมวิท สามารถออก ถ.รัชดาภิเษก เชื่อมต่อกับ ถ.พระราม 4 ได้อย่างง่ายดาย ขณะที่แบรนด์ InterContinental ก็เป็นแบรนด์ที่คนทั่วโลกรู้จัก มีมาตรฐาน นอกจากนี้ราคาที่เราขายก็เป็นราคาที่ไม่ได้อยู่ในระท็อปของตลาด” ภูมิกล่าว

เขายกตัวอย่างให้ฟังว่า โครงการ Branded Residences ในระดับเดียวกัน ปีที่แล้วมีราคาอยู่ในหลัก 300,000 บาท/ตารางเมตร แต่ปีนี้ราคาขึ้นเป็น 500,000-600,000 บาท/ตารางเมตร ขณะที่โครงการ InterContinental Residences Bangkok Asoke ยังมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 390,000 บาท/ตารางเมตร
โครงการ InterContinental Residences Bangkok Asoke เป็นอาคาร 32 ชั้น มีจุดเด่นอยู่ที่มีห้องขนาดใหญ่ จำนวนทั้งหมด 88 ยูนิต โดยเริ่มต้นด้วยขนาด 2 ห้องนอน (พื้นที่เริ่มต้น 139 ตร.ม.) จำนวน 40 ยูนิต, ขนาด 3 ห้องนอน (พื้นที่เริ่มต้น 193 ยูนิต) จำนวน 46 ยูนิต ไปจนถึงเพนต์เฮ้าส์ทั้งหมด 2 ยูนิต โดยเพนต์เฮ้าส์ยูนิตที่ใหญ่ที่สุดเป็นรูปแบบ duplex มีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า 500 ตร.ม. ราคามากกว่า 200 ล้านบาท มีผู้สนใจจองไปเป็นปีที่เรียบร้อยแล้ว

“ยอดจองของเรามาจากคนไทยและต่างชาติในสัดส่วน 50:50 และคาดหวังว่าจะสามารถปิดการขายได้ในปีนี้ ก่อนจะเริ่มทยอยโอนในปี 2029” ภูมิกล่าว
ทั้งนี้ ชาวต่างชาติที่จองส่วนใหญ่เป็นชาวญี่ปุ่น โดยมองเป็นบ้านหลังที่ 2 ที่สามารถอยู่อาศัยได้จริง และยังตอบโจทย์เรื่องการลงทุนระยะยาวอีกด้วย
ผลตอบรับที่ดีของโครงการนี้ สอดคล้องกับแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับอัลตร้าลักชัวรีของประเทศไทยที่ยังคงมีแรงขับเคลื่อนที่ดีและสวนกระแสโลกอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูงระดับโลกกำลังเกิดการเคลื่อนย้ายครั้งใหญ่ (Global Wealth Migration)

โดยข้อมูลจาก Henley & Partners ระบุว่า จำนวนกลุ่ม HNWI (High-Net-Worth Individuals) ที่ตัดสินใจโยกย้ายถิ่นฐานทั่วโลก พุ่งสูงขึ้นจาก 51,000 รายในปี 2556 สู่ระดับ 142,000 รายในปี 2568 คิดเป็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดถึง 178% ในรอบ 12 ปี
ขณะที่ประเทศไทยยังคงรักษาสถานะความเป็น World Destination ที่มีความพร้อมและศักยภาพสูงรอบด้าน ทำให้ดีมานด์จากกลุ่มผู้ซื้อ HNWI ทั้งในและต่างประเทศไม่ได้ลดลง เพียงแต่พฤติกรรมมีความพิถีพิถันมากขึ้นในการเลือกสรรสินทรัพย์ สอดคล้องกับสถิติของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่อนุมัติวีซ่าพำนักระยะยาว (Long-Term Resident Visa) ให้กับกลุ่ม wealthy global citizens จากทั่วโลกแล้วกว่า 6,000 ราย นับตั้งแต่ปี 2565 โดยตัวเลขเหล่านี้ยืนยันว่าไทยไม่ได้เป็นเพียงจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่เป็นจุดหมายหลักที่กลุ่ม HNWI เลือกย้ายมาสำหรับอาศัยระยะยาวและลงทุน
ส่วนประเทศไทยโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร อยู่ในสถานะที่ได้รับผลกระทบเชิงบวกจากกระแสดังกล่าวโดยตรง ตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรีของไทยมีมูลค่ารวม 3.4 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2024 และคาดว่าจะเติบโตเฉลี่ยปีละ 3.4% จนถึงปี 2029 โดยได้รับแรงหนุนจากทั้งความต้องการในประเทศและต่างประเทศ
จากแนวโน้มความต้องการที่อยู่อาศัยระดับสูงที่เพิ่มขึ้น CG Capital ได้วางทิศทางการลงทุนโดยมุ่งเน้นไปที่โครงการอสังหาริมทรัพย์ประเภท Branded Residences ซึ่งเป็นเซกเมนต์ที่เติบโตที่สุด โดยปัจจุบันประเทศไทยสามารถครองส่วนแบ่งทางการตลาดของ Branded Residences สูงสุดเป็นอันดับ 1 ในเอเชีย ด้วยสัดส่วนถึง 23.3% ของมูลค่าตลาดรวมในภูมิภาคที่สูงถึง 2.66 หมื่นล้านเหรียญ นำหน้าฟิลิปปินส์ (17.3%) และเกาหลีใต้ (11.6%)
นอกจากนี้ CBRE Global Branded Residences ยังจัดอันดับให้ประเทศไทยติดอันดับที่ 4 ของโลกในแง่จำนวนโครงการ และยังมีถึง 2 เมืองในประเทศไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ และภูเก็ต ที่ติดอันดับ Top 10 ของโลกอีกด้วย

ภายใต้กองทุนแรก 10,000 ล้านบาทตั้งแต่เปิดตัว CG Capital ในปี 2024 ซึ่งก่อนหน้านี้ได้พัฒนาโครงการที่พักอาศัย Branded Residences อย่าง The Standard Residences, Phuket Bang Tao (เดอะ สแตนดาร์ด เรสซิเดนซ์ ภูเก็ต บางเทา) และโรงแรม The Peri Hotel Phuket Bang Tao (เดอะ เภรี โฮเต็ล ภูเก็ต บางเทา) มูลค่าการลงทุนรวมราว 5,000 ล้านบาท
ภูมิระบุว่า โครงการ The Standard Residences, Phuket Bang Tao ปัจจุบันมียอดจอง 85% แล้ว และจะเริ่มโอนในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ตั้งเป้าว่าจะมีโครงการ Branded Residences ที่ภูเก็ตอีกหนึ่งแห่ง ซึ่งยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด

ภาพ: CG Capital
เรื่องราวอื่นๆ ที่น่าสนใจ : ตระกูลจิราธิวัฒน์ เปิดตัว ‘CG Capital’ บริษัทบริหารกองทุน Private Equity
ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine


