AWC เตรียมทุ่ม 2 หมื่นล้านผุดมิกซ์ยูสกลางพัทยา พร้อมผนึกแมริออทปักธง 3 โรงแรมใหม่ - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Property
  • Travel >
  • AWC เตรียมทุ่ม 2 หมื่นล้านผุดมิกซ์ยูสกลางพัทยา พร้อมผนึกแมริออทปักธง 3 โรงแรมใหม่

AWC เตรียมทุ่ม 2 หมื่นล้านผุดมิกซ์ยูสกลางพัทยา พร้อมผนึกแมริออทปักธง 3 โรงแรมใหม่

กนกวรรณ มากเมฆ

แอสเสท เวิรด์ หรือ AWC ผนึกแมริออทผุด 3 โรงแรมใหม่ในพัทยา-ภูเก็ต โดย 2 โรงแรมในพัทยาจะอยู่ในโครงการมิกซ์ยูสระดับเมกะโปรเจ็กต์มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท

วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC เปิดเผยว่า จากความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนของบริษัท และการสร้างการเติบโตที่ดีให้กับประเทศ โดยอาศัยกลยุทธ์สร้างการเติบโตร่วมกับพาร์ทเนอร์ ซึ่ง AWC ได้เป็นพาร์ทเนอร์ร่วมกับแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนลตั้งแต่ปี 2013 ล่าสุดจึงได้ลงนามเซ็นสัญญากับแมริออทเพื่อนำ 3 แบรนด์โรงแรมระดับโลกมาสู่พัทยา 2 แบรนด์ และภูเก็ต 1 แบรนด์ โดยในพัทยาจะอยู่ในโครงการมิกซ์ยูสระดับเมกะโปรเจ็กต์พื้นที่ขนาด 16 ไร่

โครงการที่เราร่วมกับแมริออทที่ผ่านมาได้รับรางวัลระดับโลกมากมาย เรียกได้ว่าเราได้สร้างประสบการณ์ที่พิเศษให้กับผู้คนจากทั่วโลก ทั้งนี้ ปัจจุบันเรามีโรงแรมที่เป็นพันธมิตรกับแมริออท 9 แห่ง 3,452 ห้อง มีโครงการในอนาคตร่วมกันในกรุงเทพฯ 1 แห่ง ขนาด 800 ห้อง และอีก 3 โรงแรมที่เซ็นสัญญาร่วมกันในวันนี้คือที่พัทยาและภูเก็ตรวม 1,546 ห้อง หากแล้วเสร็จจะทำให้เรามีโรงแรมที่บริหารโดยแมริออทรวม 5,798 ห้อง ทำให้แอสเสท เวิรด์ คือหนึ่งในเจ้าของโรงแรมแบรนด์ในเครือแมริออทรายใหญ่ที่สุดในเอเชียแปซิก (ยกเว้นประเทศจีน) และหากรวมกับโรงแรมในเครือของบริษัททั้งหมด แอสเสท เวิรด์จะมีห้องพักรวม 6,826 ห้อง

วัลลภา กล่าวว่า เราเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยยังสามารถดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาได้ โดยกรุงเทพฯ ได้เป็นแชมป์จุดหมายปลายทางของโลกต่อเนื่อง ทำให้เรายังเชื่อมั่นถึงความแข็งแกร่งของศักยภาพการท่องเที่ยว ทั้งนี้ นอกจากกรุงเทพฯ แล้ว ภูเก็ตและพัทยาก็ยังเป็นจุดหมายปลายทางระดับท็อปของโลก ดังนั้นโครงการที่เราเซ็นสัญญาในวันนี้ถือเป็นการส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันของเมืองท่องเที่ยวหลักของประเทศ

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย (ระหว่างปี 2008-2018) มีการเติบโตถึง 16% ซึ่งเป็นผู้นำในภูมิภาคนี้ แม้มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้นในประเทศแต่ก็ยังเห็นการท่องเที่ยวเติบโตอย่างต่อเนื่อง ขณะที่การท่องเที่ยวเชิงประชุมสัมมนาก็มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จำนวนผู้เดินทางกลุ่ม MICE (ระหว่างปี 2012-2017) มีการเติบโตถึง 47.6% ทำให้นอกจากโครงการของเราในกรุงเทพฯ ที่จะเสริมธุรกิจ MICE แล้ว โครงการของเราที่พัทยาก็จะเป็นส่วนที่ส่งเสริมธุรกิจ MICE เป็นการสร้างคุณค่าให้กับประเทศ

วัลลภา กล่าวอีกว่า โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของไปป์ไลน์กลยุทธ์การสร้างการเติบโตของบริษัท โดยปัจจุบันบริษัทเป็นเจ้าของและผู้พัฒนาโรงแรมที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งหมดรวม 14 แห่ง 4,421 ห้อง และอยู่ระหว่างการปรับปรุงและพัฒนาอีก 13 แห่ง 4,085 ห้อง เมื่อการพัฒนาและปรับปรุงเสร็จสิ้นจะมีโรงแรมที่เปิดให้บริการรวม 27 แห่ง จำนวนห้องพักรวม 8,506 ห้องภายในปี 2568

ภายในปี 2568 แอสเสท เวิรด์ จะมีห้องพักรวม 8,506 ห้อง เพิ่มจากปัจจุบันเกือบ 2 เท่า

การพัฒนาปัจจุบันอยู่ในแผน 5 ปีของเราที่มีงบประมาณรวม 5.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งบอร์ดอนุมัติไว้ให้พัฒนาโรงแรม 13 โครงการ (รวม 3 โครงการในครั้งนี้ด้วย) โดยเป็นการรีแบรนด์ 4 โครงการ และสร้างใหม่ 9 โครงการ ขณะที่ในส่วนของงบประมาณ แบ่งออกเป็น งบสำหรับค่าที่ดิน 2.5 หมื่นล้านบาท และงบสำหรับปรับปรุงพัฒนา 3 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้เรายังอยู่ระหว่างศึกษาการพัฒนาหลังจากนี้ด้วย งบประมาณ 4.8 หมื่นล้านบาท

วัลลภา กล่าวอีกว่า การพัฒนาของเราต่อไปจะเน้นไปที่โครงการมิกซ์ยูสที่ผสานระหว่างการช็อปปิ้ง ไลฟ์สไตล์ และเอนเตอร์เทนเมนต์เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างสรรค์ประสบการณ์ให้เชื่อมต่อกับธุรกิจโรงแรม บนความตั้งใจให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ดีที่สุดของโลก พร้อมสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงาน

 

เมกะโปรเจ็กต์พัทยามูลค่า 2 หมื่นล้าน

สำหรับโครงการระดับเมกะโปรเจ็กต์ที่ใหญ่ที่สุดของเมืองพัทยา ( ขณะนี้ใช้ชื่อว่า AWC Center Pattaya) จะเป็นโครงการมิกซ์ยูสบนพื้นที่ขนาด 16 ไร่ ซึ่งประกอบไปด้วยอาคารสูง 60 ชั้นซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงแรมแมริออท 2 แบรนด์ (ภายในอาคารเดียวกัน) คือ โรงแรมเจดับบลิว แมริออท เดอะ พัทยา บีช รีสอร์ท แอนด์ สปา และโรงแรม พัทยา แมริออท มาร์คีส์ ซึ่งมีห้องพักรวม 1,298 ห้อง นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยรีเทลในคอนเซปท์ F&B Outlet เหมือนเอเชียทีค และกำลังคุยกับพาร์ทเนอร์เพื่อนำแอทแทรคชั่นระดับโลกเข้ามาอยู่ในโครงการนี้ด้วย

สำหรับโครงการมิกซ์ยูสที่พัทยา บอร์ดบริหารได้อนุมัติงบประมาณมาแล้ว 1.4 หมื่นล้านบาท แต่จากแผนที่เราคิดว่าจะดึงแอทแทรคชั่นรวมถึงขยายโครงการเพิ่มเติมคาดว่าจะใช้งบประมาณทั้งหมด 2 หมื่นล้านบาท (รวมที่ดิน) โดยคาดว่าในส่วนของรีเทลจะสามารถให้บริการได้ภายใน 4 ปี ส่วนโรงแรมคาดว่าจะใช้เวลาอย่างน้อย 5 ปีจากนี้จึงจะสามารถให้บริการได้ ซึ่งสอดรับกับการพัฒนาโครงการของภาครัฐ เช่น ไฮสปีดเทรน สนามบิน เป็นต้นวัลลภากล่าว

วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) และพาร์ทเนอร์จากแมริออท อินเตอร์เนชั่นแนล

วัลลภากล่าวอีกว่า คอนเซปท์ของโครงการมิกซ์ยูสที่พัทยามีความแตกต่างจากเอเชียทีคอยู่ที่การตกแต่งที่จะเน้นไปที่ศิลปะ โดยนำเอานิทานไทยเข้ามาวาดและระบายตามพื้นผนังเพื่อสร้างจุดถ่ายรูปให้กับนักท่องเที่ยว

พัทยามีจำนวนนักท่องเที่ยวเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 18% ต่อปี (นักท่องเที่ยวในประเทศ) หากโครงการของรัฐบาลแล้วเสร็จก็ช่วยส่งเสริมการเติบโตได้อีกมาก ซึ่งจะทำให้พัทยากลายเป็นจุดสำคัญที่จะขับเคลื่อนทั้งภาคเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทยวัลลภากล่าว

 

ทุ่ม 800 ล้านรีแบรนด์โรงแรมกลางเมืองภูเก็ต

ส่วนอีกหนึ่งแบรนด์ที่ AWC ร่วมเซ็นสัญญากับแมริออทในวันนี้คือ โรงแรม คอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ต ทาวน์ ซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองภูเก็ตพื้นที่ขนาด 6 ไร่ เป็นการรีแบรนด์โรงแรมโดยใช้งบประมาณรวม 800 ล้านบาท คาดว่าจะสามารถให้บริการได้ภายใน 2 ปี

สำหรับคอร์ทยาร์ด แมริออท ภูเก็ตนั้น โรงแรมเดิมเป็นที่จัดงานแต่งงานยอดนิยมของคนท้องถิ่นอยู่แล้ว ส่วนการรีแบรนด์ใหม่จะมาในคอนเซปท์ที่ดึงเสน่ห์ของศิลปะและความเป็นเมืองภูเก็ตเข้ามาใช้ มาพร้อมกับพื้นที่ประชุมสัมมนาที่ใหญ่ พร้อมใส่ไลฟ์สไตล์ของแบรนด์คอร์ทยาร์ด จึงเชื่อว่าที่นี่ไม่เพียงแต่จะดึงงานประชุมสัมมนาจากคนท้องถิ่น แต่จะสามารถดึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเข้ามาสัมผัสเสน่ห์ของภูเก็ตด้วย

 

เตรียมขยายโครงการเอเชียทีค

วัลลภา ยังเผยอีกว่า หนึ่งในแผนพัฒนาของแอสเสท เวิรด์ที่ร่วมกับแมริออทคือโครงการพัฒนาโรงแรมแมริออท เอเชียทีค ตั้งอยู่ใกล้กับเอเชียทีค เป็นโรงแรมขนาด 800 ห้อง มูลค่าโครงการกว่า 7 พันล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาในการก่อสร้างมากกว่า 5 ปี นอกจากนี้ยังมีการลงนาม MOU ร่วมกับพาร์ทเนอร์ในการพัฒนาพื้นที่ 20 ไร่ข้างเอเชียทีคเป็นพื้นที่ช็อปปิ้งในคอนเซปท์ F&B Outlet ด้วย

 


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP