เอ-วันกรุ๊ป ปรับโครงสร้างธุรกิจ ส่ง “เจน 3” พลิกโฉมโรงแรม-ร้านอาหาร - Forbes Thailand

เอ-วันกรุ๊ป ปรับโครงสร้างธุรกิจ ส่ง “เจน 3” พลิกโฉมโรงแรม-ร้านอาหาร

เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร / CONTRIBUTOR
06 Oct 2022 | 12:28 PM
READ 2653


กลุ่มโรงแรม เอ-วัน ปรับทัพธุรกิจใหม่ เปิดตัวทายาทรุ่นที่ 3 ปฏิวัติโรงแรม-ร้านอาหาร พร้อมทุ่มงบกว่า 250 ล้านบาท พลิกโฉมเครือโรงแรมเอ-วัน พัทยา รับไลฟ์สไตล์นักท่องเที่ยวในประเทศ คาดปีนี้เติบโตร้อยละ 20


กลุ่มโรงแรม เอ-วัน ที่มีเอกลักษณ์การดีไซน์โรงแรมเป็นรูปเรือ และถือเป็นหนึ่งในแลนดมาร์กสำคัญของเมืองพัทยา ได้ก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงอีกครั้งจากการเข้ามารับไม้ต่อของทายาทรุ่นที่ 3 ภายใต้สถานการณ์ของธุรกิจท่องเที่ยวของเมืองพัทยาที่เปลี่ยนแปลงไปจากผลกระทบของโควิด-19

สมชัย รัตนโอภาส ประธานกรรมการบริหารกลุ่มโรมแรม เอ-วัน กล่าวว่า การดำเนินธุรกิจโรงแรมในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามีความยากลำบากจากปัญหาวิกฤตโควิดที่เกิดขึ้น ซึ่งกลุ่มโรมแรม เอ-วันได้ใช้วิกฤตให้เป็นโอกาสเปิดให้คนรุ่นใหม่เข้ามาช่วยในการดำเนินธุรกิจ โดย ศุภชัย รัตนโอภาส บุตรชายคนโต เข้ามาเป็นผู้ช่วยประธานบริหารกลุ่มบริษัท เอ-วัน และกรรมการผู้จัดการโรงแรมมิตร์ พัทยา รับผิดชอบเรื่องมาร์เก็ตติ้ง โอเปอเรชั่น และบุตรชายคนเล็ก ภัทร์ รัตนโอภาส เป็นผู้ช่วยผู้จัดการ บริหารกลุ่มบริษัท เอ-วัน เเละโรงเเรมมิตร์ พัทยา ดูแลภาพรวมงานด้านวิศวกรรม การก่อสร้าง และออกแบบตกแต่งอาณาจักรเอ-วัน เป็นหลัก

ทั้งนี้ ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนปรับโฉมโรงแรมที่พัทยาใหม่ รวม 5 แห่ง ตั้งแต่ระดับ 3 ดาว ถึง 5 ดาว โดยใช้งบลงทุนกว่า 250 ล้านบาท ได้แก่ Mood Hotel โรงแรม 3 ดาว ตกแต่งสไตล์มินิมอล จับกลุ่มวัยรุ่น A-One The Royal Cruise Hotel โรงแรม 4 ดาวที่เป็น Iconic ด้วยดีไซน์รูปเรือจับกลุ่มครอบครัวขนาดใหญ่ A-ONE Pattaya Beach Resort โรงแรมที่มีแนวคิด Easy Wheelchair Access จับกลุ่มครอบครัวที่มีผู้สูงอายุ  A-One New Wing Hotel โรงแรม 4 ดาว ตกแต่งในสไตล์ Cruise Ship และ Mytt Hotel Pattaya โรงแรม 5 ดาว จับกลุ่มคนวัยทำงาน

"ยุคสมัยเปลี่ยนไป เราจำเป็นต้องปรับตัว การที่เราจมอยู่กับที่ทุกอย่างก็ไม่ไปไหน เมื่ออยากให้โรงแรมไปต่อเราต้องตามน้ำ ผมเชื่อมั่นในความเป็นคนรุ่นใหม่ของทั้งสองคน ในอดีตเอ-วัน เน้นลูกค้าตลาดต่างประเทศเป็นหลัก แต่เมื่อเจอโควิดลูก ๆ ก็เสนอให้มาเน้นเจาะตลาดลูกค้าคนไทยมากขึ้น จึงมีการพัฒนาพื้นที่ให้ตอบโจทย์ลูกค้าทุกกลุ่ม" สมชัยกล่าว


ปรับโฉมโรงแรมรองรับไลฟ์สไตล์


ศุภชัย บุตรชายคนโต ดูแลรับผิดชอบด้านบริหารการตลาดเป็นหลัก หลังเรียนจบพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงเลือกเรียนต่อปริญญาโทด้านการโรงแรม ที่ Glion institute of Higher Education ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ก่อนกลับมาช่วยงานครอบครัว โดยช่วงนี้ได้เข้ามารับผิดชอบในส่วนโรงแรมมิตร์ พัทยา ซึ่งเป็นโรงแรม 5 ดาว ของเครือ เอ-วัน เน้นเจาะกลุ่มไลฟ์สไตล์ แอนด์ เอนเตอร์เทนเมนต์ จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบดนตรี

“เมื่อเกิดวิกฤตโควิด-19 ทำให้ไม่สามารถจัดกิจกรรม คอนเสิร์ต เทศกาลดนตรีได้ ประกอบกับการท่องเที่ยวที่ซบเซาเราจึงปรับไดเรกชั่นเป็นสถานที่พักผ่อนครบวงจร พัฒนาเมนูอาหารให้มีความหลากหลาย และมีบริการที่ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ ตั้งแต่การกิน ดื่ม เที่ยว และสุขภาพ ครบคลุมทุกเจเนอร์เรชั่น” ศุภชัยกล่าว

โรงแรมมิตร์ พัทยา จะมีร้านอาหารหลากหลายตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนทุกกลุ่ม ได้แก่ “Pippa” ร้านอาหารกึ่ง Rooftop Bar ชั้น 19 จับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตกแต่งในธีม Forest ที่แรกและที่เดียวในพัทยา เนื่องจากต้องการสร้างประสบการณ์ให้ลูกค้าด้วยบรรยากาศอันร่มเย็นของป่าไม้ และวิวพาโนราม่าของทะเลพัทยา ชมพระอาทิตย์ตกดิน รวมถึงยังแบ่งโซนทั้ง Indoor-Outdoor และมีโซนพื้นที่ส่วนตัวไว้สำหรับจัด Private Party โดยเน้นเมนูอาหารสไตล์เอเชี่ยนทวิสต์เป็นหลัก

นอกจากนี้ จะมีร้านวันทนา อาหารไทยสูตรต้นตำรับ เน้นวัตถุดิบท้องถิ่น จับกลุ่มครอบครัว และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ชื่นชอบอาหารไทยถึงเครื่องรสชาติดั้งเดิม และยังมี “Fat Coco” ที่เป็น “ซีฟู๊ด คลับ” แหล่งรวมอาหารทะเลสด มีโซน Beach Club จับกลุ่มวัยรุ่นทั้งพัทยาและกรุงเทพฯ และมีห้องจัดเลี้ยงความจุ 1,000 คน รองรับธุรกิจการจัดประชุมและนิทรรศการนานาชาติ (MICE) ด้วย

ด้านภัทร์ บุตรชายคนเล็กจบปริญญาตรีจากสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และได้ไปศึกษาต่อยอดความรู้ด้านการออกแบบเพิ่มเติมที่ MA Interior Architecture and Design ที่ Birmingham City University ประเทศอังกฤษ และได้เข้ามาช่วยในโครงการก่อสร้างโรงแรมมิตร์ พัทยา

"งานด้านการออกแบบที่มีรายละเอียดค่อนข้างมาก จึงต้องอาศัยประสบการณ์ที่ได้รับจากการเปิดบริษัทสถาปนิกและความรู้ที่ได้ศึกษามาทั้งในและต่างประเทศมาประยุกต์ใช้" ภัทร์กล่าว

สำหรับแผนดำเนินงานของกลุ่มโรงแรม เอ-วันในช่วงสุดท้ายปี 2565 และต่อเนื่องในปี 2566 จะเน้นการทำตลาดในประเทศมากขึ้น ขณะที่ต่างประเทศก็จะยังคงให้ความสำคัญ โดยขณะนี้สถานการณ์โควิดเริ่มคลี่คลายประเทศเปิดคนเริ่มกลับมาเที่ยวแล้ว พัทยายังเป็นเมืองที่มีศักยภาพที่ดีเป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยวและไลฟ์สไตล์หลากหลายเป็นที่ชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทั่วโลก จึงตั้งเป้ารายได้ปีหน้าเพิ่มขึ้นร้อยละ 20

“คนเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิข โรงแรมเราไม่ใช่เชน (Chain Hotels) เราเป็นแฟมิลี่ ซึ่งเราชัดเจนในจุดยืนที่ว่าเราเป็นองค์กรเชิงแฟมิลี่มาก ๆ เราไม่ได้ต้องการให้พนักงานคาดหวังเราในแบบที่คุณมาจากโรงแรมเชนแล้วมาเปรียบเทียบกับเรา เราก็พร้อมที่จะดูแลพวกคุณในแบบของเรา ตัวผมเองเหมือนอยู่ในครอบครัวใหญ่ที่ไม่ใช่มุ่งหวังจะพัฒนาโรงแรมให้ถึง 20 สาขา แต่อยากให้พื้นที่ตรงนี้มีความมั่นคงด้วยตัวของมัน และคนก็เป็นคีย์เวิร์ดสู่ความสำเร็จนั้น” ศุภชัยกล่าวทิ้งท้าย


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

TAGGED ON