เปิดแผน ‘เอสซี แอสเสท’ ยุทธศาสตร์ 4 ปี รายได้ 1 แสนล้าน - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Property >
  • เปิดแผน ‘เอสซี แอสเสท’ ยุทธศาสตร์ 4 ปี รายได้ 1 แสนล้าน

เปิดแผน ‘เอสซี แอสเสท’ ยุทธศาสตร์ 4 ปี รายได้ 1 แสนล้าน

ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ นำทัพเอสซี แอสเสท ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใหม่ SC Thriving for Good’ มุ่งสร้างการเติบโตเชื่อมโยง และยั่งยืน สู่เป้าหมายรายได้ แสนล้านบาทใน 4 ปี ประเดิมลงทุนกว่า 1 หมื่นล้านบาทปีนี้ ผุด 27 โครงการ มูลค่ากว่า 4 หมื่นล้านบาท

ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC Asset นำทีมแถลงแผนการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Metaverse พร้อมเปิดตัว CEO Avatar เป็นครั้งแรกของวงการอสังหาริมทรัพย์เมืองไทย เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์ ‘SC Thriving for Good’ มุ่งสร้างการเติบโตบนวิถีโลกใหม่ ภายใต้ยุทธศาสตร์ “เติบโต เชื่อมต่อ ยั่งยืน” เพื่อบรรุเป้าหมายรายได้ 100,000 ล้านบาท ใน 4 ปีข้างหน้า หรือเติบโต 100%

​ณัฐพงศ์ กล่าวว่า ทิศทางธุรกิจของเอสซี แอสเสทใน 4 ปีข้างหน้า จะมุ่งสร้างคุณค่า เพื่อเชื่อมต่อโซลูชั่น สู่ผู้คนและสิ่งแวดล้อม ผ่านการลงทุนซื้อที่ดิน 25 แปลง มูลค่ากว่า 2 หมื่นล้านบาทในปี 2564 เพื่อนำไปสู่แผนการเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกวิถีใหม่นับจากปีนี้เป็นต้นไป

​“ก่อนวิกฤตจบ เรามองเห็นแล้วว่าการจะเติบโตอย่างยั่งยืน ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน การเติบโตในโลกยุคใหม่ การมองกำไรเพียงอย่างเดียว ไม่ยั่งยืน ต้องมองกำไร ที่จะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม คน และ โลก องค์กรที่จะเติบโตต้องสร้างคุณค่า คุณค่าไปสร้างกำไร และกำไรจะกลับมาสร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนนี่จึงเป็นที่มาของ SC Thriving for Good”

​สำหรับแผนการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ดังกล่าว บริษัทฯ จะขับเคลื่อนผ่าน 3 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ เติบโต เชื่อมต่อ และยั่งยืน ซึ่งมีแผนการดำเนินงาน ดังนี้

กลยุทธ์แรก มุ่งสร้างการเติบโต บริษัทฯ มุ่งบนสมรภูมิและน่านน้ำใหม่ เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไปสู่เป้าหมายมีรายได้รวม 100,000 ล้านบาทใน 4 ปี เริ่มตั้งแต่ปี 2565 ได้ตั้งเป้าหมายรายได้เกิน 20,000 ล้านบาทเป็นครั้งแรก และในปี 2068 บริษัทคาดว่าจะมีรายได้ 30,000 ล้าน จากการขยายโครงการอสังหาริมทรัพย์ทั้งแนวราบ แนวสูง และโอกาสใหม่

“ภายในปี 2568 เราจะมีการลงทุนโครงการแนวราบ 20,000 ล้านบาท แนวสูง 20,000 ล้านบาท โดยเปิดตัวแบรนด์ใหม่สำหรับคนเจนวาย นอกจากนี้จะเพิ่มสัดส่วนกำไรจากโอกาสใหม่ที่เกิดขึ้นจากชีวิตวิถีใหม่ Work from everywhere, Home is everythings ปรับปรุงตึกออฟฟิศ ให้เป็นไฮบริด เวิร์คเพลส ทำเวิร์คเคชั่น โฮเทล ลงทุนอพาร์ทเมนต์ในอเมริกา และจะเปิดตัวธุรกิจใหม่ในช่วงกลางปีนี้”

เชื่อมต่อเทคโนโลยีตอบโจทย์คนรุ่นใหม่

กลยุทธ์ที่สอง การเชื่อมต่อ ทุกสิ่งถึงกัน เพื่อสร้างคุณที่มากกว่า ณัฐพงศ์ กล่าวว่า บริษัทฯ จะมุ่งสร้างการเชื่อมต่อเทคโนโลยีเข้ากับสินค้าและบริการ ทำให้บ้านฉลาดขึ้นผ่านแอปพลิเคชันรู้ใจ OS ซึ่งปีนี้จะเป็นเวอร์ชั่น 3.0 ที่มีระบบสั่งการด้วยเสียง และปีนี้จะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีบล็อกเชน เพื่อเชื่อมต่อกับระบบนิเวศจากภายนอก การพัฒนาเหรียญ SC Morning Coin การออกยูทิลิตี้ โทเคน เพื่อพัฒนาการบริการ เชื่อมโยงความสัมพันธ์กับลูกค้า รวมถึงการเชื่อมโยงกับพนักงานกว่า 1,200 คน

​“เราเป็นผู้นำสายเอ็มพาวเวอร์ ชอบให้องค์กรได้ทดลองสิ่งใหม่ๆ อย่าง metaverse เราเชื่อว่าจะมาแน่ เราต้องศึกษาพฤติกรรมของคนต้องการใช้เมต้าเวิร์สอย่างไร บ้านเอสซี จะมี metaverse แต่จะเป็นในรูปแบบใด เราต้องเตรียมพร้อมไว้ ถ้าพฤติกรรมคนมา เราก็ไปได้ทันที การทำคอยน์ก็เป็นส่วนหนึ่ง การตลาดเริ่มทำ เริ่มพัฒนาขึ้นมา เพื่อมุ่งสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า”

ณัฐพงศ์ กล่าวว่า สำหรับกลยุทธ์ที่ 3 ยั่งยืน ด้วยสร้างคุณค่าสู่ผู้คน และสิ่งแวดล้อม โดยคุณค่าที่หนึ่ง ส่งถึงลูกค้าของเรา ด้วยมาตรฐานของเอสซี แอสเสท ในการเป็นแบรนด์ที่น่าเชื่อถือ คุณค่าที่สองส่งต่อคุณภาพชีวิตพนักงาน และคู่ค้า ตั้งเป้าเป็นองค์กรอสังหาริมทรัพย์ อันดับ 1 ในปี 2568 และคุณค่าที่สาม การใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยเอสซี แอสเสท มีภารกิจ Zero Mission มุ่งลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% ในปี 2568

ตลาดอสังหาฯ ปี 65 การแข่งขันของรายใหญ่

​ณัฐพงศ์ กล่าวว่า สำหรับภาพรวมธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ปีนี้ เชื่อว่าจะคึกคักขึ้น แต่เป็นการแข่งขันของรายใหญ่ เพราะได้เปรียบเรื่องเงินทุน อสังหาริมทรัพย์แนวราบยังไปได้ดี เพราะสอดรับกับวิถีโลกใหม่ มีความต้องการเข้ามาอย่างเนื่อง จากปีที่แล้ว ตลาดบ้านเดี่ยวขยายตัว 29% มูลค่ากว่า 120,00 ล้านบาท ขณะที่ตลาดแนวสูง หรือคอนโดมิเนียม มีความหวังมากขึ้น จากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ที่ไม่รุนแรง และเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังต่างชาติจะกลับเข้ามา

สำหรับปีนี้ เตรียมแผนลงทุน 11,500 ล้านบาท โดยจะมีการเปิดตัวโครงการใหม่ 27 โครงการ เป็นโครงการแนวราบ 25โครงการ มูลค่า 33,500 ล้านบาท โดย 70% เป็นโครงการบ้านเดี่ยวที่มีระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไป เพราะมองว่ากำลังซื้อในกลุ่มนี้ยังแข็งแรง และเปิดตัวโครงการแนวสูง 2 โครงการ ซึ่งจะเป็นแบรนด์ใหม่ 1 โครงการ สำหรับคนเจนวาย ในย่านวงเวียนใหญ่ ราคาตารางเมตรละ 1–2 แสนบาท

ทั้งนี้ บริษัทวางเป้าหมายยอดขายโครงการในปี 2565 ไว้ที่ 22,000 ล้านบาท โดยบริษัทจะมีโครงการทั้งหมดเพื่อจำหน่ายรวม 78 โครงการ มูลค่ารวม 69,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่ของบริษัท

ณัฐพงศ์ กล่าวว่า สำหรับปัจจัยที่ท้าทายธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในปีนี้ คือการขาดแคลนแรงงาน เนื่องจากการย้านถิ่นฐานกลับบ้านเกิด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่เกิดทั่วโลก มีผลทำให้รู้สึกว่ากำลังซื้อลดลง ของแพงขึ้น รวมถึงต้นทุนในการจัดการโครงการที่สูงขึ้น จากการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน สะท้อนไปที่วัสดุ ต้องบริหารจัดการโครงการให้มีประสิทธิภาพ

​“อีกปัจจัยหนึ่งคือปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัจจุบันสัดส่วนหนี้ครัวเรือนไทยอยู่ที่ 91% หลายประเทศมีหนี้สูงขึ้น แต่รายได้ของคนก็สูงด้วย แต่ไทย รายได้น้อย อาจส่งผลกระทบต่อโครงการระดับราคาไม่ถึง 10  ล้านบาท ส่วนเงินเฟ้อมองเป็นปัญหาระยะสั้น ไตรมาส 2 และ 3 เงินเฟ้อน่าจะดีขึ้น” ณัฐพงศ์กล่าว

​ดังนั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต้องเตรียมพร้อม คือสภาพคล่องต้องพร้อม สัดส่วนหนี้ต้องไม่สูง ขณะที่ความต้องการในตลาดยังดี โดยเฉพาะบ้านแนวราบมีการเติบโตอย่างน่าตื่นเต้น ซึ่งเป็นผลจากวิกฤติที่เกิดขึ้น คนต้องการบ้าน ต้องการพื้นที่ ซึ่งเป็นตลาดที่เอสซี แอสเสทให้ความสำคัญอยู่แล้ว แต่มีเงินทุนพร้อมที่จะลงทุน

อ่านเพิ่มเติม: ซิตี้แบงก์คาดจีดีพีโลกปี 65 โต 3.8% มองบวกลงทุนหุ้นเฉพาะกลุ่มที่มีโอกาสเติบโตในระยะยาว


ไม่พลาดบทความและเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ติดตามเราได้ที่เฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP