ออริจิ้นปั้นพรีโมฯ เข้าตลาด คว้าโอกาส EEC - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Property >
  • ออริจิ้นปั้นพรีโมฯ เข้าตลาด คว้าโอกาส EEC

ออริจิ้นปั้นพรีโมฯ เข้าตลาด คว้าโอกาส EEC

เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร

พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น บริษัทในเครือออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จัดทัพรุกธุรกิจบริการอสังหาฯ ครบวงจร เปิดตัว 5 บริษัทย่อย ชิงตลาดหมื่นล้าน วางเป้ารายได้แตะพันล้านใน 5 ปี พร้อมแต่งตัวเข้าตลาดฯ ลุยลงทุนสตาร์ทอัพ ServiceTech เล็งเสิร์ฟดีมานด์เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก

จินตนา ภูดิทธนภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีโม เซอร์วิส โซลูชั่น จำกัด ในเครือบริษัท ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดโครงสร้างธุรกิจใหม่เพื่อรุกธุรกิจบริการอสังหาฯ ครบวงจร โดยเปิดตัว 5 บริษัทย่อย ได้แก่ บริษัท พรีโม เรียลเตอร์ จำกัด บริการให้คำปรึกษาและเป็นตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร, บริษัท พรีโม เดคคอร์ จำกัด ให้บริการตกแต่งภายใน, บริษัท พรีโม แมเนจเม้นท์ จำกัด บริการบริหารจัดการอาคารชุด บ้านจัดสรร อาคารสำนักงาน และศูนย์การค้า, บริษัท คราวน์ เรสซิเดนซ์ จำกัด บริการบริหารจัดการอาคารชุดระดับลักชัวรี่ และ บริษัท อูโน่ เซอร์วิส จำกัด บริการทำความสะอาด ภายใต้แบรนด์นู๋เมด

เรามุ่งสู่การเป็น Service Excellent โดยให้ความสำคัญ 3 ด้าน คือ Mind set มุ่งสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า Skill set การฝึกฝน อบรมทักษะให้กับพนักงาน และ Tool set การใช้เครื่องมือ เทคโนโลยีในการประเมินผลการทำงานของเรา รวมถึงการเปิดรับพันธมิตรใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์การให้บริการลูกค้าอย่างครบถ้วน

จินตนา ภูดิทธนภาคย์

จินตนากล่าวว่า ตลาดรวมในปัจจุบันมีการให้บริการประมาณ 1,900 โครงการ คิดเป็นมูลค่าการให้บริการที่ประมาณ 7 พันล้าน – 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งผู้ให้บริการ 5 อันดับแรกครองส่วนแบ่งตลาด 50% ณะที่กลุ่มบริษัทพรีโมฯ ให้บริการอยู่ 40 โครงการในปี 2562 และวางเป้าหมายเพิ่มเป็น 52 โครงการในปี 2563 และเพิ่มเป็น 90 โครงการในปี 2567 หรือติดอันดับ 1 ใน 3 ของผู้ให้บริการหลักในตลาด

นอกจากนี้ กลุ่มพรีโมฯ ยังวางเป้าหมายการเติบโตไว้ปีละ 30% โดยปี 2563 คาดการณ์รายได้กว่า 400 ล้านบาท และภายในปี 2567 จะมีรายได้ประมาณ 1 พันล้านบาท สัดส่วนรายได้หลัก 44% จะมาจากธุรกิจพรีโม เดคคอร์ ผู้ให้บริการตกแต่งภายใน ซึ่งจะขยายไปสู่บริการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยในอนาคต และเตรียมพร้อมเพื่อเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2564

 

ขณะเดียวกัน บริษัทได้เดินหน้ากลยุทธ์สร้างการเติบโต ด้วยโมเดล “Open Platform” โดยเปิดรับพันธมิตรหลากหลายประเภทเข้ามาเติมเต็มและสร้างโอกาสใหม่ทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มความเร็วในการเติบโต และเพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการแก่ผู้บริโภค ในกลุ่มธุรกิจต่างๆ ได้แก่

  1. กลุ่มผู้ให้บริการซ่อมบำรุงและตกแต่ง
  2. กลุ่มตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์
  3. กลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการบริการและอสังหาริมทรัพย์ (ServiceTech) โดยเบื้องต้นอยู่ระหว่างการพูดคุยเพื่อร่วมลงทุนกับ บริษัท บิลค์ วัน กรุ๊ป หรือ BUILK ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มบริการรับเหมาก่อสร้าง เพื่อให้บริการลูกค้าแบบ B2C

สำหรับการขยายธุรกิจในส่วนของ ServiceTech บริษัทมีแผนร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ 4-5 ราย เพื่อพัฒนาบริการใหม่ๆ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มต้องการการบริการในด้านอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมากขึ้นในอนาคต และเป็นแนวทางให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการให้บริการลูกค้าที่หลากหลาย ไม่เฉพาะแค่ลูกค้าของ ออริจิ้น พร็อพเพอร์ตี้ เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการให้บริการจะเป็นโครงการของออริจิ้นเป็นหลัก แต่ในอนาคตลูกค้านอกกลุ่มน่าจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 70% ของรายได้

 

ปักหมุด EEC

วาทยุทธ์ ทองพรหม กรรมการผู้จัดการ บริษัท พรีโม เรียลเตอร์ จำกัด ซึ่งให้บริการด้านคำปรึกษาและเป็นตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ กล่าวว่า ในปีนี้ บริษัทจะมุ่งเน้นขยายฐานการรับบริหารงานขายและการตลาดในโซน EEC (Eastern Economic Corridor) หรือเขตส่งเสริมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก โดยเฉพาะพื้นที่พัทยาที่ยังมีการพัฒนาโครงการรองรับการขยายตัวพื้นที่เศรษฐกิจและเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวอีกจำนวนมาก

ขณะที่บริษัทเล็งเห็นโอกาสและศักยภาพการเติบโตในพื้นที่ EEC จากโครงการเมกะโปรเจกต์ของภาครัฐ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านคมนาคมขนส่งของประเทศในระยะเร่งด่วน 8 ปี (2558-2565) จำนวน 44 โครงการ วงเงิน 1.95 พันล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาด้านการขนส่งทางถนน ระบบราง ทางน้ำและทางอากาศ ซึ่งจะทำให้มีแนวโน้มความต้องการด้านที่อยู่อาศัยจำนวนมาก และกำลังซื้อของผู้บริโภคในพื้นที่อีอีซีมีมากกว่าพื้นที่กรุงเทพฯ ทั้งผู้ซื้อในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะจีน รัสเซีย ฝรั่งเศส และญี่ปุ่น

นอกจากนั้น ตลาด EEC ยังมีความน่าสนใจจากลักษณะที่เป็นส่วนผสมของเมืองท่องเที่ยวและเมืองอุตสาหกรรม เช่น พัทยา ชลบุรี ระยอง ฉะเชิงเทรา ซึ่งเอื้อต่อการขยายตัวของอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการเดินทางที่มีความสะดวกสบาย ทั้งรถไฟฟ้าความเร็วสูง สนามบิน มอเตอร์เวย์ โดยสะท้อนจากจำนวนโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ที่เปิดตัวมากขึ้นจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และค่าคอมมิชชั่นในพื้นที่สูงราว 8-10% ซึ่งมากกว่ากรุงเทพฯ ที่อยู่ในอัตราประมาณ 3%

ทั้งนี้ ปัจจุบันบริษัทเป็นตัวแทนขายและการตลาดในพื้นที่พัทยา รวมมูลค่าโครงการประมาณ 1 พันล้านบาท โดยวางเป้าหมายยอดขายไว้ประมาณ 750 ล้านบาทในปี 2563 และแผนการเติบโตปีละ 30% คาดการณ์ยอดขายมากกว่า 2.15 พันล้านบาทต่อปีในภายปี 2567

 

อ่านเพิ่มเติม

 


ไม่พลาดเรื่องราวน่าสนใจอื่นๆ ของเรา ติดตามเราได้ที่ เพจเฟซบุ๊ก Forbes Thailand Magazine

BACK TO TOP