TUF ทุ่มสร้าง "ศาสตร์ทูน่า" มุ่งสู่เป้า 8 พันล้านเหรียญ - Forbes Thailand
X

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • TUF ทุ่มสร้าง “ศาสตร์ทูน่า” มุ่งสู่เป้า 8 พันล้านเหรียญ

TUF ทุ่มสร้าง “ศาสตร์ทูน่า” มุ่งสู่เป้า 8 พันล้านเหรียญ

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
13 Dec 2014 | 10:50 am 4010
ประเทศไทยคือแหล่งผลิตอาหารทะเลรายใหญ่ติดอันดับโลก ด้านหนึ่งเพิ่งตกเป็นข่าวอื้อฉาวหลายปีซ้อน กรณีการบังคับใช้แรงงานทาสในเรือประมง ทั้งแรงงานไทยและต่างชาติ  แต่อีกด้านหนึ่งภาคเอกชนไทยจับมือกับมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ ตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาอาหารทะเลอย่างลุ่มลึกและจริงจัง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลิตภัณฑ์
 
 
ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไทยยูเนี่ยน โฟรเซ่นส์ กล่าวว่า เมื่อประเทศถูกโจมตีเรื่องใช้แรงงานทาส  ในฐานะที่เป็นบริษัทสัญชาติไทย และผู้นำในตลาดอาหารทะเล TUF ก็ต้องโดนหางเลขไปด้วย จึงต้องแสดงความเป็นผู้นำในเรื่องนี้ โดยมุ่งมั่นพัฒนาอุตสาหกรรมให้ก้าวไปในทิศทางที่ดีขึ้น
 
“เราตระหนักในเรื่องนี้ และได้กำหนดเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ของบริษัทที่ว่าด้วย sustainability” ธีรพงศ์กล่าวระหว่างพิธีเปิดศูนย์นวัตกรรมแห่งแรกของโลก หรือ Global Innovation Incubator – GII ที่ TUF ร่วมมือกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จัดตั้งศูนย์ศึกษาวิจัยและพัฒนาปลาทูน่าโดยเฉพาะ ด้วยวงเงินกว่า 100 ล้านบาท เมื่อ 9 ธันวาคม
 
นอกจาก sustainability แล้ว อีกยุทธศาสตร์หนึ่งคือ innovation  ที่ผู้นำ TUF ย้ำว่า นวัตกรรมเท่านั้นที่จะสร้างศักยภาพการแข่งขันของบริษัทคนไทยในระดับโลกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำวิทยาศาสตร์มาศึกษาค้นคว้าปลาทูน่าอย่างลึกซึ้ง เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้ให้กลุ่มบริษัทเกินกว่าครึ่ง การตั้งศูนย์นวัตกรรมแห่งนี้เป็นการตอบโจทย์กลยุทธ์ของกลุ่มบริษัท ในการผลักดันรายได้ให้ถึงเป้าหมายที่ 8 พันล้านเหรียญฯ ในอีกหกปีข้างหน้า
 
TUF เป็นบริษัทที่ผลิตและจัดจำหน่ายปลาทูน่ากระป๋องรายใหญ่ที่สุดของโลก มีฐานการผลิตกระจายใน 9 ประเทศ 4 ทวีป โดยได้รับคัดเลือกให้เป็นสมาชิกกลุ่มดัชนีความยั่งยืนของดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Indices – DJSI) ประจำปี 2557 ในกลุ่มดัชนี DJSI Emerging Markets หมวดอุตสาหกรรมอาหาร และยังเป็นบริษัทอาหารแห่งแรกของไทยที่ได้รับคัดเลือกเข้าเป็นสมาชิก DJSI
 
ธีรพงศ์กล่าวว่า ที่ผ่านมางานวิจัยเกี่ยวกับทูน่าจะเป็นไปในเชิงการปรุงแต่งรสชาติ ให้ถูกปากผู้บริโภค หรือไม่ก็แค่ปรับปรุงหีบห่อบรรจุภัณฑ์เท่านั้น แต่ศูนย์นวัตกรรมแห่งนี้จะศึกษาค้นคว้าเจาะลึกปลาทูน่าในเชิงวิทยาศาสตร์อย่างเข้มข้น เช่น ถอดรหัสดีเอ็นเอให้รู้ว่าปลาตัวนี้มาจากน่านน้ำไหน หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่จากเศษวัสดุที่เหลือจากการแปรรูป เช่น กระดูก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้แล้ว ยังพยายามทำการวิจัยเพื่อเข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคในเชิงลึกอีกด้วย เช่น การรับรู้รสชาติของคนในแต่ละภูมิภาค โดยการวิจัยเรื่องเหล่านี้ต้องใช้ระยะราว 2-3 ปี
 
“เราจะเห็นว่าปลาทูน่ากระป๋องในตอนนี้ ทุกยี่ห้อจะคล้ายๆ กัน ไม่มีความแตกต่าง สุดท้ายแล้วก็จะกลายเป็นสินค้า commodity ที่แข่งขันกันในด้านราคาเป็นหลัก เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่สำหรับเรา ว่าจะทำให้ผลิตภัณฑ์แตกต่างจากคู่แข่งอย่างไร” ธีรพงศ์ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวหลังเปิดศูนย์นวัตกรรมฯ
 
TUF เป็นเจ้าของแบรนด์สินค้าชั้นนำระดับโลกหลายแบรนด์ เช่น Chicken of the Sea, John West, King Oscar, Petit Navire, Parmentier, Mareblu และ Century และแบรนด์ที่จำหน่ายในประเทศไทย เช่น Sealect, Fisho และ Bellotta  โดย โดยมี market cap ณ วันที่ 11 ธันวาคม 2557 อยู่ที่ 1.08 แสนล้านบาท
 
ธัญญวัฒน์ เกษมสุวรรณ ผู้อำนวยการด้านนวัตกรรม กลุ่มบริษัทไทยยูเนี่ยน กล่าวว่า ศูนย์นวัตกรรมแห่งนี้จะมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลการวิจัยกับเครือข่ายของ TUF ทั่วโลก โดยจะเริ่มดำเนินงานได้ในเดือนมกราคม 2558 ตั้งเป้าหมายไว้ว่าในเวลา 1-2 ปี จะมีผลงานค้นคว้าเกี่ยวกับปลาทูน่าออกมาให้เห็น แม้ว่าศูนย์จะตั้งอยู่ในคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ก็รวบรวมอาจารย์และนักวิจัยในระดับต้นของประเทศจากหลายสถาบัน รวมแล้วกว่า 60 ท่าน ซึ่งมีวุฒิระดับปริญญาเอกถึง 37 คน มาเป็นกำลังหลักในการวิจัยและพัฒนา
 
ทั้งนี้ศูนย์วิจัยนวัตกรรม กลุ่มบริษัทไทยยูเนี่ยน จะประกอบไปด้วย 6 ฐานปฏิบัติการ ดังนี้
  1. ศึกษาข้อมูลพื้นฐานของปลาทูน่า เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับความสด เพื่อวิเคราะห์อายุการเก็บปลาทูน่าแช่แข็งให้คงความสด ตลอดจนศึกษาทางสายพันธุ์และระบุแหล่งอาศัย เพื่อให้เข้าใจปัจจัยที่มีผลต่อคุณภาพของปลาทูน่า
  2. ศึกษาประโยชน์ด้านสุขภาพและอนามัย เป็นการศึกษาทางชีวเคมีที่มีคุณค่าทางโภชนการ รวมถึงศึกษาการนำแคลเซียมจากเนื้อปลาทูน่าไปใช้ร่างกาย ศึกษาเปรียบเทียบเนื้อปลาทูน่ากับเนื้อสัตว์ชนิดอื่นๆ
  3. ศึกษาการแปรรูปใหม่ในการผลิต เป็นการหาเทคโนโลยีทางเลือกในการแปรรูปปลาทูน่า เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพสูงสุด และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยลดการใช้พลังงานและน้ำ
  4. ศึกษาเพื่อเพิ่มมูลค่าผลพลอยได้จากการผลิตปลาทูน่า เป็นการศึกษาเศษวัสดุเหลือจากการผลิต เช่น เศษเนื้อ น้ำนึ่งปลา เลือด ก้าง และหนังปลา เพื่อนำมาต่อยอดและพัฒนาให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  5. ศึกษาด้านประสาทสัมผัสและความต้องการของผู้บริโภค เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในการกินปลาทูน่า ทำความเข้าใจคุณลักษณะทางกลิ่น รส และผิวสัมผัสของปลา เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผู้บริโภคทั่วโลกพึงพอใจสูงสุด
  6. พัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์ปลาทูน่า ตามความต้องการของตลาด โดยนำผลการศึกษาจากฐานปฏิบัติการทั้ง 5 ฐาน มาสร้างผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าที่มีประโยชน์เชิงสุขภาพ เพื่อความพึงพอใจของผู้บริโภคทั่วโลก
 
ผู้อำนวยการด้านนวัตกรรมเปิดเผยว่า ในต่างประเทศก็มีการศึกษาวิจัยปลาทูน่าเช่นกัน แต่เป็นการศึกษารวมกับผลิตภัณฑ์อื่นๆ การตั้งศูนย์เพื่อศึกษาวิจัยโดยเฉพาะแบบ GII ยังไม่เคยเห็น ทำให้ที่ผ่านมาองค์ความรู้เกี่ยวกับปลาทูน่าค่อนข้างกระจัดกระจาย
 
ด้านพิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ในอดีตเมื่อพูดถึงความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทย มักมุ่งแต่เรื่องของแรงงานราคาถูก แต่ในวันนี้หมดเวลาคิดแบบนั้นแล้ว เราต้องพูดถึง innovation เพื่อเพิ่มความเข้มแข็งในภาคการผลิตของประเทศ

 

BACK TO TOP