The Fintech 50 พลิกโฉมอนาคตโลกการเงิน ตอนที่2 - Forbes Thailand

Forbes Thailand

แรงบันดาลใจของผู้ใฝ่ความสำเร็จ

  • Home >
  • News
  • Other >
  • The Fintech 50 พลิกโฉมอนาคตโลกการเงิน ตอนที่2

The Fintech 50 พลิกโฉมอนาคตโลกการเงิน ตอนที่2

Forbes Thailand
Forbes Thailand / Admin
05 Aug 2016 | 6:37 pm 10194

เช่นเดียวกับที่ Amazon เปลี่ยนวิธีการซื้อสินค้าของเรา และ Apple คิดใหม่ทำใหม่ในการจัดการกับธุรกิจเพลง อีกไม่นานนับจากนี้การพลิกโฉมหน้าการทำธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลจะส่งผล กระทบต่อเงินทองของคุณในทุกมิติ ไล่เรียงตั้งแต่การหาเงินการเก็บออม การลงทุน ไปจนถึงการใช้จ่ายเงิน ซึ่งอาจจะเป็นการพลิกโฉมแบบฉับพลันทันใด (เช่นเดียวกับนักลงทุนสายควอนต์ผู้ปราดเปรื่องในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท) หรืออาจเป็นแบบปรกติที่มีการเปลี่ยนแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป (การปล่อยสินเชื่อให้แก่ภาคธุรกิจขนาดเล็กจะทำได้ง่ายขึ้นและมีต้นทุนที่ถูก ลง)

แต่ไม่ว่าบทสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นย่อมจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนใน วงกว้าง โดยเทคโนโลยีรูปแบบใหม่จะก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญ และส่งผลกระทบต่อรายได้ของกล่มธุรกิจบริการด้านการเงินในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งบันทึกกำไรก่อนภาษีในปีที่ผ่านมาสูงถึง 281 พันล้านเหรียญสหรัฐ

จากรายงาน ข้อมูลของ CB Insights พบว่าบรรดานักลงทุนเงินร่วมลงทุนและลงทุนในตลาดหุ้นวอลล์สตรีทต่างมองเห็น โอกาสที่จะเกิดขึ้นจากเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งผลให้การลงทุนในกิจการของฟินเทคสตาร์ตอัพในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2015 มีมูลค่าสูงถึง 10.5 พันล้านเหรียญ เพิ่มขึ้นอย่างมากจากการลงทุนเพียง 3.9 พันล้านเหรียญในช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน จริงอยู่ว่าเราคงจะลงทุนในกิจการของฟินเทคสตาร์ตอัพพวกนี้ไม่ได้ทั้งหมด แต่คุณจำเป็นต้องเกาะกลุ่มไปกับ 50 บริษัทแรกที่มีชื่อติดอันดับ เพื่อจะได้ก้าวทันเทคโนโลยีที่พวกเขากำลังคิดประดิษฐ์ขึ้นเพราะบริษัทเล็กๆ กลุ่มนี้นี้กำลังจะสร้างแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ให้โลกการเงินในอนาคตของพวก คุณ ถ้าหากไม่ระวังให้ดีพอร์ตการลงทุนของคุณอาจจะดูไม่จืดเลยทีเดียวและเหล่านี้ คือบริษัทเด่นที่ไม่อาจมองข้าม

เรียบเรียง: ชนกานต์ อนันตคุณากร ภาพ: CHRISTIAN PEACOCK, JONATHAN KOZOWYK

การกำหนดธีมเป็นคำตอบของทุกสิ่ง
บริษัท Motif ในเมือง San Mateo รัฐ California

ธุรกิจ ที่เปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถออกแบบ แบ่งปัน และซื้อพอร์ตหุ้นที่มีลักษณะแบบเดียวกับกองทุนรวมดัชนีหรือที่เรียกกันว่า ETFs (Motifs) สำหรับหุ้นจำนวนไม่เกิน 30 ตัวในราคา 9.95 เหรียญ
เครดิตผลงาน: ฐานลูกค้ารายย่อยประมาณ 200,000 ราย
ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง: Hardeep Walia อายุ 43 ปี
การระดมทุน: 126 ล้านเหรียญจาก Goldman Sachs / JPMorgan Chase / Renren
มูลค่ากิจการ: 800 ล้านเหรียญ ในการประเมินมูลค่าครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมกราคมธุรกิจที่อาจได้รับ
ผลกระทบ: บริษัทที่ประกอบธุรกิจค้าหลักทรัพย์แบบคิดค่าธรรมเนียมในอัตราถูกและบริษัทที่ประกอบธุรกิจจัดการกองทุนรวม

Hardeep Walia เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของผู้ที่ต่อยอดความสัมพันธ์ระหว่างธนาคารพาณิชย์ขนาด ใหญ่และฟินเทคสตาร์ตอัพ หลังจากจบปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจจากมหาวิทยาลัย Wharton ในปี 2001 เขาเคยวางแผนจะไปทำงานในตลาดหุ้นวอลล์สตรีท แต่แล้วกลับเปลี่ยนใจไปทำงานที่ Microsoft แทน เขาทำงานอยู่ที่นั่นหลายปีจนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้จัดการทั่วไปมีหน้าที่ ดูแลงานด้านการให้บริการแก่บริษัทต่างๆ ทั่วโลกจนกระทั่งในปี 2010 เขาจึงได้เปิดตัว Motif และตระเวนพบปะกับบรรดาธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เพื่อชักชวนให้เข้ามาร่วมลงทุนกับบริษัทที่ก่อตั้งใหม่ของเขา Motif เป็นแพลตฟอร์มสำหรับซื้อขายหลักทรัพย์ที่มีขั้นตอนการใช้งานไม่ยุ่งยาก นักลงทุนสามารถกำหนดธีมการลงทุนในหุ้นที่ต้องการได้ด้วยตัวเอง เริ่มตั้งแต่การสร้าง ซื้อ และหารือเพื่อกำหนดธีมของตะกร้าหุ้น (ธีมหุ้นที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ คือ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับไบโอเทค และเครื่องพิมพ์สามมิติ) Walia บอกว่า “เราประหลาดใจเป็นอย่างมากที่พบว่าการกำหนดธีมเป็นคำตอบของทุกสิ่ง มันเป็นแนวคิดที่ให้คุณได้เผยตัวตนและความเป็นตัวเองออกมา”

ตอนนี้บริษัทอยู่ในระหว่างการเจรจาธุรกิจกับธนาคารขนาดใหญ่หลายแห่ง ซึ่งมีส่วนช่วยให้ลูกค้าของ Motif สามารถเข้าถึงการเสนอขายหุ้นไอพีโอที่มี JPMorgan เป็นผู้รับประกันการจัดจำหน่ายซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ นอกจากนี้ Motif ยังช่วยธนาคาร U.S. Bank ในการกำหนดกลยุทธ์เกี่ยวกับธีมการลงทุนให้บริษัทย่อยของธนาคารที่ชื่อ Ascent Private Capital Management เพื่อรองรับการบริหารสินทรัพย์ให้ตระกูลที่มีสินทรัพย์ในครอบครองไม่ต่ำกว่า 75 ล้านเหรียญ

Walia ซึ่งมุ่งมั่นที่จะจับตลาดลูกค้าทุกกลุ่มได้เปิดตัวแพลตฟอร์มสำหรับที่ปรึกษา การลงทุนอิสระเพื่อใช้ในการกำหนดธีมการลงทุนของลูกค้า รวมถึงให้บริการหุ่นยนต์ที่ปรึกษา โดยคิดค่าธรรมเนียมในอัตราถูกแบบเดียวกับ Betterment และ Wealthfront พ่วงด้วยบริการซอฟต์แวร์ Motif แบบไม่คิดค่าคอมมิชชั่น ลูกค้าสามารถเลือกหุ้น จากกองทุนรวมดัชนี และกˆหนดระยะเวลาในการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่สามารถยอมรับได้ด้วยตัวเอง – โดย Samantha Sharf

 

สินเชื่อออนไลน์สำหรับชนชั้นนำ
บริษัท SoFi ตั้งอยู่ที่เมือง San Francisco

ธุรกิจ รีไฟแนนซ์สินเชื่อการศึกษา ธุรกิจให้บริการสินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อที่อยู่อาศัยแก่คนรุ่นใหม่ซึ่ง จบการศึกษาสูงและมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีเครดิตผลงาน: การบริหารพอร์ตสินเชื่อมูลค่า 6 พันล้านเหรียญ
ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง: Mike Cagney อายุ 44 ปี
การระดมทุน: 1.4 พันล้านเหรียญจาก Softbank / Third Point Ventures / Peter Thiel / Baseline Ventures / Renren
มูลค่ากิจการ: 4 พันล้านเหรียญ
ธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบ: บริษัทที่ให้บริการสินเชื่อรูปแบบเดิม

Mike Cagney เริ่มต้นอาชีพด้วยการเป็นนักค้าตราสารอนุพันธ์ที่ Wells Fargo ก่อนผันตัวไปตั้งบริษัทผลิตซอฟต์แวร์สำหรับบริหารจัดการสินทรัพย์ และจัดตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ หลังจากนั้นเขามีโอกาสได้ไปเรียนต่อในหลักสูตร Sloan Fellowship Program ของมหาวิทยาลัย Stanford Business School ซึ่งเป็นหลักสูตรสำหรับผู้บริหารที่ผ่านประสบการณ์ทำงานมาได้สักระยะแล้วใน ชั้นเรียนวิชาที่มีชื่อว่า Startup Garage เขากับเพื่อนร่วมชั้นเรียนอีก 3 คนได้คิดโครงการ “สินเชื่อเพื่อสังคม” (หรือเรียกสั้นๆ ว่า SoFi ซึ่งเป็นคำย่อของ Social Finance) โดยให้ศิษย์เก่าที่มีฐานะดีร่วมกันปล่อยสินเชื่อให้แก่นักศึกษารุ่นน้องร่วม สถาบันในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษาของรัฐบาล กิจการของ Cagney ขยายตัวอย่างรวดเร็ว จนก้าวล้ำไปไกลกว่าธุรกิจสินเชื่อออนไลน์และธุรกิจรีไฟแนนซ์สินเชื่อเพื่อ การศึกษาในเดือนกันยายนที่ผ่านมา SoFi ระดมทุนได้ประมาณ 1 พันล้านเหรียญจาก Softbank ซึ่งถือเป็นการทุบสถิติการระดมทุนที่บริษัทผู้ประกอบธุรกิจฟินเทคเคยทˆไว้ Cagney

วางแผนจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนดังกล่าวมาบุกตลาดการให้ บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อส่วนบุคคลปัจจุบัน SoFi เป็นบริษัทผู้ประกอบธุรกิจสินเชื่อออนไลน์ที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 2 รองจาก Lending Club ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมี Prosper ตามติดมาเป็นอันดับ 3 Cagney กล่าวย้ำอย่างหนักแน่นว่าธุรกิจของเขาต่างจากบริษัทที่ประกอบธุรกิจให้สิน เชื่อทั่วไปเพราะเขามีเป้าหมายจะปั้นธุรกิจของเขาให้เป็นธนาคารออนไลน์ สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เขาบอกว่า “ผมไม่ได้แข่งกับ Prosper และ Lending Club แต่ผมกำลังแข่งกับ “Wells Fargo และ First Republic” – โดย Maggie McGrath

เจ้าตลาดแอปพลิเคชั่นระบบชำระเงิน
บริษัท Stripe ตั้งอยู่ที่เมือง San Francisco

ธุรกิจแพลตฟอร์มการชำระเงินทั้งแบบออนไลน์และแบบผ่านแอปพลิเคชั่น โดยมีส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ที่สะดวกและง่ายต่อการใช้งาน
เครดิตผลงาน: กลุ่มลูกค้าประกอบด้วย Twitter / Facebook / Lyft
ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้ง: Patrick Collison อายุ 27 ปี
การระดมทุน: 300 ล้านเหรียญจาก Sequoia Capital / Andreessen Horowitz / ผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal ซึ่งประกอบด้วย Peter Thiel / Max Levchin / Elon Musk
มูลค่ากิจการ: 5 พันล้านเหรียญ ในการประเมินมูลค่ากิจการครั้งหลังสุดในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาธุรกิจที่อาจได้รับ
ผลกระทบ: PayPal และผู้ให้บริการการทำธุรกรรมผ่านบัตรเครดิตรูปแบบเดิม

ในปี 2010 ขณะที่ Patrick กำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 ของมหาวิทยาลัย MIT ส่วน John น้องชายคนเล็กเพิ่งเข้าเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 ในมหาวิทยาลัย Harvard พวกเขาทั้งคู่ตัดสินใจหยุดพักการเรียนเพื่อจะได้สามารถทำงานที่ Stripe ได้เต็มเวลา พี่น้องคู่นี้เติบโตและใช้ชีวิตตั้งแต่เด็กจนถึงวัยรุ่นอยู่ที่เมือง Limerick ในประเทศไอร์แลนด์ ทั้งสองเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเขียนโค้ดโปรแกรมคอมพิวเตอร์ และได้พัฒนาซอฟต์แวร์เพื่อช่วยให้ผู้ขายสินค้ารายย่อยสามารถบริหารจัดการ ธุรกิจบนเว็บไซต์ eBay ต่อมาพวกเขาได้ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเพื่อเริ่มต้นธุรกิจ ของตัวเอง จนกระทั่งสามารถเปิดตัวบริษัทที่ชื่อ Auctomatic โดยได้รับการสนับสนุนจาก Y Combinator ต่อมาในปี 2008 พวกเขาก็ขายบริษัทดังกล่าวให้แก่นักลงทุนที่สนใจไปในราคา 5 ล้านเหรียญ

ปัจจุบัน Stripe ประสบความสำเร็จในการทำให้ผู้ขายสินค้ารายย่อยสามารถรับชำระเงินค่าสินค้า ผ่านทาง Apple Pay และ Alipay ของ Alibaba นอกจากนี้ซอฟต์แวร์ดังกล่าวยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ “ปุ่มสั่งซื้อสินค้า” ของสื่อโซเชียลมีเดียชั้นนำˆอย่าง Twitter, Facebook และ Pinterest

Patrick บอกว่า “ถ้าดู บริษัทที่ประกอบธุรกิจอินเทอร์เน็ตในยุคแรกๆ จะเห็นว่าบริษัทเหล่านั้นไม่สนใจทำเรื่องอื่นนอกจากอินเทอร์เน็ต ในขณะที่บริษัทในยุคต่อมาเริ่มให้ความสำคัญเรื่องธุรกรรมต่างๆ มากขึ้น จนทำให้ธุรกรรมกลายเป็นองค์ประกอบสำคัญสำหรับรูปแบบการทำธุรกิจของบริษัท เหล่านี้ไปแล้ว”

ปัจจุบัน Square ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เรียบร้อย ในขณะที่ Stripe ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทประกอบธุรกิจฟินเทคที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศสหรัฐ อเมริกา –โดย Samantha Sharf

อ่านย้อนหลัง The Fintech 50 พลิกโฉมอนาคตโลกการเงิน ตอนที่1


คลิ๊ก อ่านบทความทางธุรกิจเพิ่มเติมได้ที่ Forbes Thailand ฉบับ JUNE 2016 ฉบับพิเศษ The Essential for Enrichment ในรูปแบบ e-Magazine

BACK TO TOP